กระทบไหล่ยอดมนุษย์

With Howard Berg in front of Signs

ผู้เขียนเมื่อครั้งไปเรียนกับฮาเวิร์ด เบิร์ก เจ้าของสถิติโลกอ่านเร็ว

ในชีวิตที่รีบเร่งของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร  จะดีแค่ไหนที่เราสามารถแค่มองหน้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าเสี้ยววินาทีเดียวแล้วเข้าใจและจำเนื้อหาได้ทั้งหมด?

ทุกวันนี้อัตราเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไปอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

คุณคิดว่าเจ้าของสถิติโลกที่หนังสือกินเนสส์ บุ๊ค บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1990 สามารถอ่านได้นาทีละกี่คำ?

300?  500?  1,000?  2,000?

ผิดทุกข้อ!

ฮาเวิร์ด เบิร์ก ชาวอเมริกันผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี สามารถอ่านได้ในความเร็วเหนือมนุษย์ถึงนาทีและ 25,000 คำ!!!!

คุณอ่านไม่ผิด เขาอ่านได้นาทีละ สองหมื่นห้าพันคำ

พูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่าพวกเราทั่วไปถึง 125 เท่า!!!

และเพราะอ่านได้เร็วขนาดนี้ 27 ปีให้หลังที่เขาครองสถิติโลกก็ยังไม่มีใครโค่นเขาได้!

แถมอ่านแล้วยังจำเรื่องที่อ่านได้ด้วย  เพราะไม่ว่ากินเนสส์จะพิสูจน์อย่างไร และรายการทีวีทั่วโลกกว่า 1,100 รายการจะพิสูจน์อย่างไร  เขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจำเรื่องราวที่เขาอ่านไปได้จริง ๆ!!!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนทักษะการอ่านเร็วและการพัฒนาสมองในแง่อื่น ๆ จากฮาเวิร์ด เบิร์กโดยตรง และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสำหรับหนังสือเล่มต่อไปของผู้เขียนด้วย  จึงขอนำเรื่องราวของเขารวมทั้งเคล็ดลับการอ่านเร็วมาฝากคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้

***หมายเหตุ คุณสามารถเช็คความเร็วในการอ่านของคุณได้เมื่อคุณอ่านถึงท้ายบทความ***

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 146 ขอเสนอเรื่อง “กระทบไหล่ยอดมนุษย์”

รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ฮาเวิร์ด เกิดในย่านบรู้คลีนของนครนิวยอร์ค  ตอนที่เขายังเด็กนั้นย่านบรู้คลีนเป็นถิ่นอันตรายที่มีอาชญากรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

เด็กน้อยฮาเวิร์ดไม่สามารถออกไปเล่นในท้องถนนได้  สถานที่เดียวที่เขาสามารถจะไปซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยในย่านนั้นคือ “ห้องสมุด”

“It was the only place to play.”  (มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถเล่นได้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว

อาจเป็นเพราะ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่พวกเราเคยได้ยินมาก็ได้ว่า ถ้าคนเราทำกิจกรรมใดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ๆ

เด็กน้อยฮาเวิร์ดพบว่าเขาสามารถอ่านได้เร็วขึ้น…และเร็วขึ้น…

ชนะอุปสรรคได้ด้วยความสามารถเหนือมนุษย์

ฮาเวิร์ดเลือกเรียนสาขาชีววิทยาที่เขาชอบ เขาเริ่มสนใจเรื่องการทำงานของสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อขึ้นปีสามเขาไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากย้ายสาขาไปเรียนจิตวิทยาแทน  อาจารย์ตอบว่าหลักสูตรที่เขาเรียนนั้นทำไม่ได้  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ ก็ต้องไปเริ่มเรียนหลักสูตร 4 ปีของสาขาจิตวิทยาใหม่

ถ้าคุณเป็นฮาเวิร์ด คุณจะทำอย่างไร?

ฮาเวิร์ดตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นั่นก็คือ ลงเรียนวิชาของสาขาจิตวิทยาทั้งหมดในปีเดียว…และสอบผ่าน!  บางวิชาที่คนต้องเรียนกันทั้งภาคการศึกษานั้น ฮาเวิร์ดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

เขาสามารถได้ปริญญาสาขาจิตวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ภายในปีเดียว!!!

นำทักษะออกช่วยพัฒนาศักยภาพคน

“คุณไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือ?”  มีคนถามเขา

“อยากเรียนสิครับ ทำไมจะไม่อยาก”  ฮาเวิร์ดตอบ  แต่ปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี  ผมไปดูอัตราการจ้างงานของผู้จบปริญญาเอกสาขาที่ผมอยากเรียนคือจิตวิทยาควบชีววิทยา  ปรากฏว่าใน 1,000 คน จะมีคนได้งานเพียง 2 คนเท่านั้น!”

“ผมเลยคิดว่า ผมมีทักษะที่จะสอนคนอยู่แล้ว  สิ่งที่ผมทำอยู่คือการพัฒนาทักษะการอ่านเร็วนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาจิตวิทยาและการพัฒนาสมอง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเปิดสอนทักษะการอ่านเร็วและพัฒนาสมองเพื่อช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”

เทคนิคพื้นฐานของการอ่านเร็ว

เนื่องจากผู้เขียนเคยเรียนวิชาการอ่านเร็วที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภาคพิเศษสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา  และเคยอ่านหนังสือของนักอ่านเร็วอีกคน คือ โทนี่ บูซาน มาแล้ว  จึงพบว่า เทคนิคพื้นฐานของนักอ่านเร็วทุก ๆ คนนั้นคล้ายกัน รวมทั้งของฮาเวิร์ดด้วย

นั่นก็คือ

1) การ “ตั้งสติ” ก่อนอ่าน หรือการรู้ว่าต้องการอ่านหาข้อมูลประเภทไหน เพื่อเอาไปใช้อะไร

2) มีสมาธิระดับสูงในการอ่าน  และ

3) ใช้นิ้วมือหรือปากกาเป็นเครื่องนำสายตาในการอ่าน  และฝึกเลื่อนมือให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้สายตามองตามให้ทัน

ผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญและจากประสบการณ์ตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งวิธีเริ่มพัฒนานิสัยรักการอ่าน รายละเอียดโปรดติดตามได้ในหนังสือเล่มต่อไป

สิ่งน่าทึ่งที่ยอดมนุษย์ทำได้

นอกเหนือจากสถิติ 25,000 คำต่อชั่วโมงที่บันทึกในกินเนสส์ บุ๊ค แล้ว  ฮาเวิร์ดยังเคยสาธิตการอ่านหนังสือนิยายจำนวน 700 หน้าในเวลา 5 นาที (และจำเนื้อเรื่องได้หมดเมื่อคนถาม) ออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาใช้วิธีเปิดไปดูที่ปกหลังก่อนว่าหนังสือมีตัวละครชื่ออะไรบ้าง  แล้ว “สร้างภาพคน” หน้าตาต่าง ๆ เอาไว้

แล้วเวลาอ่าน ถึงแม้ชื่อตัวละครจะคล้ายกัน คือ Mel กับ Mol แต่เขาก็ไม่สับสน เพราะเขาวาดภาพแต่ละคนไว้ต่างกัน เขาจึงจำเนื้อเรื่องได้  อาจกล่าวได้ว่าเขาใช้เทคนิคการจำเป็นภาพประกอบไปกับทักษะการอ่านเร็วด้วย เขาจึงทำได้

ก่อนการสัมภาษณ์ฮาเวิร์ด ผู้เขียนยื่นกระดาษ A4 เนื้อหาเต็มหน้าแผ่นหนึ่งให้ฮาเวิร์ด ในนั้นเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนพร้อมทั้งคำถามที่จะถามเขาในวันนั้น  ฮาเวิร์ดรับไปดูแค่เสี้ยววินาทีก็ส่งกลับคืนมา…

…เพราะว่าเขาได้อ่านหมดและจำได้หมดแล้ว….

ครั้งหนึ่งฮาเวิร์ดได้อ่านกฎหมายสาธารณสุขของสหรัฐที่เพิ่งออกมาใหม่ทั้งหมด 1,500 หน้ากระดาษ A4 จบทั้งหมดภายใน 50 นาทีออกรายการโทรทัศน์  และสามารถกล่าวสรุปเนื้อหาทั้งหมดปากเปล่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

คุณสามารถชมความเร็วของฮาเวิร์ดตอนอ่านกฏหมายสาธารณสุขพร้อมทั้งการสรุปเนื้อหากฏหมายดังกล่าวได้อย่างแม่นยำได้ที่คลิปความยาว 2 นาทีกว่าต่อไปนี้

เคล็ดลับที่แท้จริง

ในชั้นเรียนการฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเร็วของการพัฒนาสมองนั้น ฮาเวิร์ดสอนการฝึกสมาธิอยู่สองแบบ  ตรงนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่าคือเคล็ดลับที่แท้จริงของฮาเวิร์ด  เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตอนเขาหนุ่ม ๆ นั้นเขาเคยไปฝึกสมาธิกับสำนักโยคะแห่งหนึ่งเป็นประจำ  ไปช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และไปอยู่ที่สำนักเลยทุกเสาร์อาทิตย์

เขาบอกผู้เขียนว่า ในช่วงนั้นเอง ที่เขาค้นพบว่าความเร็วการอ่านของเขาพุ่งทะยานราวกับติดจรวด  ทุกวันนี้ ฮาเวิร์ดยังนั่งสมาธิวันละ 20-30 นาที  และก่อนการอ่านเพื่อการทดสอบครั้งใหญ่ ๆ ทุกครั้ง เช่นการอ่านกฏหมายสาธารณสุขในคลิปก่อนหน้า เขาจะนั่งสมาธิถึง 90 นาทีก่อนเริ่มอ่าน

และเวลาที่เขาอ่านนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนอกจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ตรงหน้า  เขาไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น  นับเป็นสมาธิขั้นลึกอย่างแท้จริง

interview cropped

ผู้เขียนสัมภาษณ์ Howard Berg ถึงวิธีอ่านหนังสือจนสามารถทำสถิติโลกได้ และขอให้เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมารักการอ่านหนังสือ

ยิ่งให้ ยิ่งได้

ฮาเวิร์ดกล่าวว่าสิ่งที่เขามีเป็นพรสวรรค์ก็จริง  แต่ทักษะที่เขาค้นพบเป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ในระดับหนึ่ง  คือทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วการอ่านได้อย่างน้อย 1 เท่าแน่ ๆ เขาจึงอุทิศตัวทุ่มเทสอนทักษะของเขามาโดยตลอด  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาอยากช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือมาก ๆ เป็นเคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของชีวิต

นอกจากโรงเรียนของเขาแล้ว เขายังไปสอนเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสอยู่เป็นประจำตามองค์กรการกุศลต่าง ๆด้วย

“You’ve got to give.”  (คนเราต้องเป็นผู้ให้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว  “You’ve got to pass it on.”  (เราต้องส่งต่อสิ่งที่เรารู้ให้กับคนรุ่นหลัง)

Getting Cert Cropped

ผู้เขียนรับประกาศนียบัตรการฝึกอ่านเร็วและพัฒนาสมองจากคอร์ส 2 วันของฮาเวิร์ด เบิร์ก

GS 146 Howard Berg

ตอนรับใบประกาศ ฮาเวิร์ดบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้โครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในหมู่คนไทยของคุณประสบความสำเร็จนะครับ  มันเป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”

เคล็ดลับทีเด็ดปิดท้าย

ตอนที่ทราบว่าฮาเวิร์ดอายุเกือบจะ 70 ปีแล้วนั้น  ผู้เขียนตกใจมาก  เพราะเขายังดูสดใสอารมณ์ดี และมีเรี่ยวแรงสอนอย่างอึดได้ตลอดวันแรงไม่มีตกราวกับคนที่แข็งแรงคนหนึ่ง  ผู้เขียนเองในวัย 50 ปียังไม่คิดว่าตัวเองสามารถสอนทั้งวันแบบแรงไม่ตกติดต่อกันสองวันรวดได้เหมือนเขา จึงถามว่าเขาทำได้อย่างไร

“You’ve got to keep your brain young.”  (คุณต้องพยายามรักษาสมองคุณให้เยาว์วัยอยู่เสมอ)  ฮาเวิร์ดกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย  “The rest will follow.” (อย่างอื่นจะตามมาเอง)

ทุกวันนี้ฮาเวิร์ดยังว่ายน้ำครั้งละ 2-3 ไมล์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับกับการเดินบนสายพาน  ถึงแม้เขาจะดูตัวใหญ่แบบคนอเมริกัน  แต่เขาก็แข็งแรงมาก  วันแรกที่เขาสอนเขาใช้แอพพลิเคชั่นวัดระยะทางเดินแล้วพบว่า เขาเดินไปถึง 2 ไมล์ในช่วงการเดินไปเดินมาในชั้นเรียนทั้งวัน

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอของฮาเวิร์ดติดต่อกันมากว่า 30 ปีมีส่วนช่วยให้เขาดูอ่อนเยาว์และช่วยรักษาประสิทธิภาพของสมองของเขาอย่างมากเช่นกัน

“คุณคิดว่าคุณจะอ่านได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ไหมครับคุณฮาเวิร์ด”  ผู้เรียนคนหนึ่งยกมือถาม

“ถ้าเขาสามารถให้ผมอ่านบนกระดาษแผ่นที่ใหญ่ขึ้นที่บรรจุจำนวนคำลงไปได้มากกว่านี้ต่อ 1 หน้า ผมก็จะอ่านได้จำนวนคำต่อนาทีสูงกว่านี้ครับ  เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้ผมเสียเวลาที่สุดคือการพลิกเปลี่ยนหน้าครับ”  ฮาเวิร์ดกล่าวอย่างจริงจัง

โอ…เชื่อแล้ว…ว่าคุณเป็นยอดมนุษย์….

ข้อคิดที่ได้จากการคุยกับฮาเวิร์ด เบิร์ก

  1. ผู้ที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฮาเวิร์ดเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง  คือ 1) การเลือกไปอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเมื่อต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  2) การฮึดสู้เรียนปริญญาตรีอีกใบในเวลาเพียง 1 ปีเมื่ออาจารย์ปฏิเสธไม่ให้ย้ายสาขาวิชา  และ 3) การเลือกที่จะออกมาตั้งโรงเรียนสอนการอ่านเร็วและพัฒนาสมองด้วยตนเองเมื่อพบว่า คนเรียนปริญญาเอกสาขาที่เขาอยากเรียนส่วนใหญ่จะตกงาน

 

  1. ยิ่งให้ ยิ่งได้ ฮาเวิร์ดอุทิศตนสอนฟรีอยู่เป็นประจำ  แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ของเขา http://mrreader.com/  ก็มีเนื้อหาต่าง ๆ ให้คนไปเรียนรู้ได้ฟรี ๆ  เพราะเหตุนี้ คนถึงรู้จักเขามากมาย และช่วยเหลือสนับสนุนการงานของเขา

 

  1. การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

***ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณอ่านได้ในความเร็วกี่คำในหนึ่งนาที  ให้คุณลองดูว่าคุณใช้เวลาอ่านบทความนี้นานกี่นาที  จบย่อหน้านี้ มีทั้งหมด  2,120  คำ  ถ้าฮาเวิร์ดอ่านภาษาไทยได้ เขาจะสามารถอ่านบทความยาวขนาดนี้ได้ 10 บทความภายในเวลาเพียง 1 นาที***

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนา 8 วัน มาแล้ว 65 ครั้ง คอร์สของท่านติช นัท ฮันห์ 1 ครั้ง  สนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานหนังสือดร.ณัชร คลิก ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล

airbnb greeting

Cr ภาพ Huffington Post

            เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อไฟลท์ของแพรเดินทางถึงกรุงลอนดอน  เธอก็ลากกระเป๋าใบย่อมขึ้นรถไฟสาย Heathrow Express ไปลงที่สถานี Paddington ก่อนจะต่อรถไฟเพื่อไปที่ย่าน King’s Cross

เมื่อก้าวออกมาจากสถานีปลายทางแพรหยุดยืนมองไปรอบ ๆ ลมหนาวยามเช้าพัดกรูมากระทบใบหน้า แพรจับผ้าพันคอที่ตกลงมากลับขึ้นพาดบ่า  หยิบมือถือของเธอขึ้นมาเปิด Google Map แล้วออกเดินตามเส้นทางไปสู่ที่พักของเธอ

เสียงรองเท้าบู้ทของเธอกระทบพื้นทางเดินเป็นจังหวะกรึก กรึก สะท้อนเสียงหัวใจเธอที่กำลังเต้นตึ้กตั้ก…

แพรเลือกมาพักย่านนี้เพราะได้อ่านรีวิวมาว่าเป็นย่านที่พักอาศัยที่กำลัง hip ของลอนดอน  มีร้านอาหารเก๋ ๆ มากมาย

ในที่สุดแพรก็ลากกระเป๋าเดินทางมาถึงที่บ้านของคริสโตเฟอร์ โปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรงผู้เริ่มทำ startup ของตนเองมาได้สักพัก  และกำลังไปได้สวย

ทั้งสองคนพบกันบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง  แพรชอบรอยยิ้มซื่อ ๆ จริงใจของคริสโตเฟอร์  และอพาร์ทเมนท์ของเขาก็ดูอบอุ่นและสะดวกสบาย…

คริสโตเฟอร์ไม่ใช่แฟนหนุ่มของแพรหรือแม้แต่คนที่เธอกำลังดูใจ  แต่เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของที่พักอาศัยกว่า 650,000 คนใน 192 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศเปิดที่พักของตนให้นักเดินทางจากต่างถิ่นเข้าพัก

แพรกับคริสโตเฟอร์รู้จักกันผ่านเว็บไซต์ที่ชื่อ…Airbnb

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 143 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล”

ยินดีต้อนรับสู่ เศรษฐกิจแบ่งปัน

เรื่องของแพรด้านบนทุกวันนี้เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลกทุกครั้งที่คนใช้บริการของ airbnb, uber ฯลฯ  ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ผ่านระบบดิจิทัลได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจแบ่งปัน คือ การนำเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่มาสร้างรายได้โดยการให้ผู้อื่นเช่าหรือให้ยืมใช้ในช่วงเวลาที่เจ้าของไม่ได้ใช้ทรัพย์สินนั้น

นอกจากบ้านและรถแล้ว ยังมีการเอา “เวลาว่าง” ของตนมา “ให้คนอื่นยืมไปใช้หรือว่าจ้าง” โดยการรับจ้างทำงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย

คุณผู้อ่านที่เคยซื้อเฟอร์นิเจอจากอิเกียมาพยายามประกอบเองคงจะเคยปวดหัวกับเรื่องนี้มาแล้ว  แต่ทุกวันนี้อย่างน้อยในโลกตะวันตกคุณสามารถหาคนมารับจ้างประกอบให้คุณได้อย่างมืออาชีพ (และถูกกว่าช่างอิเกีย) จากเวบไซต์ชื่อ taskrabbit.com

Screen Shot 2560-07-01 at 4.42.17 PM

ตัวอย่างงานจากหน้าเวบไซต์ taskrabbit.com

สำหรับคนรักสุนัขที่รู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ต้องเอาสุนัขแสนรักไปฝากไว้ในกรงเล็ก ๆ ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ เมื่อคุณต้องเดินทางไกล คุณก็สามารถไปหา “พี่เลี้ยงสุนัข” ได้ที่เวบไซต์ชื่อ dogvacay.com เพื่อฝากเจ้าตัวโปรดของคุณไว้ที่บ้านของผู้รักสุนัขที่จะคอยดูแลสุนัขของคุณเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านของตัวเอง

Screen Shot 2560-07-01 at 4.44.07 PM

หน้าเพจ dogvacay.com

ข้อดี v. ข้อเสีย

ในทางเศรษฐศาสตร์  เศรษฐกิจแบ่งปันดีตรงที่เราได้นำทรัพย์สินและทรัพยากรอย่างเช่น เวลา ที่ปกติแล้วไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่และคุ้มค่าขึ้น

แถมผู้บริโภคยังมีทางเลือกหลากหลายขึ้น สังคมก็สามารถลดการผลิตที่ไม่จำเป็น  จึงช่วยลดมลพิษ ลดขยะ  ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

…แถมยังมีโอกาสได้พบคนรู้ใจอีกด้วย…

ข้อเสียคือธุรกิจแบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น แท็กซี่ หรือโรงแรม อาจมีการลดการจ้างงาน ลดการผลิตรถยนต์หรือชะลอการสร้างตึก ซึ่งมีผลทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะวัดการเติบโตด้วยการดูที่ผลผลิตมวลรวม (GDP)

การจะดูแต่ตัว GDP อย่างเดียวนั้นดีหรือไม่เรายกไว้ก่อน   สิ่งที่สะดุดตาผู้เขียนมากกว่าในเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปันคือเรื่อง “การให้ความไว้วางใจ”

เพราะก่อนที่คุณจะเปิดบ้านให้ใครเข้ามาพัก หรือไปพักบ้านคนแปลกหน้า รับคนแปลกหน้าขึ้นรถ หรือขึ้นรถคนแปลกหน้า จ้างคนแปลกหน้ามาประกอบเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคุณ หรือส่งสุนัขของคุณไปอยู่บ้านคนแปลกหน้า  คุณจะต้องมีระดับความไว้วางใจในตัวผู้นั้นมากทีเดียวใช่หรือไม่

คนเราจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้ไหมนะ…?

นั่นคือสาเหตุที่แพรเดินใจเต้นตึ้กตั้กไปที่บ้านของคริสโตเฟอร์ ชายหนุ่มที่เธอไม่เคยพบแม้แต่ครั้งเดียว…

แต่แพรไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่ใช้บริการของ Airbnb  ทราบหรือไม่ว่าสัดส่วนของแขกที่เดินทางไปพักที่พักในสังกัด Airbnb นั้นเป็นผู้หญิงถึง 54% ในขณะที่เป็นผู้ชายเพียง 46% เท่านั้น!

“ความไว้วางใจ” สำคัญแค่ไหน?

ถ้าจะบอกว่าสำคัญระดับความอยู่รอดของชีวิตคุณล่ะ?

นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง  เพราะงานวิจัยของศาตราจารย์เอมี่ คัดดี้ แห่งคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ศึกษาเรื่อง “ความประทับใจแรกพบ” มากว่า 15 ปีพบว่า สิ่งแรกที่สมองมนุษย์จะตัดสินเมื่อพบใครเป็นครั้งแรกคือ  “เราจะไว้ใจคนคนนี้ได้แค่ไหน”

ทั้งนี้เป็นกลไกในการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่สมัยยุคหินนั่นเอง

และนี่คงเป็นเหตุผลที่  ราเชล บอทส์แมน นักเขียนและอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้กล่าวไว้เช่นกันใน Ted Talk ของเธอที่มีผู้ชมนับล้านคนว่า

“…ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb ไม่ใช่จำนวนที่พักหรือว่าราคา  แต่คือการใช้พลังของเทคโนโลยีในการสร้างความไว้วางใจขึ้นมาระหว่างคนแปลกหน้า…”

“…และในที่สุดแล้ว คนเราจะตัดสินใจเลือกที่พักเพราะตัวเจ้าของมากกว่าตัวสถานที่…”

“ความน่าไว้วางใจ” ไม่ได้สำคัญสำหรับ “ความประทับใจแรกพบ” อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  แต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ด้วย!

ชม TED Talk ของราเชลได้ที่นี่

 

ผู้ก่อตั้ง Airbnb: การได้เพื่อนสำคัญกว่าการทำเงิน

และจะมีใครรู้ลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb มากเท่าผู้ก่อตั้งเอง?   โจ เกบเบีย เคยเปรยไว้ว่า “…คนแปลกหน้านั้นแท้ที่จริงก็คือเพื่อนที่กำลังรอให้คุณไปค้นพบอยู่…”

และนั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวกันที่อยู่ในใจแพร ตอนที่ตัดสินใจกดจองที่พักที่บ้านคริสโตเฟอร์ไปในกลางดึกคืนวันหนึ่ง…

ในครั้งแรกที่โจ เกบเบียเปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามาเช่าพัก  สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาในวินาทีที่แขกกลับออกไปหมดแล้วคือ  “…นี่เราเพิ่งค้นพบหรือเปล่าเนี่ยว่า คนเราสามารถหาเพื่อนใหม่ได้พร้อม ๆ กับสามารถหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านได้ด้วย?…”

จะเห็นว่าโจให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีขึ้นมาระหว่างมนุษย์ก่อนเรื่องการทำเงินเสียอีก  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้นเขากำลังขัดสนเรื่องเงินทองอยู่แท้ ๆ

เทคโนโลยีที่สร้างความไว้วางใจ

สำหรับสิ่งที่ราเชลเรียกว่า “พลังของเทคโนโลยีมาสร้างความไว้วางใจ” นั้น  ตัวโจเองซึ่งจบด้านการออกแบบมาบอกว่า มันเป็นเรื่องของการใช้ “ดีไซน์” เพื่อสร้างความไว้วางใจมากกว่า

“…การออกแบบนั้นมันมีมากกว่าการที่สิ่งนั้นดูเป็นอย่างไรหรือสัมผัสเป็นอย่างไรนะครับ  มันเป็นประสบการณ์ทั้งหมด…”  โจอธิบย

“…คนเราได้เรียนรู้วิธีที่จะออกแบบประสบการณ์กับสิ่งของต่าง ๆ ได้  แต่นี่เรากำลังมุ่งสร้างความไว้วางใจระดับโอลิมปิคระหว่างคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน…เราใช้การออกแบบตอบโจทย์นั้นได้ไหม?  มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะออกแบบอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความไว้วางใจกันขึ้น?…”

 

คำตอบคือ  Airbnb ทำได้!   พวกเขาสามารถออกแบบระบบประเมินผลระดับ “ความไว้วางใจได้” ของทั้งฝั่งเจ้าของบ้านและฝั่งแขกได้อย่างดี

มิเช่นนั้นคงไม่มีการเข้าพักถึง 160 ล้านครั้งเกิดขึ้นแน่นอน

โจ กล่าวไว้ TED Talk ของเขาว่า  “…แน่นอน (Airbnb) มันก็เป็นการค้าน่ะครับ  แต่ถ้าคุณเรียกมันแค่ว่าเป็นเพียงธุรกิจการให้เช่า มันก็จะไม่ครอบคลุมนัก  เศรษฐกิจแบ่งปันคือการทำการค้าที่มาพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าเราจะเชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าไว้ด้วยกัน…”

“…คนเราแบ่งปันส่วนหนึ่งของตัวตนเราออกไปให้คนอื่นครับ  และนั่นคือการเปลี่ยนรูปแบบทุกสิ่งไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง…”

ชม TED Talk ของ โจ เกบเบีย ผู้ก่อตั้ง Airbnb ได้ที่นี่

 

มุมมองทางธรรม

  • การทำธุรกรรมในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น มีพื้นฐานอยู่บน “การให้ซึ่งกันและกัน” เช่น การให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัว การให้ความเคารพและไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น ฯลฯ
  • การให้เป็นการฝึกการปล่อยวางความยึดติดอย่างหนึ่ง เพราะผู้ที่มีความตระหนี่ยึดติดในของของตนมากจะไม่สามารถแบ่งปันของของตนให้ผู้อื่นร่วมใช้ได้เลย  ถึงแม้ส่วนใหญ่ในที่นี้จะไม่ได้เป็นการให้เปล่า  แต่การแบ่งปันให้คนอื่นร่วมใช้ก็เป็นการขัดเกลากิเลสตัวตระหนี่ออกไปได้ในระดับหนึ่ง
  • การที่เจ้าของทรัพย์สิน เช่น บ้านพัก ยินดีแบ่งปันสถานที่ของตนให้กับนักเดินทางที่อาจกำลังเดือดร้อนเช่นหาที่พักไม่ได้ จัดว่าเป็นความเมตตากรุณาอย่างหนึ่ง  ถ้าต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อกัน ก็ย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ต่อไปในอนาคต  ดั่งพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”
  • วิธีการพิจารณาเลือกคนที่เราจะแบ่งปันด้วย อาจใช้หลักการเลือกเพื่อน 7 ประการ (กัลยาณมิตรธรรม) ได้  คือ ผู้นั้นจะต้องเป็น
  1. คนที่ดูแล้วสบายใจ ชวนให้เข้าไปปรึกษา
  2. คนที่ดูน่าเคารพ ประพฤติตนสมควร  ดูแล้วรู้สึกพึ่งพาได้
  3. คนที่น่ายกย่อง หมั่นฝึกตน ปรับปรุงตนอยู่เสมอ
  4. คนที่พูดรู้เรื่อง สามารถชี้แจงให้เข้าใจ คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
  5. คนที่อดทนรับฟังคำปรึกษา คำซักถาม คำเสนอแนะ คำวิจารณ์ได้โดยไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
  6. คนที่อธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายได้
  7. คนที่ไม่ชักจูงไปในทางที่เหลวไหล ในทางเสื่อมเสีย

เรื่องราวของแพร  ตัวละครตอนต้นเรื่อง จะจบลงอย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่อาจทราบได้เพราะเป็นเหตุการณ์สมมติ  แต่เรื่องราวของพวกเราทุกคนจะเป็นอย่างไรต่อไปในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น  พวกเราทุกคนเลือกได้…

ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเลือกที่จะเป็น “ผู้ให้” ด้วยสติและความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกโดยทั่วถึงกัน

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมกับอ.ดร.วรประภา นาควัชระ  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ติดตามงานเขียนของอ.ดร.วรประภาได้ ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

GS 142 Happily Digital

Cr ภาพ Pixabay

ดิจิทัล…ยุคแห่ง “งานเข้า 24 ชม.”…

ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา…

ยุคที่การวิ่งไล่ล่าหาความสุขนำมาซึ่งความเครียดฝังลึก…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 142 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล”

ว่าด้วย “เศรษฐี”

คำภาษาไทยที่มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า เศรษฐี คือ คำว่า “เศรษฐศาสตร์”

ถ้าจะดูจากความหมายในปัจจุบัน  เราคงจะเดากันว่าคำว่า “เศรษฐ” นี่น่าจะแปลว่าอะไรที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ  หรืออย่างน้อยก็การค้าขาย

แต่คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณเองก็มีสิทธิ์เป็นเศรษฐี และเป็นนักเศรษฐศาสตร์!

ในภาษาบาลี คำว่า “เศรษฐ” หมายถึง ประเสริฐ

เศรษฐศาสตร์  ก็คือ ศาสตร์แห่งการใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ

วิชาเศรษฐศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่ศึกษาหนทางในการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสำหรับผลิตสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัด

เราทุกคนเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เพราะถึงแม้ในวันทำงานเราจะไม่ได้นั่งดูกราฟหรือวิเคราะห์สถิติใด ๆ

เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจของโลก

และหากเราสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างดี

เราก็จะเป็น “เศรษฐี”

หรือ…. ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐนั่นเอง

ไม่ใช่แค่มีเงินก็เป็นเศรษฐีได้

ในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่มีเงินแล้วจะได้เป็นเศรษฐี

ถ้าเราเป็นพ่อค้า สมัยพุทธกาลจะเรียกว่าเราเป็น วาณิช

ท่านว.วชิรเมธีเคยกล่าวไว้ว่า  ถ้าเป็นเพียงพ่อค้าที่มีเงินเยอะ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้สังคม ก็เป็นได้แค่ มหาธนวาณิช  หรือ พ่อค้าที่มีเงินเยอะ

สมัยพุทธกาล  สังคมไม่ได้ยกย่องผู้มีเงินเยอะ  แต่จะยกย่องคนกันที่ระดับคุณธรรมของจิตใจ

ผู้ที่จะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นว่าเป็น “เศรษฐี” ได้ จะต้องเป็นผู้ที่ใจบุญสุนทาน นำทรัพย์ที่ตัวเองมีออกช่วยผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนเท่านั้น

รู้จักกับ “เศรษฐีตัวอย่าง”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ที่ยังมีชื่อจารึกในพระไตรปิฎกตราบจนถึงทุกวันนี้ ว่าเป็นผู้มีคุณูปการในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือคนหมู่มากมาอย่างมหาศาล และตนเองก็ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นโสดาบัน

ที่จริงชื่อเดิมท่านคือ สุทัตตะ  แต่ฉายา อนาถบิณฑิกเศรษฐี นั้น เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกท่านด้วยความยกย่อง แปลว่า ผู้ประเสริฐผู้มอบก้อนข้าวให้กับคนยากจน  เนื่องจากท่านตั้งโรงทานถึงสี่มุมเมืองทุกวัน นอกเหนือจากไปใส่บาตรกับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์

อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ทำบุญเพื่อหวังสวรรค์วิมาน หรือไม่ได้หวังให้ตัวเองรวยขึ้น  แต่ทำเพราะต้องการช่วยผู้อื่นและอุปถัมภ์ผู้มีพระคุณ

และแม้จะรวยระดับทวีปหรือกล่าวได้ว่าระดับโลกในสมัยนั้น ท่านก็ยังทำตัวติดดิน  ตกดึกหลังปิดบัญชีแต่ละวัน ก็จะเดินถือข้าวของติดไม้ติดมือไปถวายพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งไปสนทนาธรรม ฟังธรรมเพื่อเพิ่มพูนปัญญาในการเข้าใจชีวิต

ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด แม้อยู่ในวิสัยที่จะทำได้อย่างสะดวกสบาย

กล่าวได้ว่า การอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อความสุขของผู้อื่นโดยไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน คือสุขของ “เศรษฐีตัวจริง” สมัยพุทธกาล

แล้วเศรษฐีในยุคดิจิทัลนี้เล่า?  ความสุขของพวกเขาคืออะไร

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าการมีแต่ทรัพย์ภายนอกไม่ได้นำความสุขที่แท้จริงมาให้  แม้โลกตะวันตกต้นแบบของลัทธิบริโภคนิยม (consumerism) ก็ยังมีงานวิจัยยืนยันเช่นนั้น

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ เทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกมิติของการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการบริโภคทรัพยากรต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมาก

เพียงมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง  เราก็สามารถสั่งอาหารจากร้านหรูมาส่งถึงบ้านโดยไม่ต้องฝ่ารถติด  จองปราสาทหรูในฝรั่งเศสอย่าง Chateau Bordeaux & Vignoble ไว้ไปพักผ่อนวันหยุด หรือจองรถหรูให้มารับส่งเราแทนแท็กซี่ได้ด้วยในเวลาเพียงพริบตา

ในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้  ผู้ที่มี “สติ” รู้เท่าทัน “ความอยาก” ในรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้นจึงจะอยู่เหนือความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่นิยามของคำว่าเศรษฐศาสตร์เอ่ยถึงไว้ได้

ผู้บริโภคที่มีสติรู้เท่าทันความอยาก จะบริโภคอย่างพอเพียงและมีเหตุผลได้เองตามธรรมชาติ  ไม่ต้องฝืนข่มใจแต่อย่างใด  เพราะมีสติรู้เท่าทันความอยากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

จึงสามารถมีความสุขได้ในทุก ๆ สิ่งที่ตนเองมี…ในทุกสิ่งที่ตัวเองเป็น

คุณคิดว่าถ้าอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาเกิดสมัยนี้ ท่านจะติดสมาร์ทโฟน แล้วสั่งข้าวของฟุ่มเฟือยมาเพื่อบำรุงกิเลสตนเองหรือไม่?

ผู้เขียนคิดว่าก็คงไม่  แต่ท่านน่าจะเป็น angel investor ที่ลงทุนให้ startup ที่ทำอะไรเพื่อสังคมแทน เช่น ผลิตแอพเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ฯลฯ

ยอมเสียสละจ่ายมากขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลนั้น  เมื่อตัวเองมีความพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอแล้ว ก็ยินดีแบ่งปันเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นอีกด้วย

เห็นได้ชัดในกรณีที่ผู้บริโภคทั่วโลกยอมจ่ายมากกว่าเพื่อสนับสนุนแบรนด์สินค้าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ รักโลก หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม

เช่น เสื้อถักไหมพรมของญี่ปุ่นยี่ห้อ Kesennuma Knitting ที่มีราคาแพงถึงตัวละสามหมื่นบาท ใช้เวลาถักมือ 2-3 ปี แต่กลับมีคนสั่งซื้อและยินดีรอเป็นจำนวนมาก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะ Kesennuma Knitting เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวโทโฮกุให้มีรายได้ประจำอย่างยั่งยืนด้วยทักษะที่ตนถนัดและยังสามารถทำอยู่กับบ้านเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวอยู่ที่บ้านได้ด้วย

ลูกค้าที่สั่งซื้อ นอกจากจะได้เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสุดสวยแล้ว

ยังสามารถพูดคุยให้กำลังใจผู้ประสบภัย

และช่วยเหลือพวกเขาด้วย

(อ่านเรื่องราวอันแสนอบอุ่นระหว่างความสัมพันธ์ของผู้ถักเสื้อและผู้สั่งซื้อเสื้อได้ ที่นี่)

kesennuma knitting ladies

คุณแม่บ้านที่เมือง kessennuma กำลังเตรียมงานถักไหมพรมร่วมกันอย่างตั้งใจ  ภาพจาก http://www.knitting.co.jp/s/news/

สุขอันประเสริฐในทุกยุคสมัย ไม่ต่างกัน

ดังนั้น สุขของเศรษฐีในสมัยพุทธกาล กับสุขของเศรษฐีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  จะว่าไปก็ไม่ต่างกัน

นั่นก็คือ สุขที่เริ่มจากมีสติรู้เท่าทัน  นำไปสู่การพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอในสิ่งที่ตนมีและบริโภค

นำไปสู่การมีเหลือเพียงพอที่จะแบ่งปันไปให้ผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่าตน และให้สังคมโดยรวม

ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งว่า คำว่า “เศรษฐี” ในที่นี่ หมายถึง ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ เท่านั้น

ในยุคที่โลกอยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างสุดโต่ง  ผู้คนจำนวนมากก็พากันพัฒนาตนเองเพื่อความสุขของตนเอง…

แต่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้  เป็นยุคที่คนเราก้าวข้ามจุดนั้นมาเป็นผู้ที่พัฒนาตนเองเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของสังคมและของโลกแทน

เราสามารถมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ด้วยการเป็น “ผู้ให้”  โดยไม่จำเป็นต้องบริโภคอย่างสุดโต่ง

และเพียงรู้จัก “ใช้ทรัพยากรอย่างประเสริฐ”  เราทุกคนก็สามารถเป็น “เศรษฐี” กันได้แล้ว

มาเป็นเศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลกันเถอะ!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

นักธรรมพบนักธุรกิจ

Screen Shot 2560-06-09 at 7.14.50 PM

คุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ แห่งเพจ Trick of the Trade กำลังตั้งคำถามผู้เขียนในรายการ Live

เมื่อนักธรรมเอกพบกับนักธุรกิจจะเกิดอะไรขึ้น?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 141 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “นักธรรม พบ นักธุรกิจ”

ไม่นานมานี้  ผู้เขียนได้รับเชิญไปออก Live กับคุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ ที่ปรึกษาธุรกิจจะดับแนวหน้าแห่งเพจ Trick of the Trade ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ด้านธุรกิจชื่อ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย”

คุณปิ๊กได้จุดประกายให้ผู้เขียนมากมาย  และด้วยความ “ใจเด็ก” นี้เอง  ทำให้ผู้เขียนกล้าสมัครเข้ารับการอบรมจากคุณปิ๊กใน project ชื่อ  แปลงร่าง 1.0  ทันที  ทั้ง ๆ ที่คุณปิ๊กอายุน้อยกว่าผู้เขียนแท้ ๆ

Project แปลงร่างนี้เป็นงานสาธารณะกุศลที่คุณปิ๊กจะเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการรายย่อย 6 รายได้มีโอกาสค่อย ๆ แปลงร่างจากดักแด้จนเป็นผีเสื้อที่โบยบินได้

การอบรมครั้งแรกเพิ่งผ่านไป  ผู้เขียนได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก  จึงขอนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

จะเรียกว่าเป็นการมองการพัฒนาธุรกิจด้วยหลักธรรมก็ได้

อริยสัจ Model

การพบกันครั้งแรก คุณปิ๊กตั้งชื่อว่า Defining Problems, Competitive Landscape, and Your Strengths

ผู้เขียนฟังไปฟังมา แล้วจดโน้ตในสมุดตัวเองว่า นี่คือหลักการพัฒนาธุรกิจด้วย “อริยสัจ Model”  (ผู้เขียนตั้งเองโดยสรุปจากเนื้อหาที่คุณปิ๊กสอน)  นั่นคือ

1)  เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่จะมอง “ปัญหา” ของตนเองในส่วน “ผล” เท่านั้น  ถ้าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นต้อง “สาวไปหาเหตุ”   ให้เจอก่อน

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผู้เขียนไหมว่าฟังเหมือนขั้นตอนที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ 2 ข้อแรกในอริยสัจสี่ไม่มีผิด

2)  การแก้ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลก็จะเปลี่ยน

ฟังถึงตรงนี้ พระคาถาของพระอัสสชิที่สอนอุปติสสะมาณพ (ภายหลังได้เป็นพระสารีบุตร) ก็ลอยขึ้นมาในใจ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา      ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ

เตสํ เหตุ ตถาคโต           พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ        และความดับของธรรมเหล่านั้น

เอวํ วาที มหาสมโณ       พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

แปลสรุปสั้น ๆ ได้ว่า  “ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  ถ้าเหตุดับ ผลก็ดับ”

3)  ดังนั้นสิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องทำ คือ หา “สมุทัย”  (เหตุแห่งทุกข์) ให้เจอ

4)  จากนั้นจึงหาว่าตอนนี้ธุรกิจเรา “ยืนอยู่ตรงไหน”  และตั้งเป้าว่าจะย้ายไปที่ใด

คล้าย ๆ กับการปักหมุดจุดที่เป็นนิโรธ คือจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์ (ปราศจากปัญหา) เอาไว้ให้เห็นชัดว่าอยู่ที่ไหน แล้วจะได้ออกเดินไปตามมรรค หรือเส้นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้

5)  ลำดับต่อไปเจ้าของธุรกิจต้องมองให้ขาดว่า  คนมาซื้อสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมที่เราอยู่เพราะอะไร  หรือการมองว่าสินค้าหรือบริการของเราไปช่วย “ดับทุกข์” ใดของผู้ซื้อนั่นเอง

ยิ่ง list ออกมาได้มากแค่ไหน  ก็จะยิ่งหาจุดยืนบนมรรคได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

6)  พอ list เหตุผลที่คนมาซื้อสินค้าในอุตสาหกรรมเราออกมาได้แล้ว  ก็ให้เลือก 2 ข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดและตรงกับเรามากที่สุด  แล้วทำเป็น Positioning Map  หรือแผนผังที่ยืนของเรา

แล้วก็วางตำแหน่ง Now (ทุกข์) กับ Next (นิโรธ) ลงไปในแผนผังนั้น

7)  จากนั้นคุณปิ๊กสั่งให้ทุกคนทดลองหาจุดแข็งของตนเอง (มีจับเวลาด้วยทุกขั้นตอน กดดันมาก 55555)  โดยจุดแข็งต้องมีลักษณะดังนี้

7.1)  ควบคุมได้  เช่น คุณภาพ

7.2)  เราเป็นเจ้าของ  เช่น องค์ความรู้

7.3)  คนอื่นมีอย่างเราไม่ได้  ข้อนี้แล้วแต่ธุรกิจใคร ธุรกิจมัน

ในชั้นเรียนนี้ สิ่งที่ทุกคนเขียนออกมาถูกคุณปิ๊กแก้เสียเละ 55555  แล้วโดนสั่งให้กลับไปทำมาใหม่เป็นการบ้าน

การบ้านสะท้านธรรม

การบ้านสามอย่างซึ่งผู้เขียนจดในแบบที่ตนเองเข้าใจ ได้แก่
1)  หาสมุทัยตนเองให้เจอ

นั่นคือ หาสาเหตุของปัญหาที่ธุรกิจตนกำลังประสบอยู่ให้เจอ

2)  หานิโรธให้เจอ แล้วหาด้วยว่าต้นทางของมรรคที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้อยู่ตรงไหน

ซึ่งคือ การให้ไปทำ Positioning Map ตามหลักการตลาดนั่นเอง

และ

3)  หา “พลัง” ของเราให้เจอ

นั่นคือ หาว่าจุดแข็ง (Strengths) ของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง

คำว่า Strengths ตรงกับภาษาบาลีว่า “พล”  (อ่านว่า พะ-ละ) หรือบางครั้งก็ผันตามไวยากรณ์เป็น พลํ (พะ-ลัง)

เอาล่ะซี่…ให้นักธรรมเอกไปหาจุดแข็งธุรกิจ…จะหาอย่างไรดี?

อยู่ ๆ สุภาษิตหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัว  “นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ  แรงใดเสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี”

ดังนั้น จุดแข็งของแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน  ก็อยู่ที่ว่าคนนั้น “ลงมือทำ” อะไรนั่นเอง!!!  (การลงมือทำ = กรรม)

แล้วการกระทำแบบไหนจะจัดเป็น “พลัง” ของเราได้?

ก็การกระทำที่เราทำบ่อย ๆ หรือ อาจิณณกรรม ไง!!!

จุดแข็งเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วย “สติ”

แต่ทำบ่อย ๆ อย่างเดียวไม่พอ  ต้องทำโดยมีสติรู้ตัวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นกรรม

ถ้าทำอะไรไปลอย ๆ แบบไม่มีเจตนาหรือความตั้งใจที่ชัดเจน  ไม่จัดว่าเป็นกรรม

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ  ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น จึงจะเป็นกรรมได้”

รู้หรือไม่ว่าตัวเจตนา ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าความรับรู้  ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง  คือ

๑) บุพเจตนา เจตนาก่อนทำ

๒) มุญจนเจตนา เจตนาในขณะกำลังทำ  และ

๓)  อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว

ธุรกิจที่ “ตั้งใจ” ทำอะไรเป็นประจำ มีความตั้งใจทั้งในขั้นวางแผน  ตั้งใจในขั้นลงมือปฏิบัติ และตั้งใจติดตามผลหลังผลิต  ก็น่าจะกล่าวได้ว่ามีสิ่งนั้นเป็นจุดแข็ง

ฉันใดฉันนั้น  สิ่งใดที่เรา “ตั้งใจ” ทำเป็นประจำในระดับปัจเจกบุคคล  ก็น่าจะเป็นจุดแข็งของเราด้วย

ว่าแล้วผู้เขียนขอให้การบ้านคุณผู้อ่านต่อเลยว่า  คุณมีจุดแข็งด้านไหนกันบ้าง?

เชิญนำไปขบคิดและเขียนตอบในช่องคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัย

 

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ก็ลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่า ถ้าคุณต้องจีบใคร  หรือต้องการให้ใครมาจีบ  คุณจะทำอย่างไร  ไม่แน่ คุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไว้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จก็ได้เพราะคุณได้พบจุดแข็งของคุณแล้ว!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก (นักธรรมเอก) สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

Love Promo with Book

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สุขเลือกได้

Than Vor APAC 2017ท่านว.วชิรเมธี กับดร.มาร์แชล โกลด์สมิธ โค้ชผู้บริหารระดับโลก

เมื่อเราต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เรามีทางเลือก 2 อย่าง

วิธีการเลือกของเรา จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราจะมีความสุข หรือต้องทนทุกข์

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 140 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “สุขเลือกได้”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมโค้ชเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2017 มา  และได้มีโอกาสฟังธรรมบรรยายของท่านว.วชิรเมธีในหัวข้อ “สติ กับ การโค้ช”

พระนักเทศน์ระดับแนวหน้าอย่างท่านว.วชิรเมธี ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง  แทนที่จะเข้าประเด็นที่ท่านทราบว่าคนสนใจและตั้งใจมาฟังมากที่สุด คือ “สติกับการโค้ช” ทันที ท่านเลือกที่จะใช้เรื่องเล่าสร้างแรงบันดาลใจและพูดถึงภาพรวมก่อน

โลกปัจจุบันต้องการความรัก

ท่านว.เปิดธรรมบรรยายด้วยการพูดถึงภาพรวมของโลกในปัจจุบันก่อนที่เต็มไปด้วยความรุนแรง  โดยเปิดคลิปจากรายการ British Got Talent ให้พวกเราดู  เป็นการแสดงแนวการเต้นลีลาประกอบเพลงที่ใช้เงาของร่างกายผู้เต้นแสดงเล่าถึงความรักของหนุ่มสาวและพ่อแม่ลูกกับความสูญเสียจากภัยสงคราม

เป็นคลิปที่สะเทือนใจมาก  ผู้คนทุกชาติทุกภาษาต่างก็ดูแล้วเข้าใจเพราะผู้แสดงใช้ภาพเล่าเรื่องของความรักและความสูญเสียซึ่งมีความเป็นสากล  ท่านที่สนใจสามารถดูคลิปดังกล่าวที่มีความยาวประมาณ 4 นาทีได้ด้านล่างนี้

ผู้คนในอิมแพ็ค ฟอรั่ม จำนวนนับพันคนจากนานาประเทศทั่วโลกเงียบกริบเมื่อคลิปนี้จบ  ท่านว.สรุปประเด็นแรกนี้สั้น ๆ ว่า  โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความรุนแรง  เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของโค้ชทั้งโลกที่จะโค้ชให้คนอยู่ในความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ถ้าเปลี่ยนภายนอกไม่ได้ ก็จงเปลี่ยนจากภายใน

ประเด็นต่อไปที่ท่านว.พูดถึงคือ คนเรานั้น  ไม่มีใครได้อะไรทุกอย่าง  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครพลาดไปเสียทุกอย่างเช่นเดียวกัน

เราเลือกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราไม่ได้  แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับมืออย่างไร  หรืออีกนัยหนึ่ง  เราเปลี่ยนปัจจัยภายนอกไม่ได้  แต่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ข้างในเราได้  นั่นก็คือ เปลี่ยนท่าทีที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรานั่นเอง

ท่านว.กล่าวว่าเรามีทางเลือกอยู่ 2 ทางเสมอในการที่จะรับมือกับสิ่งที่เราต้องเผชิญ  คือ  1)  รับมือด้วยความขำขัน  หรือ  2) รับมือด้วยความขมขื่น

เมื่อลามะทิเบตเยือนไร่ในไทย

แล้วท่านว.ก็ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับท่านเรื่องหนึ่งมาเล่า  คือ ครั้งหนึ่งมีลามะระดับสูงของทิเบตท่านหนึ่งมาเป็นอาคันตุกะของไร่เชิญตะวันของท่านว.ที่เชียงราย

ที่ไร่นั้นท่านว.ได้ให้ลูกศิษย์ทำโครงการเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักหลายอย่าง รวมทั้งเพาะเห็ดด้วย  เช้าตรู่วันที่ท่านลามะมาเยือน ท่านว.ก็นิมนต์ท่านให้เดินชมงานเกษตรอินทรีย์ของไร่เชิญตะวัน

หนึ่งในไฮไลท์ของการการชมคือเรือนเพาะเห็ด  ท่านว.กล่าวรายงานต่อท่านลามะด้วยความภาคภูมิใจว่า  เห็ดที่นี่เป็นเห็ดที่มีคุณภาพมาก  เพราะนอกจากจะเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดจากสารเคมีแล้ว  ทุกเช้า เวลา 6 น. ถึง 7 น. ท่านว.จะเปิดเสียงธรรมบรรยายให้เห็ดเหล่านี้ได้ฟังด้วย!

ผลก็คือ เห็ดมีความละเอียดอ่อน กรอบ อร่อย ท่านว.กล่าวรายงานต่อไปว่า โรงแรมห้าดาวในเชียงรายทุกแห่งจะใช้เห็ดจากที่นี่  ซึ่งมีความบอบบางชนิดที่สามารถใช้มือปลิดออกมาเบา ๆ จากเรือนเพาะก็หลุดออกจากรากอย่างง่ายดาย  แล้วท่านว.ก็นิมนต์ท่านลามะให้ลองเด็ดเห็ดออกมาดู

เรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นได้เสมอ

ท่านลามะก็ให้ความร่วมมือ โน้มกายลงไปดึงเห็ด  ปรากฏว่าไม่ออก  ท่านว.ก็แปลกใจ เพราะปกติแตะเบา ๆ ก็หลุดออกมาแล้ว  จึงเรียนท่านลามะว่า “ใช้สองมือเลยขอรับท่าน”  ท่านลามะก็ทำตาม ออกแรงดึงด้วยมือทั้งสองเต็มแรง แต่เห็ดก็ไม่หลุดออกมา

ท่านว.เล่าว่า ณ ตอนนั้น ท่านรู้สึกเครียดมาก  ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะอยากให้ท่านลามะได้ลิ้มรสเห็ดอันลือชื่อของไร่เชิญตะวัน  เลยให้ลูกศิษย์ไปนำมีดมาถวายท่านลามะ  ท่านก็ให้ความร่วมมือด้วยดี  พยายามใช้มีดตัดโคนเห็ด แต่เห็ดก็ยังไม่หลุดออกมาจากราก!

สิ่งที่ท่านว.ไม่ทราบก็คือ  ในสัปดาห์ก่อนหน้า บรรดาลูกศิษย์ผู้หวังดีของท่านว.นั้น เห็นว่าเห็ดพันธ์เดิมที่ท่านว.พูดถึงนั้นมีขนาดเล็ก เห็นไม่ชัด  จึงไปเปลี่ยนออกแล้วลงเห็ดอีกพันธ์ที่มีขนาดใหญ่ ดูสวยงาม เห็นได้ชัดลงไปแทน

แต่สิ่งที่บรรดาลูกศิษย์ผู้หวังดีไม่ทราบ  ก็คือ  เห็ดพันธ์ใหม่นั้นดูสวยงามก็จริง แต่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือเหนียวมาก!

ท่านว.เล่าต่อว่าท่านลามะก็ยังให้ความร่วมมือด้วยดี  โดยคราวนี้ออกแรงตัดโคนเห็ดด้วยอาการเหมือนคนใช้มีดตัดสเต๊กเนื้อเหนียว ๆ ทีเดียว…แต่ก็ยังตัดไม่ออก…

มุมมองเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน

ในวินาทีที่ท่านว.กำลังเหงื่อตกและเกิดความวิตกอยู่นั้น  ท่านลามะจากทิเบตก็หันมามองท่านว.และยิ้มน้อย ๆ พร้อมกล่าวว่า “อาตมภาพเชื่อแล้วว่าท่านเปิดเทปธรรมะให้เห็ดฟังทุกวัน  ดูสิ เห็ดเหล่านี้มีธรรมะสูงมาก  แม้แต่มีดยังฟันมันไม่เข้าเลย”  แล้วท่านลามะพร้อมคณะติดตามก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันลั่นเรือนเพาะเห็ด

เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านว.ก็หัวเราะตาม รู้สึกโล่งใจจากสถานการณ์คับขัน  แล้วก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า  ในสถานการณ์คับขันนั้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกท่าทีที่จะรับมือกับมันได้ 2 วิธีเสมอ

นั่นก็คือ จะรับมันอย่างขำขัน หรือว่าขมขื่น

โดยท่านย่อเหลือว่า  เราเลือกได้ว่าจะ “ขำ” หรือ จะ “ขื่น”

สุขเลือกได้

ท่านว.ปิดท้ายว่า วันนั้นทั้งวัน ท่านลามะทิเบตก็ล้อท่านว.เรื่องเห็ดอยู่เรื่อย ๆ และทุก ๆ ครั้งก็จะหัวเราะด้วยความขำขันทุกครั้ง จนท่านว.ไม่รู้สึกแย่กับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกเลย แถมยังร่วมหัวเราะไปได้ทุกครั้งอีกด้วย

ครั้งต่อไปเมื่อคุณผู้อ่าน พบเหตุการณ์คับขันหรือไม่ได้ดั่งใจ  จะทดลองใช้มุมมองของท่านลามะทิเบตดูก็ได้  ลองหาแง่มุมที่ชวนขำของเรื่องดังกล่าวดู  ไม่แน่ว่า  ท่านอาจจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากสิ่งนั้นก็ได้

ส่วนผู้เขียนนั้น กำลังพยายามมองหาแง่มุมขำขันของการมีกำหนดส่งต้นฉบับพร้อมกัน 2 เล่มเร็ว ๆ นี้จ่อรออยู่!  ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงาน “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1

thich-nhat-hanh-540x300

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ตีระฆังแห่งสติ  Cr ภาพ edmundricelatinamerica.org

ณ วินาทีนั้น ผู้เขียนรู้สึกราวกับได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในโลกตะวันตกยุค 60s และ 70s

ในห้องประชุมขนาดใหญ่ แอร์เย็นฉ่ำ ของรีสอร์ทกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง

ผู้คนจำนวนมากในชุดลำลอง หลายคนออกแนวอินดี้นั่งเรียงรายอยู่บนผ้าปูรองนั่งบนพื้นพรมนุ่ม…เต็มห้องประชุม

ทุกคนนั่งสบาย ๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง  บางคนนั่งกอดเข่า บางคนนั่งพิงผนังห้อง  ชาวต่างชาติที่ไม่ชินกับการนั่งพื้นก็ถึงกับนั่งเหยียดขา

แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความตั้งใจ และใบหน้าที่ครุ่นคิด

ทุกคนมาแสวงหาความเข้าใจที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ มาศึกษาความหมายและเป้าหมายของชีวิต

ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาศึกษาสิ่งที่ไม่ใช่กระแสหลักของสังคมวัฒนธรรมของตน

ชาวไทยก็กล้าก้าวออกมาจากกรอบเถรวาท  ชาวต่างชาตินั้นถึงกับก้าวออกมาจากอีกศาสนากันทีเดียว

หลายคนประกาศด้วยซ้ำว่าตนนั้น “ไม่มีศาสนา”

แต่ทุกคนพร้อมที่จะเปิดใจศึกษาแนวทางการใช้ชีวิตและเทคนิคการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสุข ความเบิกบาน

ที่นี่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนียในยุค 1960s…

…แต่ที่นี่…คือประเทศไทยในปี 2560…

ที่นี่คือคอร์สภาวนาของหมู่บ้านพลัมที่ปราศจากกลิ่นอายของความ “เคร่ง”  หากแต่อบอวลไปด้วยความ “รัก” ชนิดที่ชาวบุปผาชนยุค 70s ก็คงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

นี่คือคอร์สภาวนาชื่อ “Awakening the Source of Love”… (ปลุกต้นกำเนิดแห่งรักให้ตื่นรู้)

ผู้เขียนปลดเป้ลงจากบ่า แล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพรมนุ่มร่วมกับผู้คนเหล่านั้น มองไปรอบ ๆ…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 139 ขอเสนอเรื่อง “รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1”

เส้นทางของนักภาวนา “มือใหม่”

ถ้าท่านเป็นขาประจำคอลัมน์นี้  ท่านอาจสงสัยว่าคนที่เคยแต่ไปเข้าคอร์สการเจริญสติวิปัสสนาแนวเถรวาท อย่างน้อยครั้งละ 8 วันมาแล้วถึง 64 ครั้งอย่างผู้เขียนไปทำอะไรในคอร์สเซนแบบเวียดนาม?

เดิมนั้นผู้เขียนมีความสนใจเรื่องเซนอยู่แล้ว คือเซนแบบญี่ปุ่นตามที่เคยฝึกกับปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรมาหลายปี  แต่ยังไม่เคยลองฝึกเซนแนวท่านติช นัท ฮันห์ เลยสักครั้งแม้จะเคยอ่านหนังสือท่านมาบ้าง

ในที่สุดธรรมะก็จัดสรร มีเพื่อนชวนในช่วงที่ว่างพอดี จึงตัดสินใจไป

เพราะจะว่าไปแล้ว หนึ่งในแก่นของเซนญี่ปุ่นก็คือแนวคิด shoshin (โฉะชิน 初心) หรือการน้อมใจถ่อมตัวว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ให้รักษาความเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ

ไม่แต่การเป็น “นักภาวนามือใหม่” เท่านั้น  ถ้าเราหมั่นนำแนวคิดนี้ไปตอกย้ำตัวเองเสมอว่า เราคือ “ผู้บริหารมือใหม่”  “แพทย์มือใหม่” “อาจารย์มือใหม่” หรือแม้แต่ “พ่อแม่มือใหม่”…

…เราก็จะเป็นดั่งถ้วยชาที่ว่างเปล่า  พร้อมที่จะรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” อยู่เสมอ

ใจที่พร้อมรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” นี้เองจะทำให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกโอกาส  (ท่านที่สนใจแนวคิดต่าง ๆ ของเซนญี่ปุ่นในเชิงปฏิบัติ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ วิถีดาบ วิถีเซน สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ)

การ “สอนโดยไม่สอน” แบบเซน

การเปิดใจพร้อมเรียนรู้นี้เองที่ทำให้ผู้เขียนก้าวข้ามความสงสัยลังเลในวันแรกที่เดินทางไปถึงได้

ความสงสัยแรกคือ  คอร์สแนว Family Retreat ที่มีเด็กเล็กวิ่งกันวุ่นวายในวันลงทะเบียนอย่างนี้ แถมมีวัยรุ่นที่ฮึดฮัดเพราะถูกพ่อแม่บังคับให้มาด้วยอย่างนี้…จะรอดหรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทำตามกฎระเบียบให้หยุดนิ่ง เงียบ สงบ และอยู่กับลมหายใจอยู่สองสามอึดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆังได้หรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทานข้าวในความเงียบและไม่ลุกขึ้นเดินไปมา ไม่ลุกไปตักอาหารเพิ่ม จนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังครึ่งชั่วโมงได้หรือ?

แต่…เชื่อหรือไม่…ทั้งเด็กและวัยรุ่นทำได้!

พวกเขาทำได้อย่างไม่มีที่ติตั้งแต่มื้อแรกด้วยซ้ำ!

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเรียนรู้ก็คือ  การสอนเด็กและวัยรุ่นด้วยวาจานั้นไม่มีพลังเท่าการ “ทำให้ดู…ด้วยความรัก”

ดังนั้น เมื่อมีบรรดาผู้ใหญ่มากมายที่เหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียวกันที่ “ทำให้ดูด้วยความรัก” ด้วยการหยุดนิ่งดูลมหายใจอย่างสงบ สำรวม และเคารพทุกครั้งที่มีเสียงระฆังกังวานขึ้นมานั้น  เด็ก ๆ และวัยรุ่นก็ทำตามไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ

…นี่แหละ คือ “การสอนโดยไม่สอน” แบบเซน  พระเซนญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

Child Watches Parent

เด็กน้อยมองดูผู้ปกครองระหว่างการกล่าวคำพิจารณาอาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

Children Wash Dishes

เด็ก ๆ เข้าแถวเรียงกันล้างชามด้วยความตั้งใจอย่างเป็นระเบียีบในความเงียบ Cr ภาพ Thai Plum Village

บทเรียนทรงพลังจากโต๊ะอาหาร

สำหรับผู้เขียน บทเรียนอันทรงพลังจากโต๊ะอาหารนั้นแสดงตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือทานด้วยซ้ำ…

มันเป็นกระดาษเพียงแผ่นเดียวที่เสียบอยู่ในที่เสียบเมนูแบบตั้งโต๊ะตามร้านอาหาร

กระดาษแผ่นนั้นคือ “บทพิจารณาอาหาร” ที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ก่อนทาน หลวงพี่จะตีระฆังใหญ่  ทุกคนก็จะนิ่งสนิท เงียบ สำรวม ทำจิตเป็นสมาธิแล้วหลวงพี่ก็จะกล่าวนำการพิจารณาอาหาร ๕ ข้อ ให้ทุกคนน้อมใจตาม

หลวงพี่ตีระฆังโรงอาหาร

หลวงพี่ตีระฆังแห่งสติเรียกให้ทุกคนสงบนิ่ง เงียบ ดูลมหายใจ ก่อนมื้ออาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

ไม่น่าเชื่อว่า ๒ ข้อแรกทรงพลังเสียจนผู้เขียนเกิดอาการขนลุก หัวใจเต้นแรง รู้สึกวูบวาบ

ทรงพลังมากจนระหว่างที่ทานข้าวอดเหลือบสายตาไปอ่านแล้วอ่านอีกไม่ได้

๑)  อาหารนี้ เป็นของกำนัลแห่งจักรวาล พื้นดิน ท้องฟ้า สรรพชีวิต และการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่

๒)  ขอให้เรารับประทานอาหารอย่างมีสติ และด้วยความระลึกรู้บุญคุณ…เพื่อให้เรามีคุณค่าเพียงพอที่จะรับอาหารนี้

 

ตลอดชีวิตของเรา จะมีสักกี่ครั้งที่เราตั้งสติระลึกถึง “ที่มา” ของอาหาร

เคยบ้างไหมที่เราคิดว่าอาหารที่เราได้รับเป็น “ของกำนัล” จากธรรมชาติ…

และจากการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่ของผู้คนมากมาย

 

ในเมื่อเรากำลังจะได้รับ “ของกำนัล” เราจึงควรจะรับประทานด้วย “ความขอบคุณ” และด้วย “สติ”

…เพื่อให้เรามี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้!

 

ผู้เขียนรู้สึกวูบลึกเข้าไปในทรวงอก เมื่อได้ยินเสียงในใจตนเองถามขึ้นมาว่า “เรามีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้แล้วหรือยัง?”

 

มีเสียงกังวานดังก้องขึ้นในใจต่อว่า “เราต้องทำตัวให้มี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้…”

ความระลึกรู้ว่า “เราต้องทำตัวให้มีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้” นั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในใจผู้เขียนตลอดมื้อนั้น และทุก ๆ มื้อ

กระตุกให้ฉุกคิด

การโดน “กระตุกให้ฉุกคิด”  หรือถ้าจะให้ตรงกว่าก็ต้องบอกว่า “กระตุกให้ตื่นรู้” นี้ก็เป็นการ “สอนแบบไม่สอน” อีกวิธีหนึ่งของเซน

ผู้เขียนรู้สึกว่าการโดนเรียกสติให้กลับมาอยู่กับลมหายใจโดยระฆังแห่งสติก่อนจะพิจารณาอาหารนั้น มีผลอย่างมากที่ทำให้ใจเกิดความสงบ เกิดสติที่พร้อมจะเรียนรู้

เมื่อสภาวะของใจพร้อมจะเรียนรู้  เพียงถ้อยคำเรียบง่ายในบทพิจารณาอาหารก็กลายเป็นถ้อยคำที่ทรงพลังพอที่จะกระตุกให้ตื่นรู้ได้

เมื่อใจตื่นรู้รับความจริงข้อนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติคือความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน  รับอาหารนั้นด้วยความขอบคุณและเคารพ  ตระหนักว่าเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน…

เราจะมองเห็นจักรวาล…ในจานข้าว…

มนตราแห่งเพลงสวดประกอบดนตรี

แต่ถ้าถามว่าชั่วขณะที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจอย่างที่สุดในวันแรกคืออะไร  ผู้เขียนคิดว่าคือในขณะที่กำลังนั่งสมาธิฟังเพลงสวดประกอบดนตรีที่คณะหลวงพี่แห่งหมู่บ้านพลัมสวดต้อนรับพวกเราอย่างอ่อนโยนในค่ำคืนวันแรก

หลังอาหารเย็น ทุกคนแยกย้ายกลับห้องไปอาบน้ำ เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในหอสมาธิตอนค่ำ

ที่จริงบรรดาหลวงพี่ไม่ได้ขอให้ทุกคนนั่งสมาธิ เพียงแต่บอกว่าบทสวดนี้มีพลังและมีความอบอุ่นมาก  ขอให้เด็กเล็กขึ้นมานั่งตรงด้านหน้าใกล้ ๆ กับคณะหลวงพี่ที่ยืนพนมมือเรียงรายหน้าเวทีหลายสิบคน

ด้วยประสบการณ์จากคอร์สการเจริญสติแบบเถรวาท ผู้เขียนตัดสินใจนั่งสมาธิดูลมหายใจแล้วตั้งใจฟังตาม  เพราะอยากสัมผัสบทสวดนั้นด้วยใจที่สงบนิ่ง เป็นสมาธิ สำรวม และเคารพเต็มที่

และเพราะรู้ว่าการนั่งสมาธิฟังจะทำให้ร่างกายเราได้สัมผัสบทสวดนั้นอย่างเต็มที่เข้าไปในทุกอณู ทุกประสาทสัมผัส

ในขณะหลับตาดูลมหายใจอย่างสบาย ๆ อยู่นั้น ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเสียงไวโอลินแผ่วหวานกังวานขึ้นมาก่อนในความเงียบ…เยือกเย็น…สงบ…สบาย…เสียงโน้ตแต่ละตัวอ้อยอิ่งล่องลอยอยู่ในอากาศ

มีเสียงเครื่องดนตรีอื่นอีกสองสามชิ้นรับขึ้นมาเบา ๆ

ทั้งหอสมาธิเงียบสงัด มีเพียงเสียงดนตรีที่ค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบประโลมหัวใจผู้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

ในหัวแว่บถึงคำพูดท่านพุทธทาสที่ว่า เสียงดนตรีบรรเลงจากยุคก่อนนั้น ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันตกหรือตะวันออก ล้วนมีจุดประสงค์กล่อมเกลาใจให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ…

แล้วการสวดเสียงประสานในบท Namo Avalokiteshavara ก็กระหึ่มขึ้น  ดึงผู้เขียนออกจากภวังค์ความคิดกลับสู่ปัจจุบันขณะ

ถึงแม้เนื้อเพลงทั้งเพลงจะเป็นการกล่าวคำแสดงความนอบน้อมต่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม)  พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา  โดยเอ่ยคำว่า Namo Avalokiteshavara ซ้ำไปซ้ำมา  แต่ท่วงทำนอง จังหวะ และความอ่อนโยนที่บรรดาหลวงพี่บรรจงตั้งจิตแผ่เมตตามาให้พวกเรานั้น  เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ เมื่อได้สัมผัสสด ๆ

ไม่ทันถึงครึ่งเพลง ผู้เขียนก็เกิดอาการปีติจากกำลังสมาธิ ขนลุก วูบวาบไปทั้งตัว  ท่วงทำนองเพลงสวดแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูสัมผัสของร่างกายจริง ๆ  น้ำตาซึมนิด ๆ  ไม่ใช่เพราะความเศร้า  แต่เป็นความซาบซึ้ง ตื้นตัน และขอบคุณ

เป็นความสุขที่มาพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณ…

ความรู้สึกนอบน้อม ผุดขึ้นในใจเองอย่างเป็นธรรมชาติ…

เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถึงเรียกเด็กเล็กให้ไปนั่งด้านหน้า ๆ

ต้องย้ำอีกทีว่าประสบการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกคนได้จริง ๆ ถ้าท่านได้นั่งสมาธิฟังสด ๆ  อย่างตั้งใจและต่อเนื่อง

น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถนำบรรยากาศการฟังสด ๆ มาฝากคุณผู้อ่านได้  จึงขอนำคลิปเพลงสวดประกอบดนตรีดังกล่าวมาฝากแทนด้านล่างนี้

คลิปเพลงสวด Namo Avalokiteshavara โดยคณะนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม  มีท่านติช นัท ฮันห์ เป็นประธาน  ขอแนะนำให้หาเวลาฟังจนจบเพลง (14 นาที)  โดยจะเปิดคลอไประหว่างทำกิจกรรมใดก็ได้  เพราะเพลงจะมีพลังอันอบอุ่น อ่อนโยน เมตตา มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งท่านติชตีระฆังแห่งสติตอนจบที่จะนำความสงบใจมาให้ผู้ได้ฟังอย่างสมบูรณ์

กิจกรรมวันแรกจบลงด้วยการส่งทุกคนเข้านอนด้วยความเงียบอันประเสริฐ (noble silence) หรือการปิดวาจา  เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง

ผู้เขียนและเพื่อนก้าวเดินช้า ๆ ด้วยสติบนผืนหญ้ากว้างใหญ่กลับไปที่เรือนที่พัก  คืนนั้นพระจันทร์เกือบจะเต็มดวง ส่องสว่างอยู่กลางเมฆ  ลมยามค่ำของคืนฤดูร้อนพัดมาเบา ๆ

อากาศบริสุทธิ์ของสถานที่ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่และขุนเขานั้นช่างเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกิน

รู้สึกขอบคุณความเงียบอันประเสริฐที่ทำให้เราได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัวอันแสนวิเศษนั้น

แม้จะรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าคอร์สภาวนานี้ต้องมีกิจกรรมดี ๆ อีกมากมายรออยู่ในวันต่อ ๆ ไปแน่ ๆ  ผู้เขียนก็รู้สึกมีความสุขใจแล้ว อิ่มเต็มแล้ว พอใจแล้วในปัจจุบันขณะ ณ เวลานั้น…

ขอบคุณหมู่บ้านพลัมสำหรับความสุขใจในวันแรก…

.

.

.

พบกับการเดินจงกรมท่ามกลางธรรมชาติยามเช้า  เซอร์ไพรส์สุดวิเศษจากหลวงปู่ การพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ การสนทนาธรรม วิธีการสอนเรื่องสติและศีลที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างลึกซึ้ง  และอื่น ๆ อีกมากมายในตอนหน้า

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

สนใจฝึก “การทำขนมวิถีเซน” กับดร.ณัชร คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สติ: เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก

cat lion

สติช่วยให้มองเห็นทุกอย่างลึกซึ้งขึ้น  โค้ชที่มีกำลังสติมากจะมองเห็นศักยภาพของผู้รับการโค้ชได้ชัดเจน

Cr ภาพ filfy.net

“Who are you?”

ชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งสบตาผู้เขียนแล้วถามขึ้นมา

เขาอยู่ในวัยกลางคน ดูทรงภูมิ จริงใจ อ่อนโยน  และอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย

…แต่ตอนที่เขาถามคำถามนี้ เขาดูจริงจังมาก

เขาสบตาผู้เขียนอย่างนิ่ง ๆ และต่อเนื่อง  ให้ความรู้สึกว่าเขาคาดที่จะได้รับฟังคำตอบที่จริงจังจากผู้เขียนเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การสนทนาเล่น ๆ

นี่คือ…การโค้ช…จากโค้ชระดับแนวหน้าของโลก

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 138 วันนี้ จะมาคุยกันเรื่อง “สติในการทำงานของมืออาชีพระดับโลก”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนได้ไปเข้าคอร์สฝึกอบรมการเป็นโค้ชระดับนานาชาติมา  โดยมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาจากทั่วโลก

ว่าแต่อะไรคือการโค้ช?

นิยามของการโค้ช

การโค้ช หรือ Coaching คือ การร่วมมือกันระหว่างโค้ชและผู้ที่รับการโค้ช  โดยมีขั้นตอน กระบวนการ และจรรยาบรรณที่เป็นสากล  เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชได้เห็นโอกาสและเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขทั้งในด้านส่วนตัวและในการทำงาน

การโค้ชเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

ถึงแม้การโค้ชแบบสากลจะมีที่มาจากโลกตะวันตก  แต่ผู้เขียนคิดว่าในเอเชียเราก็มีการโค้ชกันมาหลายพันปีแล้ว  อย่างน้อย ๆ คือในบริบทของการถ่ายทอดวิธีปฏิบัติธรรม

จากการทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์ในคอร์สการเจริญสติวิปัสสนามา 15 ปี  ผู้เขียนพบว่าวิธีการทำงานของผู้สอบอารมณ์นั้นคล้ายการเป็นโค้ช คือ

  1. ถามคำถามที่จะดึงศักยภาพผู้ปฏิบัติธรรมออกมา
  2. ตั้งใจรับฟังดัวยสติและความเมตตาปรารถนาดี
  3. จุดประกายและมอบพลังให้ผู้ปฏิบัติธรรมไปเพียรกำหนดสติต่ออย่างต่อเนื่องจนได้คำตอบด้วยตนเอง
  4. คอยติดตามผล ชมเชยและให้กำลังใจเป็นระยะ ๆ และ
  5. ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมขี้เกียจทำก็ต้องมีการเตือนสติอย่างจริงจังหนักแน่นบ้างเหมือนกัน

กระทบไหล่โค้ชระดับโลก

ในวันที่ไปเรียนนั้น  ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากที่สามารถยกมือทันเป็นคนแรกเมื่อ Jean-Francois Cousin วิทยากรรับเชิญประกาศขออาสาสมัครเพื่อเขาจะได้สาธิตการโค้ชให้ชั้นเรียนดู

ที่ว่าดีใจมากนั้นเพราะว่า Jean-Francois ไม่ใช่โค้ชธรรมดา ๆ แต่เป็นถึงระดับ Master Certified Coach (MCC) ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ (ICF)

JF

Jean-Francois Cousin หนึ่งในโค้ชระดับแนวหน้าของโลก  Cr ภาพจาก greatness.coach

ซึ่งแปลว่านอกเหนือจากการเข้ารับการอบรมอย่างเข้มข้นหลายร้อยชั่วโมงแล้ว  เขายังต้องสะสมชั่วโมงการเป็นโค้ชถึง 2,500 ชั่วโมง จากลูกค้าอย่างน้อย 35 รายที่ไม่ซ้ำกัน

Jean-Francois ทำหน้าที่โค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูงสุดมาแล้วถึง 5 ทวีปอย่างได้ผล ทุกวันนี้เขาเดินทางไปโค้ชผู้บริหารในประเทศต่าง ๆ ตลอดเวลา และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการบริหารของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติด้วย

แล้วผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรจากโค้ชระดับโลกคนนี้บ้าง?

โค้ชที่ดีต้องมีสติต่อเนื่อง

สิ่งแรกที่ผู้เขียนสังเกตเห็นตั้งแต่ Jean-Francois เริ่มบรรยายก่อนสาธิตคือ  เขาเป็นคนที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอในทุกสิ่งที่เขาทำ

ผู้เขียนเชื่อมั่นเช่นนั้นเพราะครั้งที่ผู้เขียนทำหน้าที่เป็นวิทยากรของมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ เคยได้รับการฝึกจากวิปัสสนาจารย์ให้มีวิธีคอยสังเกตว่าผู้ปฏิบัติธรรมคนไหนกำลังเจริญสติอยู่ ในกิจกรรมประจำวันและคนไหนไม่ได้กำหนดสติ

อาจจะอธิบายสั้น ๆ ตรงนี้ลำบากอยู่สักหน่อยว่ามีวิธีการดูอย่างไร  แต่ถ้าจะยกตัวอย่างจากกรณีของ Jean-Francois ให้คุณผู้อ่านเห็นภาพก็คือ…

ในบรรดาวิทยากรทุกคนของการสัมมนาครั้งนี้ เขาเป็นคนเดียวที่เวลายืนบรรยายและเดินไปเดินมาหน้าห้องไม่เคยสะดุดปลั้กไฟแบบฝังพื้นที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นตรงกลางห้องเกะกะบริเวณผู้บรรยายถึงสามปลั๊กเรียงกันเลยสักครั้ง

ทั้ง ๆ ที่ระหว่างการบรรยายเขาจะไม่หลุกหลิกมองพื้นเลย  แต่จะคอยสบตาเพื่อสื่อสารแบบสองทางกับทุก ๆ คนในห้องตลอดเวลา

ที่ว่าสองทางคือ สายตาของเขาจะทั้งสื่อสิ่งที่เขาพูดออกไป และรับเอาสิ่งที่เขา “สัมผัสได้” จากผู้ฟังเข้าไปด้วย เขาจะรู้ทันทีว่าตรงไหนเริ่มมีคนในชั้นเรียนไม่เข้าใจ  แล้วเขาก็จะอธิบายเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธีการอธิบายทันทีจนทุกคนเข้าใจ

โดยเราไม่ต้องยกมือถามเลย

กล่าวได้ว่าการมีสติทำให้เขาเป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นโค้ชที่ดี

และแน่นอน การมีสติย่อมทำให้คนเราทุกคนเป็นผู้บริหารที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ด้วย

ถ้าคุณผู้อ่านเคยฝึกการเจริญสติวิปัสสนามาบ้าง คุณจะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะรักษาสติไว้ “ที่นี่” และ “เดี๋ยวนี้” ต่อกันได้นาน ๆ

ผู้เขียนทึ่งมากเมื่อเขาเดินถอยหลังกลับไปจากกลางห้องเพื่อจะเขียนกระดาน  แล้วสามารถกวาดเท้าเลี้ยวผ่านปลั๊กทั้งสามปลั๊กนั้นไปได้ทุกปลั๊กอย่างนุ่มนวลทุกครั้งราวกับมี “ตาหลัง” เพราะเขายังคอยสบตาพวกเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เหลียวหลังหันกลับไปมองที่พื้นเลย

เขาทำให้ผู้เขียนนึกถึงปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรของญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเคยไปเรียนด้วยเมื่อหลายปีที่แล้ว  ท่านเหล่านั้นสามารถกรีดดาบคมกริบเก็บเข้าฝักได้อย่างแม่นยำรวดเร็วโดยไม่ต้องก้มลงมองเช่นกัน

ระหว่างที่เขาตั้งคำถามป้อนผู้เขียนในการสาธิตการโค้ชนั้น ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงพลังของสติกับสมาธิที่จดจ่อ ต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบันมาก

ไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาหรือการฟังของเขาไปได้เลย

โค้ชที่ดีต้องรู้วิธีถาม

คำถามเปิดของเขานับว่ายากพอดูสำหรับผู้เขียน  ถ้าเป็นคุณผู้อ่านอยู่ ๆ ถูกถามว่า “Who are you?”  ที่หน้าชั้นเรียน คุณจะตอบว่าอะไร?

ผู้เขียนอึกอักอยู่นาน พยายามหาคำตอบ แล้วในที่สุดก็ตอบเขาไปว่าเป็นคำถามที่ยากมาก เพราะประสบการณ์ปฏิบัติธรรมใน 15 ปีที่ผ่านมานั้นทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงตัวตนของเรานั้นไม่มี ทุกอย่างเป็นอนัตตา กายใจเราเกิดดับอยู่ทุกขณะจิต

ดังนั้นถ้าจะให้ตอบจริง ๆ ก็คงต้องตอบว่า ที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้าคุณนี้ก็เป็นเพียงกายและใจเท่านั้น เหมือน ๆ กับคุณนั่นแหละ

“What you see in front of you is just body and mind.   Just like you.”  ผู้เขียนมองตาเขากลับแล้วจึงตอบ  ใจเต้นตึกตักเพราะเกรงว่าการตอบตามความรู้สึกจริง ๆ ของผู้เขียนจะฟังดูกวน ๆ ไปนิด

แต่ปรากฏว่าถึงตรงนี้ Jean-Francois ซึ่งมองตาผู้เขียนอยู่ตลอดกลับยิ้มออกมาน้อย ๆ

เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ “รู้” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า knowing smile

JF Coaching Nash 1

ผู้เขียนในขณะพยายามนึกหาคำตอบ โดยมี Jean-Francois นั่งรอฟังอย่างใจเย็น และจับตามองอย่างตั้งใจ

รอยยิ้มนั้นสื่อว่า Jean-Francois ต้องทำการบ้านมาแน่นอนจึงรู้ว่านักเรียนทั้งสิบกว่าคนในวันนั้นเป็นใคร ดังนั้นเขาควรจะถามคำถามอย่างไรกับใคร

รอยยิ้มของเขาหลังจากที่ผู้เขียนตอบเสร็จเป็นการสื่อสารแบบใจถึงใจที่นิกายเซนในญี่ปุ่นเรียกว่า isshin denshin

เขายิ้มราวกับจะบอกว่า “รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงถามคำถามนี้กับเธอ”

โค้ชที่ดีต้องเป็นเหมือนปรมาจารย์ด้านเซน

ปรมาจารย์เซน โดยเฉพาะสายรินไซ เซน จะมอบ “โคอัง” หรือปริศนาธรรมให้กับลูกศิษย์ เพื่อให้ไปขบคิดแล้วเกิดความตื่นรู้ “ซาโตริ” ได้ด้วยตนเอง

ฉันใดฉันนั้น คำถามแรก ๆ ที่โค้ชควรถามต้องเป็นคำถามที่สร้างความตื่นรู้ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองให้กับผู้รับการโค้ช

ทำไมจึงคำถามแรกที่สร้างความตื่นรู้ถึงสำคัญ?

มันสำคัญเพราะจะช่วยให้ผู้รับการโค้ชไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น

เพราะต่อให้เรามีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนแล้วว่าคืออะไร อยู่ที่ใด  แต่ถ้าเรายังไม่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองว่า “ในขณะนี้” ตัวเราเป็นอย่างไร อยู่ในสถานการณ์อย่างไร  ก็ยากที่จะรู้วิธีไปถึงเป้าหมายได้

รู้แค่เป้าหมาย ใช่ว่าจะสำเร็จ

คล้าย ๆ กับว่าเรารู้แล้วว่าตำแหน่งของจุด B ที่เราอยากไปอยู่ที่ใด  แต่กลับไม่รู้ว่าจุด A ที่เป็นจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน

แล้วจะออกเดินไปได้อย่างไรล่ะ จริงไหม?

แต่ถ้าเราตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่าเราอยู่ที่ไหนในปัจจุบันขณะแล้ว เราย่อมคาดการณ์ได้ระดับหนึ่งว่า  เราต้องเดินไปในทิศไหน ต้องผ่านอุปสรรคอะไร  มีตัวช่วยอะไรบ้าง อีกไกลแค่ไหนเราถึงจะถึงจุดหมายปลายทาง

และระหว่างนั้นเราสามารถหยุดพักชื่นชมความคืบหน้าได้ตรงไหนบ้าง

โค้ชที่ดี ต้องสามารถใช้สติ “อ่าน” ให้ขาด

Jean-Francois จบการโค้ชผู้เขียนโดยการถามคนในชั้นเรียนว่า สังเกตเห็นอะไรในตัวผู้เขียนเมื่อโดนถามบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาษาร่างกายสีหน้าท่าทางน้ำเสียง ฯลฯ

แล้วในคำตอบของผู้เขียนนั้นสื่อถึงอะไรอยู่บ้าง

JF Coaching Nash

Jean-Francois ถามชั้นเรียนว่าสังเกตเห็นอะไรบ้างจากการที่เขาโค้ชผู้เขียนในครั้งนี้  โดยผู้เขียนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็คอยจดตามด้วย

เพราะการจะโค้ชใครให้ได้ผลจริง ๆ นั้น แค่ฟังจากคำบอกเล่าด้วยคำพูดของเจ้าตัวอย่างเดียวนับว่าไม่พอ  แต่ต้องมีสติตระหนักรู้และสามารถอ่าน “สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูด” ได้ด้วย  จึงจะสามารถทำหน้าที่โค้ชได้ดีอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร  ขอจงเพียรนำสติเข้าไปใช้ในการทำงานทุก ๆ วันเถิด  มันจะทำให้คุณทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ และใครจะรู้ วันหนึ่งคุณอาจก้าวขึ้นถึงระดับโลก

ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำหรับคุณผู้อ่านทุกคนว่า…คุณคือใคร?

เพราะการก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิต  ต้องเริ่มจากการรู้ว่าเรายืนอยู่ตรงไหนก่อน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่าน!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach ผ่านคอร์ส Mindfulness Coaching โดยอ.ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เรื่องอัศจรรย์วันไปเล่าเรื่องในหลวง

ในหลวงทรงครุยในหอประชุม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่บัณฑิตใหม่

Cr หอประวัติจุฬา

คุณผู้อ่านเคยรู้สึกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงประทับอยู่ด้วยในที่ที่คุณผู้อ่านอยู่หรือไม่ แม้ในความจริงแล้วพระองค์ท่านจะไม่ได้ทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นด้วยพระองค์เองก็ตาม?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 137 วันนี้ จะมาคุยกันถึง  “เรื่องอัศจรรย์วันไปเล่าเรื่องในหลวง”

ที่มาของเรื่องอัศจรรย์

เมื่อต้นปีนี้ผู้เขียนได้รับเกียรติจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ให้ไปเป็น ๑ ใน ๑๔ นิสิตเก่าที่ร่วมพูดในงานฉลอง ๑๐๐ ปีจุฬาที่ทางคณะจัด ชื่องานว่า “เป็ดเปลี่ยนโลก”

นักนิเทศศาสตร์ได้ชื่อว่าเป็น “เป็ด” เพราะตามเนื้อหาของสายงาน เราต้องสามารถทำงานได้ทุกอย่างในหลากหลายสาขา เปรียบดังเป็ดที่เดินก็ได้ ว่ายน้ำก็ได้ และบินก็ได้

ถึงจะทำงานได้หลากหลาย แต่เราก็รู้ตัวว่าเราไม่ได้เก่งกาจเป็นเลิศในเรื่องใดเป็นพิเศษ  เหมือนเป็ดที่ไม่ได้เป็นสัตว์ที่เดินเร็วที่สุด ว่ายน้ำได้อึดที่สุด หรือบินได้สูงสุด

อย่างไรก็ตาม คณะผู้จัดงานเชื่อว่า ถึงแม้เราจะเป็นแค่เป็ด แต่เราก็ได้มีโอกาสรับใช้สังคมในหลาย ๆ ด้าน และมีส่วน “เปลี่ยนโลก” หรือมอบสิ่งที่มีคุณค่าให้กับโลกบ้างไม่มากก็น้อยผ่านวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับ “การสื่อสาร” ซึ่งเป็นแก่นหลักของงานนิเทศศาสตร์ทุกประเภท

งานต้องเลื่อนเพราะหัวใจทุกคนแหลกสลาย

เดิมนั้น งาน “เป็ดเปลี่ยนโลก” จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙  แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่นำความปวดร้าวหัวใจสลายมาสู่คนไทยทั้งประเทศในวันพฤหัสที่ ๑๓ ตุลาคม จึงทำให้ผู้จัดเลื่อนงานออกไป

ผู้เขียนก็คงเป็นเหมือนกับคุณผู้อ่านทุก ๆ ท่านที่ตอนนั้นไม่มีแก่จิตแก่ใจที่จะทำอะไร  เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ก็ไม่อยากพูดอีกแล้ว…

ในใจคิดแต่เพียงว่า  ถ้างานนี้กลับมาจัดขึ้นอีกเมื่อไหร่ จะขอใช้โอกาสนี้พูดเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเราให้ได้!

แต่จะทำอย่างไรล่ะที่จะพูดเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานให้อยู่ในประเด็น “เป็ดเปลี่ยนโลก” หรือ “การสื่อสารที่เปลี่ยนโลก”?

นั่งสมาธิแล้วได้คำตอบ

หลังจากการนั่งสมาธินับครั้งไม่ถ้วน และการอธิษฐานจิตถึงพระองค์ท่านทุก ๆ ครั้ง ในที่สุดผู้เขียนก็คิดออกว่าจะพูดเรื่องอะไร  (คลิปการพูดเวอร์ชั่นเต็ม ๘ นาทีอยู่ด้านท้ายบทความนี้  ส่วนเวอร์ชั่นที่ออกอากาศทางช่อง ๓ ไปแล้วเป็นเวอร์ชั่นสั้นแค่ ๕ นาที)

การพูดต่อหน้าคนไม่ใช่เรื่องง่าย

ผู้เขียนเชื่อว่าคุณผู้อ่านน่าจะเคยนำเสนอผลงานต่อหน้าผู้คนมาบ้าง  หรือต่อให้คุณเป็นคุณแม่บ้านที่เลือกที่จะเสียสละดูแลครอบครัวอยู่กับบ้าน คุณก็คงจะเคยมีประสบการณ์พูดหน้าห้องสมัยเรียนหนังสือ หรือ พูดต่อหน้าผู้อื่นในโอกาสต่าง ๆ อย่างเช่นการอวยพรงานแต่งงานกันบ้าง

คุณก็เป็นเหมือนผู้เขียนใช่ไหม ที่ถ้างานยิ่งสำคัญเท่าใด คุณยิ่งต้องใส่ใจค้นคว้า คิดให้ตกผลึก ร่างเนื้อหา และซ้อมอย่างจริงจังล่วงหน้าเป็นเวลานาน

ผู้เขียนเองต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นนักพูด  คราวนี้จะต้องพูดครั้งแรกในงานใหญ่ที่มีความสำคัญทางจิตใจเป็นอย่างยิ่ง และต้องพูดต่อหน้าคนอย่างน้อย ๕๐๐ คน (ตั๋วเต็มทุกที่นั่ง) แถมยังมีการถ่ายทำโดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ เพื่อนำไปออกอากาศอีก…

…คุณผู้อ่านคงเดาได้ว่าผู้เขียนรู้สึก “เกร็ง” เพียงใด

และเกร็งมากยิ่งขึ้นเพราะนักพูดอีก ๑๓ ท่านล้วนเป็นมืออาชีพ  ไม่ว่าจะเป็นพี่จุ้ย หรือ ศุ บุญเลี้ยง แห่งวงเฉลียง, พี่อ้อย DJ ชื่อดังแห่ง Club Friday, พี่ซัน มาโนช พุดตาล, ครูลูกกอล์ฟ ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง, ครูเงาะ โค้ชด้านการแสดง

พี่เก้ง จิระ มะลิกุล ผู้กำกับภาพยนตร์จาก GDH, พี่จิมมี่ ไลฟ์โค้ชระดับแนวหน้า, น้องบี๋ นักสร้างแบรนด์ผู้สร้างพลังบวกให้กับสังคมไทย, น้องอั๋ย เบื้องหลังโฆษณาเปลี่ยนสังคมของ สสส., พี่จิน่า หัวเรือใหญ่ของ GDH, น้องปิ๊ปโป้ ผู้ก่อตั้ง storylog

พี่แหม่ม ยุพา เพ็ชรฤทธิ์ อดีตนักข่าวทีวีดังที่ผันตัวมาทำสารคดีเพื่อสังคม, น้องปิง ผู้เขียนบทและผู้กำกับซีรี่ส์ฮอร์โมน

อ่านรายชื่อนักพูดท่านอื่น ๆ แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าคุณผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะเข้าใจความ “เกร็ง” ของผู้เขียนที่มองตัวเองเป็น “เด็กวัด” ธรรมดา ๆ คนหนึ่งได้ไม่ยากนัก

ยิ่งตั้งใจจะไปพูดเรื่องสำคัญอย่างนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เบื้องหลังการเตรียมตัวและเตรียมใจ

ในเมื่อผู้เขียนไม่ได้เป็นนักพูดก็ต้องเริ่มศึกษาโดยการไปหาตัวอย่างคลิปการพูดดี ๆ ที่มีประโยชน์อย่าง TED Talk มาดู

แล้วก็ตระเวนหาหนังสือเกี่ยวกับการพูดมาศึกษา  เช่น The Official Guide to TED Talk และ Talk Like TED

ยิ่งเห็นตัวอย่างดี ๆ จำนวนมากกลับยิ่งเครียด  ผู้เขียนเดาว่าจิตใต้สำนึกคงจะตั้งเป้าไว้สูงเกินไป

ในที่สุดจึงคิดได้ว่าว่า  เราจะพูดอย่างจริงใจในแนวพุทธนี่แหละ คือ จะพูดด้วยความรู้สึกว่าตนเองเป็น “ผู้ให้” โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

“เราจะมอบความรู้และประสบการณ์เท่าที่เราพอมีให้เป็นวิทยาทานและธรรมทานแด่ท่านผู้ฟังทุกคน”

เมื่อตั้งใจว่าเราจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้เท่านั้นโดยไม่คาดหวังผล  จิตใจก็ปลอดโปร่งขึ้นอีกมาก

แก้แล้วแก้อีก ซ้อมแล้วซ้อมเล่า

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพอเตรียมใจได้แล้วการเตรียมตัวจะง่ายขึ้น  เพราะขั้นตอนการร่างบทพูดเพียงอย่างเดียวนั้นผู้เขียนทั้งเขียนแล้วแก้ เขียนแล้วก็ปรับใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

เชื่อหรือไม่ว่าไฟล์สุดท้ายที่ใช้ซ้อมพูดเป็นไฟล์หมายเลขที่ ๒๐!  และแต่ละไฟล์ก็แก้แล้วแก้อีกเสียจนพรุน

ส่วนการซ้อมนั้นไม่ต้องพูดถึง  แม้ผู้เขียนต้องทำงานอย่างอื่นมากเพียงใด ก็จะเพียรพยายามหาทางซ้อมแล้วซ้อมอีกในทุก ๆ โอกาส ขับรถไปซ้อมพูดไปอยู่คนเดียวในรถก็เคย  วิ่งออกกำลังบนเครื่องวิ่งแล้วซ้อมพูดในใจไปด้วยก็เคย

จุดประสงค์การซ้อมนั้นมีทั้งเพื่อจับเวลาและเพื่อปรับการใช้คำให้พูดถนัดขึ้น

แต่ที่สำคัญก็คือ เพื่อให้จำเนื้อหาทั้งหมดซึ่งมีความยาวประมาณ ๖ หน้ากระดาษ A4 ให้ได้ทุกคำ!

กว่าพวกเราทุกคนจะได้ซ้อมใหญ่ในสถานที่จริง คือโรงภาพยนตร์ IMAX ที่สยามพารากอนนั้นก็เป็นวันพูดจริงแล้ว  โดยได้ซ้อมใหญ่ในตอนเช้าเพื่อเตรียมพูดในตอนบ่าย

ทุกคนมีโอกาสซ้อมเพียงรอบเดียว….

ถึงชาวนิเทศศาสตร์ทุกคนจะขึ้นชื่อว่า “ทำได้” ทุกเรื่อง แต่ในวินาทีนั้น มันคือ “พลาดไม่ได้!”

ยิ่งใกล้เวลา ยิ่งลืมบท

ไม่ว่าจะเตรียมตัวมามากเพียงใด และไม่ว่าจะพยายามเจริญสติเพียงใด ยิ่งใกล้เวลาจริง ผู้เขียนก็ยิ่งตื่นเต้น  ได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นดังโครม ๆ  รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง

จนกระทั่งวินาทีเกือบจะสุดท้าย ทีมงานเชิญผู้พูดทั้งหลายเข้าไปเตรียมตัวรอขึ้นพูด  ผู้เขียนก็ยังตื่นเต้นอย่างหนัก พวกเราถูกจัดให้ขึ้นไปรออยู่บนแถวที่นั่งด้านหลังสุดของโรงภาพยนตร์  ซึ่งมองลงมาเห็นเวที และท่านผู้ชมทั้งหมด…

…คุณผู้อ่านคงเดาได้ว่าขณะนั้นผู้เขียนตื่นเต้นแค่ไหน…มือกำบทแน่น…นึกตำหนิตัวเองในใจว่าไม่น่าอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ มาปิดบทพูดของตนเองเลย

เพราะในวินาทีนั้นผู้เขียนตื่นเต้นจนจำอะไรไม่ได้สักอย่างแม้แต่สิ่งที่ตัวเองเขียนเองกับมือ  ยิ่งพระราชดำรัสยิ่งไม่ต้องพูดถึง

…ตอนนั้นยิ่งพยายามท่องมากแค่ไหน  ความกังวลก็ทำให้ลืมพระราชดำรัสอยู่ตลอด  ถ้าจำช่วงแรกได้ ก็จะลืมช่วงหลัง  บางครั้งก็ลืมช่วงกลาง ๆ

…ยิ่งเวลาใกล้เข้ามา  ยิ่งรู้สึกตระหนก  รู้สึกว่ายังท่องพระราชดำรัสจนสมบูรณ์ไม่มีผิดเลยไม่ได้สักครั้ง  จะมาเปลี่ยนบทพูดนาทีสุดท้ายนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว….

ผู้เขียนเคยแต่อ่านมาว่า เวลาที่คนเรามีความกระวนกระวายหรือเครียดมาก ๆ ฮอร์โมนความเครียดชื่อคอร์ติซอลจะหลั่ง ซึ่งหนึ่งในผลของมันคือทำให้ลืมอะไรไปชั่วคราวได้  ยิ่งเครียดต่อเนื่องนาน ความจำก็จะยิ่งแย่

เพิ่งจะเข้าใจตอนนั้นด้วยตนเองว่าอาการจริงของการสูญเสียความจำระยะสั้น (short-term memory loss) มันหนักหนาสาหัสอย่างไร…

จะว่าไปแล้วมันก็คือธรรมะจากบทสวดทำวัตรเช้าที่ขึ้นมาแสดงตัวว่า “สัญญา อนิจจา” หรือ ความจำได้หมายรู้นั้นไม่เที่ยง นั่นเอง

แต่จะต้องขึ้นพูดต่อหน้าคนจำนวนมากในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว…จะทำอย่างไรดีในเมื่อ…จำอะไรไม่ได้เลย?!!!

จุดเปลี่ยน

ทันใดนั้น ไฟในโรงภาพยนตร์ก็มืดลง และเสียงเพลงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ดังขึ้น…

…ผู้คนทั้งโรงพุ่งลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกัน นิ่งสงบถวายความเคารพ…ใจของพวกเราอยู่ที่เดียวกัน…ทั้งนักพูด และผู้มาฟัง

…แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น…

…ผู้เขียนรู้สึกขนลุกซู่อย่างแรงตั้งแต่หัวจดเท้า ร่างกายรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว จิตใจที่กระวนกระวายกระสับกระส่ายอย่างหนักก่อนหน้านี้ตลอดช่วงเช้าสงบนิ่งลงอย่างสิ้นเชิง  จิตนิ่งเป็นสมาธิ…

…ท่วงทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมีที่คุ้นเคยดูเหมือนจะแทรกซึมกระหึ่มเข้าไปในร่างกายทุก ๆ อณู  พลังบางอย่างโอบอุ้มรอบตัวผู้เขียนเอาไว้…

…ความตื่นตระหนก ความกลัว ความไม่มั่นใจหายไปสิ้น…เหลือแต่ความปีติ ความอิ่มเอิบใจ ความมั่นใจ…

…ราวกับมีอะไรบางอย่างมาบอกว่า…เราทำถูกแล้ว…และเรามาอยู่ที่นี่ เพื่อทำหน้าที่นี้ เพราะใคร…

…มือที่กำบทพูดเอาไว้แน่นค่อย ๆ คลายลง…

เมื่อเกิดสติระลึกขึ้นมาได้ว่า เรามา “ทำหน้าที่” อะไรที่นี่  ความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานก็ตั้งมั่นขึ้นอย่างไม่คลอนแคลน…

…น่าแปลกที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจน่าจะเป็นเรื่องนามธรรม  แต่ในวินาทีที่ยืนถวายความเคารพระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมีนั้น ผู้เขียนกลับสัมผัสบางอย่างได้ด้วยร่างกาย…เป็นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นจริงนานมาแล้ว….

พลังอัศจรรย์ดุจในวันที่ได้เข้าเฝ้าฯ

…นั่นคือความรู้สึกเดียวกันกับเมื่อผู้เขียนพุ่งลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกับบัณฑิตอื่น ๆ ร่วมพันคนในหอประชุมจุฬา ขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น…

…และในวินาทีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินออกมาจากด้านหลังเวที และมาประทับยืนหน้าที่ประทับ กวาดพระเนตรไปรอบ ๆ เพื่อรับการถวายความเคารพจากพวกเราเหล่าบัณฑิตใหม่…

…กลับมาที่โรงภาพยนตร์ IMAX ในวันนั้น ผู้เขียนยืนตัวตรงถวายความเคารพเหมือนวันที่ใส่ครุยบัณฑิต น้ำตาซึมขึ้นมาเองในขณะที่เพลงสรรเสริญพระบารมีใกล้จบ ร่างกายผู้เขียนสัมผัสได้ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  เป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทในวันนั้น…

ทรงพระราชทานหลักการทำงานว่า “…การใช้วิชาการ จะต้องใช้ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจและความสุขุมรอบคอบ เพื่อประโยชน์สร้างสรรค์อย่างแท้จริง…”

ทรงพระราชทานพรว่า  “…ขออวยพรให้บัณฑิตใหม่เข้มแข็งสมบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดสติปัญญา…”

ผู้เขียนได้สติขึ้นมาในวินาทีนั้นว่า  หลักการทำงานให้บรรลุผลก็ได้รับพระราชทานมาแล้ว  พรอันสูงสุดก็ได้รับพระราชทานมาแล้ว…

เรามีความสุจริตบริสุทธิ์ใจเต็มที่…ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีก!

เสียงในใจผู้เขียนกระซิบขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ทำให้พระองค์ทรงผิดหวัง  ขอถวายการพูดต่อไปนี้แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท…”

เมื่อเพลงจบลงและผู้เขียนทรุดตัวลงนั่ง  ผู้เขียนรู้สึกได้ว่าคนที่เพิ่งนั่งลงตอนนี้เป็นคนละคนกับคนที่พุ่งลุกขึ้นยืนตอนนั้น  ลมหายใจช้าลงเป็นปกติ  หัวใจไม่เต้นโครมครามอีกต่อไป  สติและสมาธิตั้งมั่น รอเวลาอย่างใจเย็นที่จะถูกเรียกให้ไปขึ้นพูด

ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง  แม้จะมีพูดสะดุดไปบ้างเล็กน้อย แต่ผู้เขียนก็จำบทพูดได้ทุกคำ ทุกตัวอักษร  จำพระราชดำรัสได้ครบถ้วนไม่ตกหล่น  นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ซ้อมมาเป็นพัน ๆ ครั้ง ที่ผู้เขียนพูดได้เช่นนั้น…

…ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ อย่างแท้จริง…

Ped 1.1

ผู้เขียนในวินาทีแรก ๆ ของการขึ้นพูดเฉลิมพระเกียรติในงาน “เป็ดเปลี่ยนโลก”

Ped 10

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ ผู้เขียนสามารถทำหน้าที่ “ผู้ให้” ได้สมความตั้งใจ

Ped 14

การพูดครั้งแรกต่อหน้าคนจำนวนมาก ถ้าไม่มี “สิ่งอัศจรรย์” มาช่วย ผู้เขียนก็คงทำไม่ได้

เมื่อลงจากเวที ผู้เขียนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น  รู้สึกขอบคุณผู้จัดที่ได้ให้โอกาสผู้เขียนทำหน้าที่เฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานสมดังที่ได้ตั้งใจไว้  และรู้สึกขอบคุณผู้ฟังทุก ๆ คนที่ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

ถอดบทเรียนมาฝาก

มีผู้ถามผู้เขียนภายหลังว่า มีคำแนะนำอะไรสำหรับผู้ที่จะต้องขึ้นพูดหรือนำเสนองานต่อหน้าคนจำนวนมากไหม

ผู้เขียนรีบออกตัวว่า  ตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  รู้แต่เพียงว่า  ถ้าเลือกได้  ให้เลือกพูดในสิ่งที่มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับตน  หรือที่ฝรั่งเรียกว่าสิ่งที่เป็น passion ของเรา

แต่ถ้าเลือกเรื่องที่จะพูดไม่ได้  ก็จงมองหาแง่มุมอันงดงามของเรื่องที่เราจะพูด  และจงนำเสนอด้วยใจที่เป็น “ผู้ให้” โดยบริสุทธิ์ใจ  จงพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟังมากที่สุด  โดยไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน

ในวันนั้น ผู้เขียนตั้งใจ “ให้” ความรู้และประสบการณ์เรื่องสติ  และ “ให้” แรงบันดาลใจเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เพื่อที่คุณผู้ฟังทุกท่านจะได้ใช้เป็นแนวทางในการสืบสานพระราชปณิธานต่อไป

สำหรับวันนี้ สิ่งที่ขอโอกาส “ให้” คุณผู้อ่านก็คือ  ให้กำลังใจว่า ถ้าคุณอยากทำความดีใด ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  ก็ขอให้มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญในการ “ลงมือทำทันที”

หากคุณรู้สึกท้อแท้ ก็ขอให้คิดถึงคำให้กำลังใจจากโฆษณาเฉลิมพระเกียรติเรื่องหนึ่งว่า “พ่อ…ทรงมองเห็นพวกเราเสมอ…”

ในวันนั้น ผู้เขียนสัมผัสได้ด้วยตนเองจริง ๆ…

…หวังว่าสักวันหนึ่ง…คงจะถึงคราวของคุณเช่นกัน…

“…การให้นี้ ไม่ว่าจะให้สิ่งใด แก่ผู้ใดโดยสถานใดก็ตาม เป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง…”

“…ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนไทยมีความสุขถ้วนหน้าด้วยการให้…”

“…ความจริงใจต่อผู้อื่น เป็นคุณธรรมสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จและความเจริญ  ผู้มีความจริงใจจะทำการสิ่งใดก็มักสำเร็จได้โดยราบรื่น…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จากหนังสือ “๑๐๘ มงคลพระบรมราโชวาท”

หน้า ๑๗, ๑๙ และ ๓๓

คลิปการพูดของผู้เขียนในงาน “เป็ดเปลี่ยนโลก”

Ped 5

คณะนักพูด “เป็ดเปลี่ยนโลก” นิสิตเก่าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

_____________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจคอร์ส ทำขนมวิถีเซน กับดร.ณัชร วันอาทิตย์ที่ 23 เม.ย. คลิก ที่นี่

สนใจงานหนังสือเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

Please follow and like us:
0