กระทบไหล่ยอดมนุษย์

With Howard Berg in front of Signs

ผู้เขียนเมื่อครั้งไปเรียนกับฮาเวิร์ด เบิร์ก เจ้าของสถิติโลกอ่านเร็ว

ในชีวิตที่รีบเร่งของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร  จะดีแค่ไหนที่เราสามารถแค่มองหน้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าเสี้ยววินาทีเดียวแล้วเข้าใจและจำเนื้อหาได้ทั้งหมด?

ทุกวันนี้อัตราเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไปอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

คุณคิดว่าเจ้าของสถิติโลกที่หนังสือกินเนสส์ บุ๊ค บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1990 สามารถอ่านได้นาทีละกี่คำ?

300?  500?  1,000?  2,000?

ผิดทุกข้อ!

ฮาเวิร์ด เบิร์ก ชาวอเมริกันผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี สามารถอ่านได้ในความเร็วเหนือมนุษย์ถึงนาทีและ 25,000 คำ!!!!

คุณอ่านไม่ผิด เขาอ่านได้นาทีละ สองหมื่นห้าพันคำ

พูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่าพวกเราทั่วไปถึง 125 เท่า!!!

และเพราะอ่านได้เร็วขนาดนี้ 27 ปีให้หลังที่เขาครองสถิติโลกก็ยังไม่มีใครโค่นเขาได้!

แถมอ่านแล้วยังจำเรื่องที่อ่านได้ด้วย  เพราะไม่ว่ากินเนสส์จะพิสูจน์อย่างไร และรายการทีวีทั่วโลกกว่า 1,100 รายการจะพิสูจน์อย่างไร  เขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจำเรื่องราวที่เขาอ่านไปได้จริง ๆ!!!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนทักษะการอ่านเร็วและการพัฒนาสมองในแง่อื่น ๆ จากฮาเวิร์ด เบิร์กโดยตรง และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสำหรับหนังสือเล่มต่อไปของผู้เขียนด้วย  จึงขอนำเรื่องราวของเขารวมทั้งเคล็ดลับการอ่านเร็วมาฝากคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้

***หมายเหตุ คุณสามารถเช็คความเร็วในการอ่านของคุณได้เมื่อคุณอ่านถึงท้ายบทความ***

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 146 ขอเสนอเรื่อง “กระทบไหล่ยอดมนุษย์”

รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ฮาเวิร์ด เกิดในย่านบรู้คลีนของนครนิวยอร์ค  ตอนที่เขายังเด็กนั้นย่านบรู้คลีนเป็นถิ่นอันตรายที่มีอาชญากรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

เด็กน้อยฮาเวิร์ดไม่สามารถออกไปเล่นในท้องถนนได้  สถานที่เดียวที่เขาสามารถจะไปซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยในย่านนั้นคือ “ห้องสมุด”

“It was the only place to play.”  (มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถเล่นได้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว

อาจเป็นเพราะ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่พวกเราเคยได้ยินมาก็ได้ว่า ถ้าคนเราทำกิจกรรมใดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ๆ

เด็กน้อยฮาเวิร์ดพบว่าเขาสามารถอ่านได้เร็วขึ้น…และเร็วขึ้น…

ชนะอุปสรรคได้ด้วยความสามารถเหนือมนุษย์

ฮาเวิร์ดเลือกเรียนสาขาชีววิทยาที่เขาชอบ เขาเริ่มสนใจเรื่องการทำงานของสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อขึ้นปีสามเขาไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากย้ายสาขาไปเรียนจิตวิทยาแทน  อาจารย์ตอบว่าหลักสูตรที่เขาเรียนนั้นทำไม่ได้  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ ก็ต้องไปเริ่มเรียนหลักสูตร 4 ปีของสาขาจิตวิทยาใหม่

ถ้าคุณเป็นฮาเวิร์ด คุณจะทำอย่างไร?

ฮาเวิร์ดตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นั่นก็คือ ลงเรียนวิชาของสาขาจิตวิทยาทั้งหมดในปีเดียว…และสอบผ่าน!  บางวิชาที่คนต้องเรียนกันทั้งภาคการศึกษานั้น ฮาเวิร์ดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

เขาสามารถได้ปริญญาสาขาจิตวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ภายในปีเดียว!!!

นำทักษะออกช่วยพัฒนาศักยภาพคน

“คุณไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือ?”  มีคนถามเขา

“อยากเรียนสิครับ ทำไมจะไม่อยาก”  ฮาเวิร์ดตอบ  แต่ปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี  ผมไปดูอัตราการจ้างงานของผู้จบปริญญาเอกสาขาที่ผมอยากเรียนคือจิตวิทยาควบชีววิทยา  ปรากฏว่าใน 1,000 คน จะมีคนได้งานเพียง 2 คนเท่านั้น!”

“ผมเลยคิดว่า ผมมีทักษะที่จะสอนคนอยู่แล้ว  สิ่งที่ผมทำอยู่คือการพัฒนาทักษะการอ่านเร็วนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาจิตวิทยาและการพัฒนาสมอง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเปิดสอนทักษะการอ่านเร็วและพัฒนาสมองเพื่อช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”

เทคนิคพื้นฐานของการอ่านเร็ว

เนื่องจากผู้เขียนเคยเรียนวิชาการอ่านเร็วที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภาคพิเศษสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา  และเคยอ่านหนังสือของนักอ่านเร็วอีกคน คือ โทนี่ บูซาน มาแล้ว  จึงพบว่า เทคนิคพื้นฐานของนักอ่านเร็วทุก ๆ คนนั้นคล้ายกัน รวมทั้งของฮาเวิร์ดด้วย

นั่นก็คือ

1) การ “ตั้งสติ” ก่อนอ่าน หรือการรู้ว่าต้องการอ่านหาข้อมูลประเภทไหน เพื่อเอาไปใช้อะไร

2) มีสมาธิระดับสูงในการอ่าน  และ

3) ใช้นิ้วมือหรือปากกาเป็นเครื่องนำสายตาในการอ่าน  และฝึกเลื่อนมือให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้สายตามองตามให้ทัน

ผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญและจากประสบการณ์ตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งวิธีเริ่มพัฒนานิสัยรักการอ่าน รายละเอียดโปรดติดตามได้ในหนังสือเล่มต่อไป

สิ่งน่าทึ่งที่ยอดมนุษย์ทำได้

นอกเหนือจากสถิติ 25,000 คำต่อชั่วโมงที่บันทึกในกินเนสส์ บุ๊ค แล้ว  ฮาเวิร์ดยังเคยสาธิตการอ่านหนังสือนิยายจำนวน 700 หน้าในเวลา 5 นาที (และจำเนื้อเรื่องได้หมดเมื่อคนถาม) ออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาใช้วิธีเปิดไปดูที่ปกหลังก่อนว่าหนังสือมีตัวละครชื่ออะไรบ้าง  แล้ว “สร้างภาพคน” หน้าตาต่าง ๆ เอาไว้

แล้วเวลาอ่าน ถึงแม้ชื่อตัวละครจะคล้ายกัน คือ Mel กับ Mol แต่เขาก็ไม่สับสน เพราะเขาวาดภาพแต่ละคนไว้ต่างกัน เขาจึงจำเนื้อเรื่องได้  อาจกล่าวได้ว่าเขาใช้เทคนิคการจำเป็นภาพประกอบไปกับทักษะการอ่านเร็วด้วย เขาจึงทำได้

ก่อนการสัมภาษณ์ฮาเวิร์ด ผู้เขียนยื่นกระดาษ A4 เนื้อหาเต็มหน้าแผ่นหนึ่งให้ฮาเวิร์ด ในนั้นเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนพร้อมทั้งคำถามที่จะถามเขาในวันนั้น  ฮาเวิร์ดรับไปดูแค่เสี้ยววินาทีก็ส่งกลับคืนมา…

…เพราะว่าเขาได้อ่านหมดและจำได้หมดแล้ว….

ครั้งหนึ่งฮาเวิร์ดได้อ่านกฎหมายสาธารณสุขของสหรัฐที่เพิ่งออกมาใหม่ทั้งหมด 1,500 หน้ากระดาษ A4 จบทั้งหมดภายใน 50 นาทีออกรายการโทรทัศน์  และสามารถกล่าวสรุปเนื้อหาทั้งหมดปากเปล่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

คุณสามารถชมความเร็วของฮาเวิร์ดตอนอ่านกฏหมายสาธารณสุขพร้อมทั้งการสรุปเนื้อหากฏหมายดังกล่าวได้อย่างแม่นยำได้ที่คลิปความยาว 2 นาทีกว่าต่อไปนี้

เคล็ดลับที่แท้จริง

ในชั้นเรียนการฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเร็วของการพัฒนาสมองนั้น ฮาเวิร์ดสอนการฝึกสมาธิอยู่สองแบบ  ตรงนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่าคือเคล็ดลับที่แท้จริงของฮาเวิร์ด  เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตอนเขาหนุ่ม ๆ นั้นเขาเคยไปฝึกสมาธิกับสำนักโยคะแห่งหนึ่งเป็นประจำ  ไปช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และไปอยู่ที่สำนักเลยทุกเสาร์อาทิตย์

เขาบอกผู้เขียนว่า ในช่วงนั้นเอง ที่เขาค้นพบว่าความเร็วการอ่านของเขาพุ่งทะยานราวกับติดจรวด  ทุกวันนี้ ฮาเวิร์ดยังนั่งสมาธิวันละ 20-30 นาที  และก่อนการอ่านเพื่อการทดสอบครั้งใหญ่ ๆ ทุกครั้ง เช่นการอ่านกฏหมายสาธารณสุขในคลิปก่อนหน้า เขาจะนั่งสมาธิถึง 90 นาทีก่อนเริ่มอ่าน

และเวลาที่เขาอ่านนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนอกจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ตรงหน้า  เขาไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น  นับเป็นสมาธิขั้นลึกอย่างแท้จริง

interview cropped

ผู้เขียนสัมภาษณ์ Howard Berg ถึงวิธีอ่านหนังสือจนสามารถทำสถิติโลกได้ และขอให้เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมารักการอ่านหนังสือ

ยิ่งให้ ยิ่งได้

ฮาเวิร์ดกล่าวว่าสิ่งที่เขามีเป็นพรสวรรค์ก็จริง  แต่ทักษะที่เขาค้นพบเป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ในระดับหนึ่ง  คือทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วการอ่านได้อย่างน้อย 1 เท่าแน่ ๆ เขาจึงอุทิศตัวทุ่มเทสอนทักษะของเขามาโดยตลอด  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาอยากช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือมาก ๆ เป็นเคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของชีวิต

นอกจากโรงเรียนของเขาแล้ว เขายังไปสอนเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสอยู่เป็นประจำตามองค์กรการกุศลต่าง ๆด้วย

“You’ve got to give.”  (คนเราต้องเป็นผู้ให้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว  “You’ve got to pass it on.”  (เราต้องส่งต่อสิ่งที่เรารู้ให้กับคนรุ่นหลัง)

Getting Cert Cropped

ผู้เขียนรับประกาศนียบัตรการฝึกอ่านเร็วและพัฒนาสมองจากคอร์ส 2 วันของฮาเวิร์ด เบิร์ก

GS 146 Howard Berg

ตอนรับใบประกาศ ฮาเวิร์ดบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้โครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในหมู่คนไทยของคุณประสบความสำเร็จนะครับ  มันเป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”

เคล็ดลับทีเด็ดปิดท้าย

ตอนที่ทราบว่าฮาเวิร์ดอายุเกือบจะ 70 ปีแล้วนั้น  ผู้เขียนตกใจมาก  เพราะเขายังดูสดใสอารมณ์ดี และมีเรี่ยวแรงสอนอย่างอึดได้ตลอดวันแรงไม่มีตกราวกับคนที่แข็งแรงคนหนึ่ง  ผู้เขียนเองในวัย 50 ปียังไม่คิดว่าตัวเองสามารถสอนทั้งวันแบบแรงไม่ตกติดต่อกันสองวันรวดได้เหมือนเขา จึงถามว่าเขาทำได้อย่างไร

“You’ve got to keep your brain young.”  (คุณต้องพยายามรักษาสมองคุณให้เยาว์วัยอยู่เสมอ)  ฮาเวิร์ดกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย  “The rest will follow.” (อย่างอื่นจะตามมาเอง)

ทุกวันนี้ฮาเวิร์ดยังว่ายน้ำครั้งละ 2-3 ไมล์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับกับการเดินบนสายพาน  ถึงแม้เขาจะดูตัวใหญ่แบบคนอเมริกัน  แต่เขาก็แข็งแรงมาก  วันแรกที่เขาสอนเขาใช้แอพพลิเคชั่นวัดระยะทางเดินแล้วพบว่า เขาเดินไปถึง 2 ไมล์ในช่วงการเดินไปเดินมาในชั้นเรียนทั้งวัน

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอของฮาเวิร์ดติดต่อกันมากว่า 30 ปีมีส่วนช่วยให้เขาดูอ่อนเยาว์และช่วยรักษาประสิทธิภาพของสมองของเขาอย่างมากเช่นกัน

“คุณคิดว่าคุณจะอ่านได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ไหมครับคุณฮาเวิร์ด”  ผู้เรียนคนหนึ่งยกมือถาม

“ถ้าเขาสามารถให้ผมอ่านบนกระดาษแผ่นที่ใหญ่ขึ้นที่บรรจุจำนวนคำลงไปได้มากกว่านี้ต่อ 1 หน้า ผมก็จะอ่านได้จำนวนคำต่อนาทีสูงกว่านี้ครับ  เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้ผมเสียเวลาที่สุดคือการพลิกเปลี่ยนหน้าครับ”  ฮาเวิร์ดกล่าวอย่างจริงจัง

โอ…เชื่อแล้ว…ว่าคุณเป็นยอดมนุษย์….

ข้อคิดที่ได้จากการคุยกับฮาเวิร์ด เบิร์ก

  1. ผู้ที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฮาเวิร์ดเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง  คือ 1) การเลือกไปอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเมื่อต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  2) การฮึดสู้เรียนปริญญาตรีอีกใบในเวลาเพียง 1 ปีเมื่ออาจารย์ปฏิเสธไม่ให้ย้ายสาขาวิชา  และ 3) การเลือกที่จะออกมาตั้งโรงเรียนสอนการอ่านเร็วและพัฒนาสมองด้วยตนเองเมื่อพบว่า คนเรียนปริญญาเอกสาขาที่เขาอยากเรียนส่วนใหญ่จะตกงาน

 

  1. ยิ่งให้ ยิ่งได้ ฮาเวิร์ดอุทิศตนสอนฟรีอยู่เป็นประจำ  แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ของเขา http://mrreader.com/  ก็มีเนื้อหาต่าง ๆ ให้คนไปเรียนรู้ได้ฟรี ๆ  เพราะเหตุนี้ คนถึงรู้จักเขามากมาย และช่วยเหลือสนับสนุนการงานของเขา

 

  1. การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

***ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณอ่านได้ในความเร็วกี่คำในหนึ่งนาที  ให้คุณลองดูว่าคุณใช้เวลาอ่านบทความนี้นานกี่นาที  จบย่อหน้านี้ มีทั้งหมด  2,120  คำ  ถ้าฮาเวิร์ดอ่านภาษาไทยได้ เขาจะสามารถอ่านบทความยาวขนาดนี้ได้ 10 บทความภายในเวลาเพียง 1 นาที***

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนา 8 วัน มาแล้ว 65 ครั้ง คอร์สของท่านติช นัท ฮันห์ 1 ครั้ง  สนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานหนังสือดร.ณัชร คลิก ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

นักธรรมพบนักธุรกิจ

Screen Shot 2560-06-09 at 7.14.50 PM

คุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ แห่งเพจ Trick of the Trade กำลังตั้งคำถามผู้เขียนในรายการ Live

เมื่อนักธรรมเอกพบกับนักธุรกิจจะเกิดอะไรขึ้น?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 141 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “นักธรรม พบ นักธุรกิจ”

ไม่นานมานี้  ผู้เขียนได้รับเชิญไปออก Live กับคุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ ที่ปรึกษาธุรกิจจะดับแนวหน้าแห่งเพจ Trick of the Trade ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ด้านธุรกิจชื่อ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย”

คุณปิ๊กได้จุดประกายให้ผู้เขียนมากมาย  และด้วยความ “ใจเด็ก” นี้เอง  ทำให้ผู้เขียนกล้าสมัครเข้ารับการอบรมจากคุณปิ๊กใน project ชื่อ  แปลงร่าง 1.0  ทันที  ทั้ง ๆ ที่คุณปิ๊กอายุน้อยกว่าผู้เขียนแท้ ๆ

Project แปลงร่างนี้เป็นงานสาธารณะกุศลที่คุณปิ๊กจะเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการรายย่อย 6 รายได้มีโอกาสค่อย ๆ แปลงร่างจากดักแด้จนเป็นผีเสื้อที่โบยบินได้

การอบรมครั้งแรกเพิ่งผ่านไป  ผู้เขียนได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก  จึงขอนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

จะเรียกว่าเป็นการมองการพัฒนาธุรกิจด้วยหลักธรรมก็ได้

อริยสัจ Model

การพบกันครั้งแรก คุณปิ๊กตั้งชื่อว่า Defining Problems, Competitive Landscape, and Your Strengths

ผู้เขียนฟังไปฟังมา แล้วจดโน้ตในสมุดตัวเองว่า นี่คือหลักการพัฒนาธุรกิจด้วย “อริยสัจ Model”  (ผู้เขียนตั้งเองโดยสรุปจากเนื้อหาที่คุณปิ๊กสอน)  นั่นคือ

1)  เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่จะมอง “ปัญหา” ของตนเองในส่วน “ผล” เท่านั้น  ถ้าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นต้อง “สาวไปหาเหตุ”   ให้เจอก่อน

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผู้เขียนไหมว่าฟังเหมือนขั้นตอนที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ 2 ข้อแรกในอริยสัจสี่ไม่มีผิด

2)  การแก้ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลก็จะเปลี่ยน

ฟังถึงตรงนี้ พระคาถาของพระอัสสชิที่สอนอุปติสสะมาณพ (ภายหลังได้เป็นพระสารีบุตร) ก็ลอยขึ้นมาในใจ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา      ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ

เตสํ เหตุ ตถาคโต           พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ        และความดับของธรรมเหล่านั้น

เอวํ วาที มหาสมโณ       พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

แปลสรุปสั้น ๆ ได้ว่า  “ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  ถ้าเหตุดับ ผลก็ดับ”

3)  ดังนั้นสิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องทำ คือ หา “สมุทัย”  (เหตุแห่งทุกข์) ให้เจอ

4)  จากนั้นจึงหาว่าตอนนี้ธุรกิจเรา “ยืนอยู่ตรงไหน”  และตั้งเป้าว่าจะย้ายไปที่ใด

คล้าย ๆ กับการปักหมุดจุดที่เป็นนิโรธ คือจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์ (ปราศจากปัญหา) เอาไว้ให้เห็นชัดว่าอยู่ที่ไหน แล้วจะได้ออกเดินไปตามมรรค หรือเส้นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้

5)  ลำดับต่อไปเจ้าของธุรกิจต้องมองให้ขาดว่า  คนมาซื้อสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมที่เราอยู่เพราะอะไร  หรือการมองว่าสินค้าหรือบริการของเราไปช่วย “ดับทุกข์” ใดของผู้ซื้อนั่นเอง

ยิ่ง list ออกมาได้มากแค่ไหน  ก็จะยิ่งหาจุดยืนบนมรรคได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

6)  พอ list เหตุผลที่คนมาซื้อสินค้าในอุตสาหกรรมเราออกมาได้แล้ว  ก็ให้เลือก 2 ข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดและตรงกับเรามากที่สุด  แล้วทำเป็น Positioning Map  หรือแผนผังที่ยืนของเรา

แล้วก็วางตำแหน่ง Now (ทุกข์) กับ Next (นิโรธ) ลงไปในแผนผังนั้น

7)  จากนั้นคุณปิ๊กสั่งให้ทุกคนทดลองหาจุดแข็งของตนเอง (มีจับเวลาด้วยทุกขั้นตอน กดดันมาก 55555)  โดยจุดแข็งต้องมีลักษณะดังนี้

7.1)  ควบคุมได้  เช่น คุณภาพ

7.2)  เราเป็นเจ้าของ  เช่น องค์ความรู้

7.3)  คนอื่นมีอย่างเราไม่ได้  ข้อนี้แล้วแต่ธุรกิจใคร ธุรกิจมัน

ในชั้นเรียนนี้ สิ่งที่ทุกคนเขียนออกมาถูกคุณปิ๊กแก้เสียเละ 55555  แล้วโดนสั่งให้กลับไปทำมาใหม่เป็นการบ้าน

การบ้านสะท้านธรรม

การบ้านสามอย่างซึ่งผู้เขียนจดในแบบที่ตนเองเข้าใจ ได้แก่
1)  หาสมุทัยตนเองให้เจอ

นั่นคือ หาสาเหตุของปัญหาที่ธุรกิจตนกำลังประสบอยู่ให้เจอ

2)  หานิโรธให้เจอ แล้วหาด้วยว่าต้นทางของมรรคที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้อยู่ตรงไหน

ซึ่งคือ การให้ไปทำ Positioning Map ตามหลักการตลาดนั่นเอง

และ

3)  หา “พลัง” ของเราให้เจอ

นั่นคือ หาว่าจุดแข็ง (Strengths) ของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง

คำว่า Strengths ตรงกับภาษาบาลีว่า “พล”  (อ่านว่า พะ-ละ) หรือบางครั้งก็ผันตามไวยากรณ์เป็น พลํ (พะ-ลัง)

เอาล่ะซี่…ให้นักธรรมเอกไปหาจุดแข็งธุรกิจ…จะหาอย่างไรดี?

อยู่ ๆ สุภาษิตหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัว  “นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ  แรงใดเสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี”

ดังนั้น จุดแข็งของแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน  ก็อยู่ที่ว่าคนนั้น “ลงมือทำ” อะไรนั่นเอง!!!  (การลงมือทำ = กรรม)

แล้วการกระทำแบบไหนจะจัดเป็น “พลัง” ของเราได้?

ก็การกระทำที่เราทำบ่อย ๆ หรือ อาจิณณกรรม ไง!!!

จุดแข็งเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วย “สติ”

แต่ทำบ่อย ๆ อย่างเดียวไม่พอ  ต้องทำโดยมีสติรู้ตัวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นกรรม

ถ้าทำอะไรไปลอย ๆ แบบไม่มีเจตนาหรือความตั้งใจที่ชัดเจน  ไม่จัดว่าเป็นกรรม

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ  ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น จึงจะเป็นกรรมได้”

รู้หรือไม่ว่าตัวเจตนา ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าความรับรู้  ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง  คือ

๑) บุพเจตนา เจตนาก่อนทำ

๒) มุญจนเจตนา เจตนาในขณะกำลังทำ  และ

๓)  อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว

ธุรกิจที่ “ตั้งใจ” ทำอะไรเป็นประจำ มีความตั้งใจทั้งในขั้นวางแผน  ตั้งใจในขั้นลงมือปฏิบัติ และตั้งใจติดตามผลหลังผลิต  ก็น่าจะกล่าวได้ว่ามีสิ่งนั้นเป็นจุดแข็ง

ฉันใดฉันนั้น  สิ่งใดที่เรา “ตั้งใจ” ทำเป็นประจำในระดับปัจเจกบุคคล  ก็น่าจะเป็นจุดแข็งของเราด้วย

ว่าแล้วผู้เขียนขอให้การบ้านคุณผู้อ่านต่อเลยว่า  คุณมีจุดแข็งด้านไหนกันบ้าง?

เชิญนำไปขบคิดและเขียนตอบในช่องคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัย

 

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ก็ลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่า ถ้าคุณต้องจีบใคร  หรือต้องการให้ใครมาจีบ  คุณจะทำอย่างไร  ไม่แน่ คุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไว้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จก็ได้เพราะคุณได้พบจุดแข็งของคุณแล้ว!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก (นักธรรมเอก) สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

Love Promo with Book

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0