กระทบไหล่ยอดมนุษย์

With Howard Berg in front of Signs

ผู้เขียนเมื่อครั้งไปเรียนกับฮาเวิร์ด เบิร์ก เจ้าของสถิติโลกอ่านเร็ว

ในชีวิตที่รีบเร่งของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร  จะดีแค่ไหนที่เราสามารถแค่มองหน้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าเสี้ยววินาทีเดียวแล้วเข้าใจและจำเนื้อหาได้ทั้งหมด?

ทุกวันนี้อัตราเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไปอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

คุณคิดว่าเจ้าของสถิติโลกที่หนังสือกินเนสส์ บุ๊ค บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1990 สามารถอ่านได้นาทีละกี่คำ?

300?  500?  1,000?  2,000?

ผิดทุกข้อ!

ฮาเวิร์ด เบิร์ก ชาวอเมริกันผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี สามารถอ่านได้ในความเร็วเหนือมนุษย์ถึงนาทีและ 25,000 คำ!!!!

คุณอ่านไม่ผิด เขาอ่านได้นาทีละ สองหมื่นห้าพันคำ

พูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่าพวกเราทั่วไปถึง 125 เท่า!!!

และเพราะอ่านได้เร็วขนาดนี้ 27 ปีให้หลังที่เขาครองสถิติโลกก็ยังไม่มีใครโค่นเขาได้!

แถมอ่านแล้วยังจำเรื่องที่อ่านได้ด้วย  เพราะไม่ว่ากินเนสส์จะพิสูจน์อย่างไร และรายการทีวีทั่วโลกกว่า 1,100 รายการจะพิสูจน์อย่างไร  เขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจำเรื่องราวที่เขาอ่านไปได้จริง ๆ!!!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนทักษะการอ่านเร็วและการพัฒนาสมองในแง่อื่น ๆ จากฮาเวิร์ด เบิร์กโดยตรง และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสำหรับหนังสือเล่มต่อไปของผู้เขียนด้วย  จึงขอนำเรื่องราวของเขารวมทั้งเคล็ดลับการอ่านเร็วมาฝากคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้

***หมายเหตุ คุณสามารถเช็คความเร็วในการอ่านของคุณได้เมื่อคุณอ่านถึงท้ายบทความ***

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 146 ขอเสนอเรื่อง “กระทบไหล่ยอดมนุษย์”

รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ฮาเวิร์ด เกิดในย่านบรู้คลีนของนครนิวยอร์ค  ตอนที่เขายังเด็กนั้นย่านบรู้คลีนเป็นถิ่นอันตรายที่มีอาชญากรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

เด็กน้อยฮาเวิร์ดไม่สามารถออกไปเล่นในท้องถนนได้  สถานที่เดียวที่เขาสามารถจะไปซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยในย่านนั้นคือ “ห้องสมุด”

“It was the only place to play.”  (มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถเล่นได้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว

อาจเป็นเพราะ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่พวกเราเคยได้ยินมาก็ได้ว่า ถ้าคนเราทำกิจกรรมใดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ๆ

เด็กน้อยฮาเวิร์ดพบว่าเขาสามารถอ่านได้เร็วขึ้น…และเร็วขึ้น…

ชนะอุปสรรคได้ด้วยความสามารถเหนือมนุษย์

ฮาเวิร์ดเลือกเรียนสาขาชีววิทยาที่เขาชอบ เขาเริ่มสนใจเรื่องการทำงานของสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อขึ้นปีสามเขาไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากย้ายสาขาไปเรียนจิตวิทยาแทน  อาจารย์ตอบว่าหลักสูตรที่เขาเรียนนั้นทำไม่ได้  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ ก็ต้องไปเริ่มเรียนหลักสูตร 4 ปีของสาขาจิตวิทยาใหม่

ถ้าคุณเป็นฮาเวิร์ด คุณจะทำอย่างไร?

ฮาเวิร์ดตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นั่นก็คือ ลงเรียนวิชาของสาขาจิตวิทยาทั้งหมดในปีเดียว…และสอบผ่าน!  บางวิชาที่คนต้องเรียนกันทั้งภาคการศึกษานั้น ฮาเวิร์ดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

เขาสามารถได้ปริญญาสาขาจิตวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ภายในปีเดียว!!!

นำทักษะออกช่วยพัฒนาศักยภาพคน

“คุณไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือ?”  มีคนถามเขา

“อยากเรียนสิครับ ทำไมจะไม่อยาก”  ฮาเวิร์ดตอบ  แต่ปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี  ผมไปดูอัตราการจ้างงานของผู้จบปริญญาเอกสาขาที่ผมอยากเรียนคือจิตวิทยาควบชีววิทยา  ปรากฏว่าใน 1,000 คน จะมีคนได้งานเพียง 2 คนเท่านั้น!”

“ผมเลยคิดว่า ผมมีทักษะที่จะสอนคนอยู่แล้ว  สิ่งที่ผมทำอยู่คือการพัฒนาทักษะการอ่านเร็วนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาจิตวิทยาและการพัฒนาสมอง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเปิดสอนทักษะการอ่านเร็วและพัฒนาสมองเพื่อช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”

เทคนิคพื้นฐานของการอ่านเร็ว

เนื่องจากผู้เขียนเคยเรียนวิชาการอ่านเร็วที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภาคพิเศษสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา  และเคยอ่านหนังสือของนักอ่านเร็วอีกคน คือ โทนี่ บูซาน มาแล้ว  จึงพบว่า เทคนิคพื้นฐานของนักอ่านเร็วทุก ๆ คนนั้นคล้ายกัน รวมทั้งของฮาเวิร์ดด้วย

นั่นก็คือ

1) การ “ตั้งสติ” ก่อนอ่าน หรือการรู้ว่าต้องการอ่านหาข้อมูลประเภทไหน เพื่อเอาไปใช้อะไร

2) มีสมาธิระดับสูงในการอ่าน  และ

3) ใช้นิ้วมือหรือปากกาเป็นเครื่องนำสายตาในการอ่าน  และฝึกเลื่อนมือให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้สายตามองตามให้ทัน

ผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญและจากประสบการณ์ตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งวิธีเริ่มพัฒนานิสัยรักการอ่าน รายละเอียดโปรดติดตามได้ในหนังสือเล่มต่อไป

สิ่งน่าทึ่งที่ยอดมนุษย์ทำได้

นอกเหนือจากสถิติ 25,000 คำต่อชั่วโมงที่บันทึกในกินเนสส์ บุ๊ค แล้ว  ฮาเวิร์ดยังเคยสาธิตการอ่านหนังสือนิยายจำนวน 700 หน้าในเวลา 5 นาที (และจำเนื้อเรื่องได้หมดเมื่อคนถาม) ออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาใช้วิธีเปิดไปดูที่ปกหลังก่อนว่าหนังสือมีตัวละครชื่ออะไรบ้าง  แล้ว “สร้างภาพคน” หน้าตาต่าง ๆ เอาไว้

แล้วเวลาอ่าน ถึงแม้ชื่อตัวละครจะคล้ายกัน คือ Mel กับ Mol แต่เขาก็ไม่สับสน เพราะเขาวาดภาพแต่ละคนไว้ต่างกัน เขาจึงจำเนื้อเรื่องได้  อาจกล่าวได้ว่าเขาใช้เทคนิคการจำเป็นภาพประกอบไปกับทักษะการอ่านเร็วด้วย เขาจึงทำได้

ก่อนการสัมภาษณ์ฮาเวิร์ด ผู้เขียนยื่นกระดาษ A4 เนื้อหาเต็มหน้าแผ่นหนึ่งให้ฮาเวิร์ด ในนั้นเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนพร้อมทั้งคำถามที่จะถามเขาในวันนั้น  ฮาเวิร์ดรับไปดูแค่เสี้ยววินาทีก็ส่งกลับคืนมา…

…เพราะว่าเขาได้อ่านหมดและจำได้หมดแล้ว….

ครั้งหนึ่งฮาเวิร์ดได้อ่านกฎหมายสาธารณสุขของสหรัฐที่เพิ่งออกมาใหม่ทั้งหมด 1,500 หน้ากระดาษ A4 จบทั้งหมดภายใน 50 นาทีออกรายการโทรทัศน์  และสามารถกล่าวสรุปเนื้อหาทั้งหมดปากเปล่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

คุณสามารถชมความเร็วของฮาเวิร์ดตอนอ่านกฏหมายสาธารณสุขพร้อมทั้งการสรุปเนื้อหากฏหมายดังกล่าวได้อย่างแม่นยำได้ที่คลิปความยาว 2 นาทีกว่าต่อไปนี้

เคล็ดลับที่แท้จริง

ในชั้นเรียนการฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเร็วของการพัฒนาสมองนั้น ฮาเวิร์ดสอนการฝึกสมาธิอยู่สองแบบ  ตรงนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่าคือเคล็ดลับที่แท้จริงของฮาเวิร์ด  เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตอนเขาหนุ่ม ๆ นั้นเขาเคยไปฝึกสมาธิกับสำนักโยคะแห่งหนึ่งเป็นประจำ  ไปช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และไปอยู่ที่สำนักเลยทุกเสาร์อาทิตย์

เขาบอกผู้เขียนว่า ในช่วงนั้นเอง ที่เขาค้นพบว่าความเร็วการอ่านของเขาพุ่งทะยานราวกับติดจรวด  ทุกวันนี้ ฮาเวิร์ดยังนั่งสมาธิวันละ 20-30 นาที  และก่อนการอ่านเพื่อการทดสอบครั้งใหญ่ ๆ ทุกครั้ง เช่นการอ่านกฏหมายสาธารณสุขในคลิปก่อนหน้า เขาจะนั่งสมาธิถึง 90 นาทีก่อนเริ่มอ่าน

และเวลาที่เขาอ่านนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนอกจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ตรงหน้า  เขาไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น  นับเป็นสมาธิขั้นลึกอย่างแท้จริง

interview cropped

ผู้เขียนสัมภาษณ์ Howard Berg ถึงวิธีอ่านหนังสือจนสามารถทำสถิติโลกได้ และขอให้เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมารักการอ่านหนังสือ

ยิ่งให้ ยิ่งได้

ฮาเวิร์ดกล่าวว่าสิ่งที่เขามีเป็นพรสวรรค์ก็จริง  แต่ทักษะที่เขาค้นพบเป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ในระดับหนึ่ง  คือทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วการอ่านได้อย่างน้อย 1 เท่าแน่ ๆ เขาจึงอุทิศตัวทุ่มเทสอนทักษะของเขามาโดยตลอด  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาอยากช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือมาก ๆ เป็นเคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของชีวิต

นอกจากโรงเรียนของเขาแล้ว เขายังไปสอนเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสอยู่เป็นประจำตามองค์กรการกุศลต่าง ๆด้วย

“You’ve got to give.”  (คนเราต้องเป็นผู้ให้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว  “You’ve got to pass it on.”  (เราต้องส่งต่อสิ่งที่เรารู้ให้กับคนรุ่นหลัง)

Getting Cert Cropped

ผู้เขียนรับประกาศนียบัตรการฝึกอ่านเร็วและพัฒนาสมองจากคอร์ส 2 วันของฮาเวิร์ด เบิร์ก

GS 146 Howard Berg

ตอนรับใบประกาศ ฮาเวิร์ดบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้โครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในหมู่คนไทยของคุณประสบความสำเร็จนะครับ  มันเป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”

เคล็ดลับทีเด็ดปิดท้าย

ตอนที่ทราบว่าฮาเวิร์ดอายุเกือบจะ 70 ปีแล้วนั้น  ผู้เขียนตกใจมาก  เพราะเขายังดูสดใสอารมณ์ดี และมีเรี่ยวแรงสอนอย่างอึดได้ตลอดวันแรงไม่มีตกราวกับคนที่แข็งแรงคนหนึ่ง  ผู้เขียนเองในวัย 50 ปียังไม่คิดว่าตัวเองสามารถสอนทั้งวันแบบแรงไม่ตกติดต่อกันสองวันรวดได้เหมือนเขา จึงถามว่าเขาทำได้อย่างไร

“You’ve got to keep your brain young.”  (คุณต้องพยายามรักษาสมองคุณให้เยาว์วัยอยู่เสมอ)  ฮาเวิร์ดกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย  “The rest will follow.” (อย่างอื่นจะตามมาเอง)

ทุกวันนี้ฮาเวิร์ดยังว่ายน้ำครั้งละ 2-3 ไมล์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับกับการเดินบนสายพาน  ถึงแม้เขาจะดูตัวใหญ่แบบคนอเมริกัน  แต่เขาก็แข็งแรงมาก  วันแรกที่เขาสอนเขาใช้แอพพลิเคชั่นวัดระยะทางเดินแล้วพบว่า เขาเดินไปถึง 2 ไมล์ในช่วงการเดินไปเดินมาในชั้นเรียนทั้งวัน

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอของฮาเวิร์ดติดต่อกันมากว่า 30 ปีมีส่วนช่วยให้เขาดูอ่อนเยาว์และช่วยรักษาประสิทธิภาพของสมองของเขาอย่างมากเช่นกัน

“คุณคิดว่าคุณจะอ่านได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ไหมครับคุณฮาเวิร์ด”  ผู้เรียนคนหนึ่งยกมือถาม

“ถ้าเขาสามารถให้ผมอ่านบนกระดาษแผ่นที่ใหญ่ขึ้นที่บรรจุจำนวนคำลงไปได้มากกว่านี้ต่อ 1 หน้า ผมก็จะอ่านได้จำนวนคำต่อนาทีสูงกว่านี้ครับ  เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้ผมเสียเวลาที่สุดคือการพลิกเปลี่ยนหน้าครับ”  ฮาเวิร์ดกล่าวอย่างจริงจัง

โอ…เชื่อแล้ว…ว่าคุณเป็นยอดมนุษย์….

ข้อคิดที่ได้จากการคุยกับฮาเวิร์ด เบิร์ก

  1. ผู้ที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฮาเวิร์ดเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง  คือ 1) การเลือกไปอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเมื่อต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  2) การฮึดสู้เรียนปริญญาตรีอีกใบในเวลาเพียง 1 ปีเมื่ออาจารย์ปฏิเสธไม่ให้ย้ายสาขาวิชา  และ 3) การเลือกที่จะออกมาตั้งโรงเรียนสอนการอ่านเร็วและพัฒนาสมองด้วยตนเองเมื่อพบว่า คนเรียนปริญญาเอกสาขาที่เขาอยากเรียนส่วนใหญ่จะตกงาน

 

  1. ยิ่งให้ ยิ่งได้ ฮาเวิร์ดอุทิศตนสอนฟรีอยู่เป็นประจำ  แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ของเขา http://mrreader.com/  ก็มีเนื้อหาต่าง ๆ ให้คนไปเรียนรู้ได้ฟรี ๆ  เพราะเหตุนี้ คนถึงรู้จักเขามากมาย และช่วยเหลือสนับสนุนการงานของเขา

 

  1. การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

***ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณอ่านได้ในความเร็วกี่คำในหนึ่งนาที  ให้คุณลองดูว่าคุณใช้เวลาอ่านบทความนี้นานกี่นาที  จบย่อหน้านี้ มีทั้งหมด  2,120  คำ  ถ้าฮาเวิร์ดอ่านภาษาไทยได้ เขาจะสามารถอ่านบทความยาวขนาดนี้ได้ 10 บทความภายในเวลาเพียง 1 นาที***

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนา 8 วัน มาแล้ว 65 ครั้ง คอร์สของท่านติช นัท ฮันห์ 1 ครั้ง  สนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานหนังสือดร.ณัชร คลิก ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล

airbnb greeting

Cr ภาพ Huffington Post

            เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อไฟลท์ของแพรเดินทางถึงกรุงลอนดอน  เธอก็ลากกระเป๋าใบย่อมขึ้นรถไฟสาย Heathrow Express ไปลงที่สถานี Paddington ก่อนจะต่อรถไฟเพื่อไปที่ย่าน King’s Cross

เมื่อก้าวออกมาจากสถานีปลายทางแพรหยุดยืนมองไปรอบ ๆ ลมหนาวยามเช้าพัดกรูมากระทบใบหน้า แพรจับผ้าพันคอที่ตกลงมากลับขึ้นพาดบ่า  หยิบมือถือของเธอขึ้นมาเปิด Google Map แล้วออกเดินตามเส้นทางไปสู่ที่พักของเธอ

เสียงรองเท้าบู้ทของเธอกระทบพื้นทางเดินเป็นจังหวะกรึก กรึก สะท้อนเสียงหัวใจเธอที่กำลังเต้นตึ้กตั้ก…

แพรเลือกมาพักย่านนี้เพราะได้อ่านรีวิวมาว่าเป็นย่านที่พักอาศัยที่กำลัง hip ของลอนดอน  มีร้านอาหารเก๋ ๆ มากมาย

ในที่สุดแพรก็ลากกระเป๋าเดินทางมาถึงที่บ้านของคริสโตเฟอร์ โปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรงผู้เริ่มทำ startup ของตนเองมาได้สักพัก  และกำลังไปได้สวย

ทั้งสองคนพบกันบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง  แพรชอบรอยยิ้มซื่อ ๆ จริงใจของคริสโตเฟอร์  และอพาร์ทเมนท์ของเขาก็ดูอบอุ่นและสะดวกสบาย…

คริสโตเฟอร์ไม่ใช่แฟนหนุ่มของแพรหรือแม้แต่คนที่เธอกำลังดูใจ  แต่เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของที่พักอาศัยกว่า 650,000 คนใน 192 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศเปิดที่พักของตนให้นักเดินทางจากต่างถิ่นเข้าพัก

แพรกับคริสโตเฟอร์รู้จักกันผ่านเว็บไซต์ที่ชื่อ…Airbnb

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 143 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล”

ยินดีต้อนรับสู่ เศรษฐกิจแบ่งปัน

เรื่องของแพรด้านบนทุกวันนี้เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลกทุกครั้งที่คนใช้บริการของ airbnb, uber ฯลฯ  ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ผ่านระบบดิจิทัลได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจแบ่งปัน คือ การนำเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่มาสร้างรายได้โดยการให้ผู้อื่นเช่าหรือให้ยืมใช้ในช่วงเวลาที่เจ้าของไม่ได้ใช้ทรัพย์สินนั้น

นอกจากบ้านและรถแล้ว ยังมีการเอา “เวลาว่าง” ของตนมา “ให้คนอื่นยืมไปใช้หรือว่าจ้าง” โดยการรับจ้างทำงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย

คุณผู้อ่านที่เคยซื้อเฟอร์นิเจอจากอิเกียมาพยายามประกอบเองคงจะเคยปวดหัวกับเรื่องนี้มาแล้ว  แต่ทุกวันนี้อย่างน้อยในโลกตะวันตกคุณสามารถหาคนมารับจ้างประกอบให้คุณได้อย่างมืออาชีพ (และถูกกว่าช่างอิเกีย) จากเวบไซต์ชื่อ taskrabbit.com

Screen Shot 2560-07-01 at 4.42.17 PM

ตัวอย่างงานจากหน้าเวบไซต์ taskrabbit.com

สำหรับคนรักสุนัขที่รู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ต้องเอาสุนัขแสนรักไปฝากไว้ในกรงเล็ก ๆ ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ เมื่อคุณต้องเดินทางไกล คุณก็สามารถไปหา “พี่เลี้ยงสุนัข” ได้ที่เวบไซต์ชื่อ dogvacay.com เพื่อฝากเจ้าตัวโปรดของคุณไว้ที่บ้านของผู้รักสุนัขที่จะคอยดูแลสุนัขของคุณเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านของตัวเอง

Screen Shot 2560-07-01 at 4.44.07 PM

หน้าเพจ dogvacay.com

ข้อดี v. ข้อเสีย

ในทางเศรษฐศาสตร์  เศรษฐกิจแบ่งปันดีตรงที่เราได้นำทรัพย์สินและทรัพยากรอย่างเช่น เวลา ที่ปกติแล้วไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่และคุ้มค่าขึ้น

แถมผู้บริโภคยังมีทางเลือกหลากหลายขึ้น สังคมก็สามารถลดการผลิตที่ไม่จำเป็น  จึงช่วยลดมลพิษ ลดขยะ  ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

…แถมยังมีโอกาสได้พบคนรู้ใจอีกด้วย…

ข้อเสียคือธุรกิจแบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น แท็กซี่ หรือโรงแรม อาจมีการลดการจ้างงาน ลดการผลิตรถยนต์หรือชะลอการสร้างตึก ซึ่งมีผลทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะวัดการเติบโตด้วยการดูที่ผลผลิตมวลรวม (GDP)

การจะดูแต่ตัว GDP อย่างเดียวนั้นดีหรือไม่เรายกไว้ก่อน   สิ่งที่สะดุดตาผู้เขียนมากกว่าในเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปันคือเรื่อง “การให้ความไว้วางใจ”

เพราะก่อนที่คุณจะเปิดบ้านให้ใครเข้ามาพัก หรือไปพักบ้านคนแปลกหน้า รับคนแปลกหน้าขึ้นรถ หรือขึ้นรถคนแปลกหน้า จ้างคนแปลกหน้ามาประกอบเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคุณ หรือส่งสุนัขของคุณไปอยู่บ้านคนแปลกหน้า  คุณจะต้องมีระดับความไว้วางใจในตัวผู้นั้นมากทีเดียวใช่หรือไม่

คนเราจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้ไหมนะ…?

นั่นคือสาเหตุที่แพรเดินใจเต้นตึ้กตั้กไปที่บ้านของคริสโตเฟอร์ ชายหนุ่มที่เธอไม่เคยพบแม้แต่ครั้งเดียว…

แต่แพรไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่ใช้บริการของ Airbnb  ทราบหรือไม่ว่าสัดส่วนของแขกที่เดินทางไปพักที่พักในสังกัด Airbnb นั้นเป็นผู้หญิงถึง 54% ในขณะที่เป็นผู้ชายเพียง 46% เท่านั้น!

“ความไว้วางใจ” สำคัญแค่ไหน?

ถ้าจะบอกว่าสำคัญระดับความอยู่รอดของชีวิตคุณล่ะ?

นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง  เพราะงานวิจัยของศาตราจารย์เอมี่ คัดดี้ แห่งคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ศึกษาเรื่อง “ความประทับใจแรกพบ” มากว่า 15 ปีพบว่า สิ่งแรกที่สมองมนุษย์จะตัดสินเมื่อพบใครเป็นครั้งแรกคือ  “เราจะไว้ใจคนคนนี้ได้แค่ไหน”

ทั้งนี้เป็นกลไกในการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่สมัยยุคหินนั่นเอง

และนี่คงเป็นเหตุผลที่  ราเชล บอทส์แมน นักเขียนและอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้กล่าวไว้เช่นกันใน Ted Talk ของเธอที่มีผู้ชมนับล้านคนว่า

“…ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb ไม่ใช่จำนวนที่พักหรือว่าราคา  แต่คือการใช้พลังของเทคโนโลยีในการสร้างความไว้วางใจขึ้นมาระหว่างคนแปลกหน้า…”

“…และในที่สุดแล้ว คนเราจะตัดสินใจเลือกที่พักเพราะตัวเจ้าของมากกว่าตัวสถานที่…”

“ความน่าไว้วางใจ” ไม่ได้สำคัญสำหรับ “ความประทับใจแรกพบ” อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  แต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ด้วย!

ชม TED Talk ของราเชลได้ที่นี่

 

ผู้ก่อตั้ง Airbnb: การได้เพื่อนสำคัญกว่าการทำเงิน

และจะมีใครรู้ลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb มากเท่าผู้ก่อตั้งเอง?   โจ เกบเบีย เคยเปรยไว้ว่า “…คนแปลกหน้านั้นแท้ที่จริงก็คือเพื่อนที่กำลังรอให้คุณไปค้นพบอยู่…”

และนั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวกันที่อยู่ในใจแพร ตอนที่ตัดสินใจกดจองที่พักที่บ้านคริสโตเฟอร์ไปในกลางดึกคืนวันหนึ่ง…

ในครั้งแรกที่โจ เกบเบียเปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามาเช่าพัก  สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาในวินาทีที่แขกกลับออกไปหมดแล้วคือ  “…นี่เราเพิ่งค้นพบหรือเปล่าเนี่ยว่า คนเราสามารถหาเพื่อนใหม่ได้พร้อม ๆ กับสามารถหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านได้ด้วย?…”

จะเห็นว่าโจให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีขึ้นมาระหว่างมนุษย์ก่อนเรื่องการทำเงินเสียอีก  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้นเขากำลังขัดสนเรื่องเงินทองอยู่แท้ ๆ

เทคโนโลยีที่สร้างความไว้วางใจ

สำหรับสิ่งที่ราเชลเรียกว่า “พลังของเทคโนโลยีมาสร้างความไว้วางใจ” นั้น  ตัวโจเองซึ่งจบด้านการออกแบบมาบอกว่า มันเป็นเรื่องของการใช้ “ดีไซน์” เพื่อสร้างความไว้วางใจมากกว่า

“…การออกแบบนั้นมันมีมากกว่าการที่สิ่งนั้นดูเป็นอย่างไรหรือสัมผัสเป็นอย่างไรนะครับ  มันเป็นประสบการณ์ทั้งหมด…”  โจอธิบย

“…คนเราได้เรียนรู้วิธีที่จะออกแบบประสบการณ์กับสิ่งของต่าง ๆ ได้  แต่นี่เรากำลังมุ่งสร้างความไว้วางใจระดับโอลิมปิคระหว่างคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน…เราใช้การออกแบบตอบโจทย์นั้นได้ไหม?  มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะออกแบบอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความไว้วางใจกันขึ้น?…”

 

คำตอบคือ  Airbnb ทำได้!   พวกเขาสามารถออกแบบระบบประเมินผลระดับ “ความไว้วางใจได้” ของทั้งฝั่งเจ้าของบ้านและฝั่งแขกได้อย่างดี

มิเช่นนั้นคงไม่มีการเข้าพักถึง 160 ล้านครั้งเกิดขึ้นแน่นอน

โจ กล่าวไว้ TED Talk ของเขาว่า  “…แน่นอน (Airbnb) มันก็เป็นการค้าน่ะครับ  แต่ถ้าคุณเรียกมันแค่ว่าเป็นเพียงธุรกิจการให้เช่า มันก็จะไม่ครอบคลุมนัก  เศรษฐกิจแบ่งปันคือการทำการค้าที่มาพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าเราจะเชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าไว้ด้วยกัน…”

“…คนเราแบ่งปันส่วนหนึ่งของตัวตนเราออกไปให้คนอื่นครับ  และนั่นคือการเปลี่ยนรูปแบบทุกสิ่งไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง…”

ชม TED Talk ของ โจ เกบเบีย ผู้ก่อตั้ง Airbnb ได้ที่นี่

 

มุมมองทางธรรม

  • การทำธุรกรรมในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น มีพื้นฐานอยู่บน “การให้ซึ่งกันและกัน” เช่น การให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัว การให้ความเคารพและไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น ฯลฯ
  • การให้เป็นการฝึกการปล่อยวางความยึดติดอย่างหนึ่ง เพราะผู้ที่มีความตระหนี่ยึดติดในของของตนมากจะไม่สามารถแบ่งปันของของตนให้ผู้อื่นร่วมใช้ได้เลย  ถึงแม้ส่วนใหญ่ในที่นี้จะไม่ได้เป็นการให้เปล่า  แต่การแบ่งปันให้คนอื่นร่วมใช้ก็เป็นการขัดเกลากิเลสตัวตระหนี่ออกไปได้ในระดับหนึ่ง
  • การที่เจ้าของทรัพย์สิน เช่น บ้านพัก ยินดีแบ่งปันสถานที่ของตนให้กับนักเดินทางที่อาจกำลังเดือดร้อนเช่นหาที่พักไม่ได้ จัดว่าเป็นความเมตตากรุณาอย่างหนึ่ง  ถ้าต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อกัน ก็ย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ต่อไปในอนาคต  ดั่งพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”
  • วิธีการพิจารณาเลือกคนที่เราจะแบ่งปันด้วย อาจใช้หลักการเลือกเพื่อน 7 ประการ (กัลยาณมิตรธรรม) ได้  คือ ผู้นั้นจะต้องเป็น
  1. คนที่ดูแล้วสบายใจ ชวนให้เข้าไปปรึกษา
  2. คนที่ดูน่าเคารพ ประพฤติตนสมควร  ดูแล้วรู้สึกพึ่งพาได้
  3. คนที่น่ายกย่อง หมั่นฝึกตน ปรับปรุงตนอยู่เสมอ
  4. คนที่พูดรู้เรื่อง สามารถชี้แจงให้เข้าใจ คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
  5. คนที่อดทนรับฟังคำปรึกษา คำซักถาม คำเสนอแนะ คำวิจารณ์ได้โดยไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
  6. คนที่อธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายได้
  7. คนที่ไม่ชักจูงไปในทางที่เหลวไหล ในทางเสื่อมเสีย

เรื่องราวของแพร  ตัวละครตอนต้นเรื่อง จะจบลงอย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่อาจทราบได้เพราะเป็นเหตุการณ์สมมติ  แต่เรื่องราวของพวกเราทุกคนจะเป็นอย่างไรต่อไปในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น  พวกเราทุกคนเลือกได้…

ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเลือกที่จะเป็น “ผู้ให้” ด้วยสติและความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกโดยทั่วถึงกัน

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมกับอ.ดร.วรประภา นาควัชระ  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ติดตามงานเขียนของอ.ดร.วรประภาได้ ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

GS 142 Happily Digital

Cr ภาพ Pixabay

ดิจิทัล…ยุคแห่ง “งานเข้า 24 ชม.”…

ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา…

ยุคที่การวิ่งไล่ล่าหาความสุขนำมาซึ่งความเครียดฝังลึก…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 142 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล”

ว่าด้วย “เศรษฐี”

คำภาษาไทยที่มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า เศรษฐี คือ คำว่า “เศรษฐศาสตร์”

ถ้าจะดูจากความหมายในปัจจุบัน  เราคงจะเดากันว่าคำว่า “เศรษฐ” นี่น่าจะแปลว่าอะไรที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ  หรืออย่างน้อยก็การค้าขาย

แต่คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณเองก็มีสิทธิ์เป็นเศรษฐี และเป็นนักเศรษฐศาสตร์!

ในภาษาบาลี คำว่า “เศรษฐ” หมายถึง ประเสริฐ

เศรษฐศาสตร์  ก็คือ ศาสตร์แห่งการใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ

วิชาเศรษฐศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่ศึกษาหนทางในการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสำหรับผลิตสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัด

เราทุกคนเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เพราะถึงแม้ในวันทำงานเราจะไม่ได้นั่งดูกราฟหรือวิเคราะห์สถิติใด ๆ

เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจของโลก

และหากเราสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างดี

เราก็จะเป็น “เศรษฐี”

หรือ…. ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐนั่นเอง

ไม่ใช่แค่มีเงินก็เป็นเศรษฐีได้

ในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่มีเงินแล้วจะได้เป็นเศรษฐี

ถ้าเราเป็นพ่อค้า สมัยพุทธกาลจะเรียกว่าเราเป็น วาณิช

ท่านว.วชิรเมธีเคยกล่าวไว้ว่า  ถ้าเป็นเพียงพ่อค้าที่มีเงินเยอะ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้สังคม ก็เป็นได้แค่ มหาธนวาณิช  หรือ พ่อค้าที่มีเงินเยอะ

สมัยพุทธกาล  สังคมไม่ได้ยกย่องผู้มีเงินเยอะ  แต่จะยกย่องคนกันที่ระดับคุณธรรมของจิตใจ

ผู้ที่จะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นว่าเป็น “เศรษฐี” ได้ จะต้องเป็นผู้ที่ใจบุญสุนทาน นำทรัพย์ที่ตัวเองมีออกช่วยผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนเท่านั้น

รู้จักกับ “เศรษฐีตัวอย่าง”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ที่ยังมีชื่อจารึกในพระไตรปิฎกตราบจนถึงทุกวันนี้ ว่าเป็นผู้มีคุณูปการในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือคนหมู่มากมาอย่างมหาศาล และตนเองก็ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นโสดาบัน

ที่จริงชื่อเดิมท่านคือ สุทัตตะ  แต่ฉายา อนาถบิณฑิกเศรษฐี นั้น เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกท่านด้วยความยกย่อง แปลว่า ผู้ประเสริฐผู้มอบก้อนข้าวให้กับคนยากจน  เนื่องจากท่านตั้งโรงทานถึงสี่มุมเมืองทุกวัน นอกเหนือจากไปใส่บาตรกับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์

อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ทำบุญเพื่อหวังสวรรค์วิมาน หรือไม่ได้หวังให้ตัวเองรวยขึ้น  แต่ทำเพราะต้องการช่วยผู้อื่นและอุปถัมภ์ผู้มีพระคุณ

และแม้จะรวยระดับทวีปหรือกล่าวได้ว่าระดับโลกในสมัยนั้น ท่านก็ยังทำตัวติดดิน  ตกดึกหลังปิดบัญชีแต่ละวัน ก็จะเดินถือข้าวของติดไม้ติดมือไปถวายพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งไปสนทนาธรรม ฟังธรรมเพื่อเพิ่มพูนปัญญาในการเข้าใจชีวิต

ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด แม้อยู่ในวิสัยที่จะทำได้อย่างสะดวกสบาย

กล่าวได้ว่า การอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อความสุขของผู้อื่นโดยไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน คือสุขของ “เศรษฐีตัวจริง” สมัยพุทธกาล

แล้วเศรษฐีในยุคดิจิทัลนี้เล่า?  ความสุขของพวกเขาคืออะไร

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าการมีแต่ทรัพย์ภายนอกไม่ได้นำความสุขที่แท้จริงมาให้  แม้โลกตะวันตกต้นแบบของลัทธิบริโภคนิยม (consumerism) ก็ยังมีงานวิจัยยืนยันเช่นนั้น

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ เทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกมิติของการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการบริโภคทรัพยากรต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมาก

เพียงมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง  เราก็สามารถสั่งอาหารจากร้านหรูมาส่งถึงบ้านโดยไม่ต้องฝ่ารถติด  จองปราสาทหรูในฝรั่งเศสอย่าง Chateau Bordeaux & Vignoble ไว้ไปพักผ่อนวันหยุด หรือจองรถหรูให้มารับส่งเราแทนแท็กซี่ได้ด้วยในเวลาเพียงพริบตา

ในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้  ผู้ที่มี “สติ” รู้เท่าทัน “ความอยาก” ในรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้นจึงจะอยู่เหนือความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่นิยามของคำว่าเศรษฐศาสตร์เอ่ยถึงไว้ได้

ผู้บริโภคที่มีสติรู้เท่าทันความอยาก จะบริโภคอย่างพอเพียงและมีเหตุผลได้เองตามธรรมชาติ  ไม่ต้องฝืนข่มใจแต่อย่างใด  เพราะมีสติรู้เท่าทันความอยากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

จึงสามารถมีความสุขได้ในทุก ๆ สิ่งที่ตนเองมี…ในทุกสิ่งที่ตัวเองเป็น

คุณคิดว่าถ้าอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาเกิดสมัยนี้ ท่านจะติดสมาร์ทโฟน แล้วสั่งข้าวของฟุ่มเฟือยมาเพื่อบำรุงกิเลสตนเองหรือไม่?

ผู้เขียนคิดว่าก็คงไม่  แต่ท่านน่าจะเป็น angel investor ที่ลงทุนให้ startup ที่ทำอะไรเพื่อสังคมแทน เช่น ผลิตแอพเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ฯลฯ

ยอมเสียสละจ่ายมากขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลนั้น  เมื่อตัวเองมีความพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอแล้ว ก็ยินดีแบ่งปันเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นอีกด้วย

เห็นได้ชัดในกรณีที่ผู้บริโภคทั่วโลกยอมจ่ายมากกว่าเพื่อสนับสนุนแบรนด์สินค้าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ รักโลก หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม

เช่น เสื้อถักไหมพรมของญี่ปุ่นยี่ห้อ Kesennuma Knitting ที่มีราคาแพงถึงตัวละสามหมื่นบาท ใช้เวลาถักมือ 2-3 ปี แต่กลับมีคนสั่งซื้อและยินดีรอเป็นจำนวนมาก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะ Kesennuma Knitting เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวโทโฮกุให้มีรายได้ประจำอย่างยั่งยืนด้วยทักษะที่ตนถนัดและยังสามารถทำอยู่กับบ้านเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวอยู่ที่บ้านได้ด้วย

ลูกค้าที่สั่งซื้อ นอกจากจะได้เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสุดสวยแล้ว

ยังสามารถพูดคุยให้กำลังใจผู้ประสบภัย

และช่วยเหลือพวกเขาด้วย

(อ่านเรื่องราวอันแสนอบอุ่นระหว่างความสัมพันธ์ของผู้ถักเสื้อและผู้สั่งซื้อเสื้อได้ ที่นี่)

kesennuma knitting ladies

คุณแม่บ้านที่เมือง kessennuma กำลังเตรียมงานถักไหมพรมร่วมกันอย่างตั้งใจ  ภาพจาก http://www.knitting.co.jp/s/news/

สุขอันประเสริฐในทุกยุคสมัย ไม่ต่างกัน

ดังนั้น สุขของเศรษฐีในสมัยพุทธกาล กับสุขของเศรษฐีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  จะว่าไปก็ไม่ต่างกัน

นั่นก็คือ สุขที่เริ่มจากมีสติรู้เท่าทัน  นำไปสู่การพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอในสิ่งที่ตนมีและบริโภค

นำไปสู่การมีเหลือเพียงพอที่จะแบ่งปันไปให้ผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่าตน และให้สังคมโดยรวม

ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งว่า คำว่า “เศรษฐี” ในที่นี่ หมายถึง ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ เท่านั้น

ในยุคที่โลกอยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างสุดโต่ง  ผู้คนจำนวนมากก็พากันพัฒนาตนเองเพื่อความสุขของตนเอง…

แต่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้  เป็นยุคที่คนเราก้าวข้ามจุดนั้นมาเป็นผู้ที่พัฒนาตนเองเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของสังคมและของโลกแทน

เราสามารถมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ด้วยการเป็น “ผู้ให้”  โดยไม่จำเป็นต้องบริโภคอย่างสุดโต่ง

และเพียงรู้จัก “ใช้ทรัพยากรอย่างประเสริฐ”  เราทุกคนก็สามารถเป็น “เศรษฐี” กันได้แล้ว

มาเป็นเศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลกันเถอะ!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

นักธรรมพบนักธุรกิจ

Screen Shot 2560-06-09 at 7.14.50 PM

คุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ แห่งเพจ Trick of the Trade กำลังตั้งคำถามผู้เขียนในรายการ Live

เมื่อนักธรรมเอกพบกับนักธุรกิจจะเกิดอะไรขึ้น?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 141 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “นักธรรม พบ นักธุรกิจ”

ไม่นานมานี้  ผู้เขียนได้รับเชิญไปออก Live กับคุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ ที่ปรึกษาธุรกิจจะดับแนวหน้าแห่งเพจ Trick of the Trade ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ด้านธุรกิจชื่อ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย”

คุณปิ๊กได้จุดประกายให้ผู้เขียนมากมาย  และด้วยความ “ใจเด็ก” นี้เอง  ทำให้ผู้เขียนกล้าสมัครเข้ารับการอบรมจากคุณปิ๊กใน project ชื่อ  แปลงร่าง 1.0  ทันที  ทั้ง ๆ ที่คุณปิ๊กอายุน้อยกว่าผู้เขียนแท้ ๆ

Project แปลงร่างนี้เป็นงานสาธารณะกุศลที่คุณปิ๊กจะเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการรายย่อย 6 รายได้มีโอกาสค่อย ๆ แปลงร่างจากดักแด้จนเป็นผีเสื้อที่โบยบินได้

การอบรมครั้งแรกเพิ่งผ่านไป  ผู้เขียนได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก  จึงขอนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

จะเรียกว่าเป็นการมองการพัฒนาธุรกิจด้วยหลักธรรมก็ได้

อริยสัจ Model

การพบกันครั้งแรก คุณปิ๊กตั้งชื่อว่า Defining Problems, Competitive Landscape, and Your Strengths

ผู้เขียนฟังไปฟังมา แล้วจดโน้ตในสมุดตัวเองว่า นี่คือหลักการพัฒนาธุรกิจด้วย “อริยสัจ Model”  (ผู้เขียนตั้งเองโดยสรุปจากเนื้อหาที่คุณปิ๊กสอน)  นั่นคือ

1)  เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่จะมอง “ปัญหา” ของตนเองในส่วน “ผล” เท่านั้น  ถ้าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นต้อง “สาวไปหาเหตุ”   ให้เจอก่อน

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผู้เขียนไหมว่าฟังเหมือนขั้นตอนที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ 2 ข้อแรกในอริยสัจสี่ไม่มีผิด

2)  การแก้ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลก็จะเปลี่ยน

ฟังถึงตรงนี้ พระคาถาของพระอัสสชิที่สอนอุปติสสะมาณพ (ภายหลังได้เป็นพระสารีบุตร) ก็ลอยขึ้นมาในใจ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา      ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ

เตสํ เหตุ ตถาคโต           พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ        และความดับของธรรมเหล่านั้น

เอวํ วาที มหาสมโณ       พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

แปลสรุปสั้น ๆ ได้ว่า  “ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  ถ้าเหตุดับ ผลก็ดับ”

3)  ดังนั้นสิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องทำ คือ หา “สมุทัย”  (เหตุแห่งทุกข์) ให้เจอ

4)  จากนั้นจึงหาว่าตอนนี้ธุรกิจเรา “ยืนอยู่ตรงไหน”  และตั้งเป้าว่าจะย้ายไปที่ใด

คล้าย ๆ กับการปักหมุดจุดที่เป็นนิโรธ คือจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์ (ปราศจากปัญหา) เอาไว้ให้เห็นชัดว่าอยู่ที่ไหน แล้วจะได้ออกเดินไปตามมรรค หรือเส้นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้

5)  ลำดับต่อไปเจ้าของธุรกิจต้องมองให้ขาดว่า  คนมาซื้อสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมที่เราอยู่เพราะอะไร  หรือการมองว่าสินค้าหรือบริการของเราไปช่วย “ดับทุกข์” ใดของผู้ซื้อนั่นเอง

ยิ่ง list ออกมาได้มากแค่ไหน  ก็จะยิ่งหาจุดยืนบนมรรคได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

6)  พอ list เหตุผลที่คนมาซื้อสินค้าในอุตสาหกรรมเราออกมาได้แล้ว  ก็ให้เลือก 2 ข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดและตรงกับเรามากที่สุด  แล้วทำเป็น Positioning Map  หรือแผนผังที่ยืนของเรา

แล้วก็วางตำแหน่ง Now (ทุกข์) กับ Next (นิโรธ) ลงไปในแผนผังนั้น

7)  จากนั้นคุณปิ๊กสั่งให้ทุกคนทดลองหาจุดแข็งของตนเอง (มีจับเวลาด้วยทุกขั้นตอน กดดันมาก 55555)  โดยจุดแข็งต้องมีลักษณะดังนี้

7.1)  ควบคุมได้  เช่น คุณภาพ

7.2)  เราเป็นเจ้าของ  เช่น องค์ความรู้

7.3)  คนอื่นมีอย่างเราไม่ได้  ข้อนี้แล้วแต่ธุรกิจใคร ธุรกิจมัน

ในชั้นเรียนนี้ สิ่งที่ทุกคนเขียนออกมาถูกคุณปิ๊กแก้เสียเละ 55555  แล้วโดนสั่งให้กลับไปทำมาใหม่เป็นการบ้าน

การบ้านสะท้านธรรม

การบ้านสามอย่างซึ่งผู้เขียนจดในแบบที่ตนเองเข้าใจ ได้แก่
1)  หาสมุทัยตนเองให้เจอ

นั่นคือ หาสาเหตุของปัญหาที่ธุรกิจตนกำลังประสบอยู่ให้เจอ

2)  หานิโรธให้เจอ แล้วหาด้วยว่าต้นทางของมรรคที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้อยู่ตรงไหน

ซึ่งคือ การให้ไปทำ Positioning Map ตามหลักการตลาดนั่นเอง

และ

3)  หา “พลัง” ของเราให้เจอ

นั่นคือ หาว่าจุดแข็ง (Strengths) ของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง

คำว่า Strengths ตรงกับภาษาบาลีว่า “พล”  (อ่านว่า พะ-ละ) หรือบางครั้งก็ผันตามไวยากรณ์เป็น พลํ (พะ-ลัง)

เอาล่ะซี่…ให้นักธรรมเอกไปหาจุดแข็งธุรกิจ…จะหาอย่างไรดี?

อยู่ ๆ สุภาษิตหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัว  “นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ  แรงใดเสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี”

ดังนั้น จุดแข็งของแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน  ก็อยู่ที่ว่าคนนั้น “ลงมือทำ” อะไรนั่นเอง!!!  (การลงมือทำ = กรรม)

แล้วการกระทำแบบไหนจะจัดเป็น “พลัง” ของเราได้?

ก็การกระทำที่เราทำบ่อย ๆ หรือ อาจิณณกรรม ไง!!!

จุดแข็งเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วย “สติ”

แต่ทำบ่อย ๆ อย่างเดียวไม่พอ  ต้องทำโดยมีสติรู้ตัวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นกรรม

ถ้าทำอะไรไปลอย ๆ แบบไม่มีเจตนาหรือความตั้งใจที่ชัดเจน  ไม่จัดว่าเป็นกรรม

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ  ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น จึงจะเป็นกรรมได้”

รู้หรือไม่ว่าตัวเจตนา ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าความรับรู้  ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง  คือ

๑) บุพเจตนา เจตนาก่อนทำ

๒) มุญจนเจตนา เจตนาในขณะกำลังทำ  และ

๓)  อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว

ธุรกิจที่ “ตั้งใจ” ทำอะไรเป็นประจำ มีความตั้งใจทั้งในขั้นวางแผน  ตั้งใจในขั้นลงมือปฏิบัติ และตั้งใจติดตามผลหลังผลิต  ก็น่าจะกล่าวได้ว่ามีสิ่งนั้นเป็นจุดแข็ง

ฉันใดฉันนั้น  สิ่งใดที่เรา “ตั้งใจ” ทำเป็นประจำในระดับปัจเจกบุคคล  ก็น่าจะเป็นจุดแข็งของเราด้วย

ว่าแล้วผู้เขียนขอให้การบ้านคุณผู้อ่านต่อเลยว่า  คุณมีจุดแข็งด้านไหนกันบ้าง?

เชิญนำไปขบคิดและเขียนตอบในช่องคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัย

 

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ก็ลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่า ถ้าคุณต้องจีบใคร  หรือต้องการให้ใครมาจีบ  คุณจะทำอย่างไร  ไม่แน่ คุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไว้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จก็ได้เพราะคุณได้พบจุดแข็งของคุณแล้ว!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก (นักธรรมเอก) สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

Love Promo with Book

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สติ: เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก

cat lion

สติช่วยให้มองเห็นทุกอย่างลึกซึ้งขึ้น  โค้ชที่มีกำลังสติมากจะมองเห็นศักยภาพของผู้รับการโค้ชได้ชัดเจน

Cr ภาพ filfy.net

“Who are you?”

ชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งสบตาผู้เขียนแล้วถามขึ้นมา

เขาอยู่ในวัยกลางคน ดูทรงภูมิ จริงใจ อ่อนโยน  และอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย

…แต่ตอนที่เขาถามคำถามนี้ เขาดูจริงจังมาก

เขาสบตาผู้เขียนอย่างนิ่ง ๆ และต่อเนื่อง  ให้ความรู้สึกว่าเขาคาดที่จะได้รับฟังคำตอบที่จริงจังจากผู้เขียนเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การสนทนาเล่น ๆ

นี่คือ…การโค้ช…จากโค้ชระดับแนวหน้าของโลก

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 138 วันนี้ จะมาคุยกันเรื่อง “สติในการทำงานของมืออาชีพระดับโลก”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนได้ไปเข้าคอร์สฝึกอบรมการเป็นโค้ชระดับนานาชาติมา  โดยมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาจากทั่วโลก

ว่าแต่อะไรคือการโค้ช?

นิยามของการโค้ช

การโค้ช หรือ Coaching คือ การร่วมมือกันระหว่างโค้ชและผู้ที่รับการโค้ช  โดยมีขั้นตอน กระบวนการ และจรรยาบรรณที่เป็นสากล  เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชได้เห็นโอกาสและเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขทั้งในด้านส่วนตัวและในการทำงาน

การโค้ชเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

ถึงแม้การโค้ชแบบสากลจะมีที่มาจากโลกตะวันตก  แต่ผู้เขียนคิดว่าในเอเชียเราก็มีการโค้ชกันมาหลายพันปีแล้ว  อย่างน้อย ๆ คือในบริบทของการถ่ายทอดวิธีปฏิบัติธรรม

จากการทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์ในคอร์สการเจริญสติวิปัสสนามา 15 ปี  ผู้เขียนพบว่าวิธีการทำงานของผู้สอบอารมณ์นั้นคล้ายการเป็นโค้ช คือ

  1. ถามคำถามที่จะดึงศักยภาพผู้ปฏิบัติธรรมออกมา
  2. ตั้งใจรับฟังดัวยสติและความเมตตาปรารถนาดี
  3. จุดประกายและมอบพลังให้ผู้ปฏิบัติธรรมไปเพียรกำหนดสติต่ออย่างต่อเนื่องจนได้คำตอบด้วยตนเอง
  4. คอยติดตามผล ชมเชยและให้กำลังใจเป็นระยะ ๆ และ
  5. ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมขี้เกียจทำก็ต้องมีการเตือนสติอย่างจริงจังหนักแน่นบ้างเหมือนกัน

กระทบไหล่โค้ชระดับโลก

ในวันที่ไปเรียนนั้น  ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากที่สามารถยกมือทันเป็นคนแรกเมื่อ Jean-Francois Cousin วิทยากรรับเชิญประกาศขออาสาสมัครเพื่อเขาจะได้สาธิตการโค้ชให้ชั้นเรียนดู

ที่ว่าดีใจมากนั้นเพราะว่า Jean-Francois ไม่ใช่โค้ชธรรมดา ๆ แต่เป็นถึงระดับ Master Certified Coach (MCC) ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ (ICF)

JF

Jean-Francois Cousin หนึ่งในโค้ชระดับแนวหน้าของโลก  Cr ภาพจาก greatness.coach

ซึ่งแปลว่านอกเหนือจากการเข้ารับการอบรมอย่างเข้มข้นหลายร้อยชั่วโมงแล้ว  เขายังต้องสะสมชั่วโมงการเป็นโค้ชถึง 2,500 ชั่วโมง จากลูกค้าอย่างน้อย 35 รายที่ไม่ซ้ำกัน

Jean-Francois ทำหน้าที่โค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูงสุดมาแล้วถึง 5 ทวีปอย่างได้ผล ทุกวันนี้เขาเดินทางไปโค้ชผู้บริหารในประเทศต่าง ๆ ตลอดเวลา และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการบริหารของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติด้วย

แล้วผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรจากโค้ชระดับโลกคนนี้บ้าง?

โค้ชที่ดีต้องมีสติต่อเนื่อง

สิ่งแรกที่ผู้เขียนสังเกตเห็นตั้งแต่ Jean-Francois เริ่มบรรยายก่อนสาธิตคือ  เขาเป็นคนที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอในทุกสิ่งที่เขาทำ

ผู้เขียนเชื่อมั่นเช่นนั้นเพราะครั้งที่ผู้เขียนทำหน้าที่เป็นวิทยากรของมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ เคยได้รับการฝึกจากวิปัสสนาจารย์ให้มีวิธีคอยสังเกตว่าผู้ปฏิบัติธรรมคนไหนกำลังเจริญสติอยู่ ในกิจกรรมประจำวันและคนไหนไม่ได้กำหนดสติ

อาจจะอธิบายสั้น ๆ ตรงนี้ลำบากอยู่สักหน่อยว่ามีวิธีการดูอย่างไร  แต่ถ้าจะยกตัวอย่างจากกรณีของ Jean-Francois ให้คุณผู้อ่านเห็นภาพก็คือ…

ในบรรดาวิทยากรทุกคนของการสัมมนาครั้งนี้ เขาเป็นคนเดียวที่เวลายืนบรรยายและเดินไปเดินมาหน้าห้องไม่เคยสะดุดปลั้กไฟแบบฝังพื้นที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นตรงกลางห้องเกะกะบริเวณผู้บรรยายถึงสามปลั๊กเรียงกันเลยสักครั้ง

ทั้ง ๆ ที่ระหว่างการบรรยายเขาจะไม่หลุกหลิกมองพื้นเลย  แต่จะคอยสบตาเพื่อสื่อสารแบบสองทางกับทุก ๆ คนในห้องตลอดเวลา

ที่ว่าสองทางคือ สายตาของเขาจะทั้งสื่อสิ่งที่เขาพูดออกไป และรับเอาสิ่งที่เขา “สัมผัสได้” จากผู้ฟังเข้าไปด้วย เขาจะรู้ทันทีว่าตรงไหนเริ่มมีคนในชั้นเรียนไม่เข้าใจ  แล้วเขาก็จะอธิบายเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธีการอธิบายทันทีจนทุกคนเข้าใจ

โดยเราไม่ต้องยกมือถามเลย

กล่าวได้ว่าการมีสติทำให้เขาเป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นโค้ชที่ดี

และแน่นอน การมีสติย่อมทำให้คนเราทุกคนเป็นผู้บริหารที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ด้วย

ถ้าคุณผู้อ่านเคยฝึกการเจริญสติวิปัสสนามาบ้าง คุณจะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะรักษาสติไว้ “ที่นี่” และ “เดี๋ยวนี้” ต่อกันได้นาน ๆ

ผู้เขียนทึ่งมากเมื่อเขาเดินถอยหลังกลับไปจากกลางห้องเพื่อจะเขียนกระดาน  แล้วสามารถกวาดเท้าเลี้ยวผ่านปลั๊กทั้งสามปลั๊กนั้นไปได้ทุกปลั๊กอย่างนุ่มนวลทุกครั้งราวกับมี “ตาหลัง” เพราะเขายังคอยสบตาพวกเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เหลียวหลังหันกลับไปมองที่พื้นเลย

เขาทำให้ผู้เขียนนึกถึงปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรของญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเคยไปเรียนด้วยเมื่อหลายปีที่แล้ว  ท่านเหล่านั้นสามารถกรีดดาบคมกริบเก็บเข้าฝักได้อย่างแม่นยำรวดเร็วโดยไม่ต้องก้มลงมองเช่นกัน

ระหว่างที่เขาตั้งคำถามป้อนผู้เขียนในการสาธิตการโค้ชนั้น ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงพลังของสติกับสมาธิที่จดจ่อ ต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบันมาก

ไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาหรือการฟังของเขาไปได้เลย

โค้ชที่ดีต้องรู้วิธีถาม

คำถามเปิดของเขานับว่ายากพอดูสำหรับผู้เขียน  ถ้าเป็นคุณผู้อ่านอยู่ ๆ ถูกถามว่า “Who are you?”  ที่หน้าชั้นเรียน คุณจะตอบว่าอะไร?

ผู้เขียนอึกอักอยู่นาน พยายามหาคำตอบ แล้วในที่สุดก็ตอบเขาไปว่าเป็นคำถามที่ยากมาก เพราะประสบการณ์ปฏิบัติธรรมใน 15 ปีที่ผ่านมานั้นทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงตัวตนของเรานั้นไม่มี ทุกอย่างเป็นอนัตตา กายใจเราเกิดดับอยู่ทุกขณะจิต

ดังนั้นถ้าจะให้ตอบจริง ๆ ก็คงต้องตอบว่า ที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้าคุณนี้ก็เป็นเพียงกายและใจเท่านั้น เหมือน ๆ กับคุณนั่นแหละ

“What you see in front of you is just body and mind.   Just like you.”  ผู้เขียนมองตาเขากลับแล้วจึงตอบ  ใจเต้นตึกตักเพราะเกรงว่าการตอบตามความรู้สึกจริง ๆ ของผู้เขียนจะฟังดูกวน ๆ ไปนิด

แต่ปรากฏว่าถึงตรงนี้ Jean-Francois ซึ่งมองตาผู้เขียนอยู่ตลอดกลับยิ้มออกมาน้อย ๆ

เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ “รู้” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า knowing smile

JF Coaching Nash 1

ผู้เขียนในขณะพยายามนึกหาคำตอบ โดยมี Jean-Francois นั่งรอฟังอย่างใจเย็น และจับตามองอย่างตั้งใจ

รอยยิ้มนั้นสื่อว่า Jean-Francois ต้องทำการบ้านมาแน่นอนจึงรู้ว่านักเรียนทั้งสิบกว่าคนในวันนั้นเป็นใคร ดังนั้นเขาควรจะถามคำถามอย่างไรกับใคร

รอยยิ้มของเขาหลังจากที่ผู้เขียนตอบเสร็จเป็นการสื่อสารแบบใจถึงใจที่นิกายเซนในญี่ปุ่นเรียกว่า isshin denshin

เขายิ้มราวกับจะบอกว่า “รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงถามคำถามนี้กับเธอ”

โค้ชที่ดีต้องเป็นเหมือนปรมาจารย์ด้านเซน

ปรมาจารย์เซน โดยเฉพาะสายรินไซ เซน จะมอบ “โคอัง” หรือปริศนาธรรมให้กับลูกศิษย์ เพื่อให้ไปขบคิดแล้วเกิดความตื่นรู้ “ซาโตริ” ได้ด้วยตนเอง

ฉันใดฉันนั้น คำถามแรก ๆ ที่โค้ชควรถามต้องเป็นคำถามที่สร้างความตื่นรู้ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองให้กับผู้รับการโค้ช

ทำไมจึงคำถามแรกที่สร้างความตื่นรู้ถึงสำคัญ?

มันสำคัญเพราะจะช่วยให้ผู้รับการโค้ชไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น

เพราะต่อให้เรามีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนแล้วว่าคืออะไร อยู่ที่ใด  แต่ถ้าเรายังไม่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองว่า “ในขณะนี้” ตัวเราเป็นอย่างไร อยู่ในสถานการณ์อย่างไร  ก็ยากที่จะรู้วิธีไปถึงเป้าหมายได้

รู้แค่เป้าหมาย ใช่ว่าจะสำเร็จ

คล้าย ๆ กับว่าเรารู้แล้วว่าตำแหน่งของจุด B ที่เราอยากไปอยู่ที่ใด  แต่กลับไม่รู้ว่าจุด A ที่เป็นจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน

แล้วจะออกเดินไปได้อย่างไรล่ะ จริงไหม?

แต่ถ้าเราตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่าเราอยู่ที่ไหนในปัจจุบันขณะแล้ว เราย่อมคาดการณ์ได้ระดับหนึ่งว่า  เราต้องเดินไปในทิศไหน ต้องผ่านอุปสรรคอะไร  มีตัวช่วยอะไรบ้าง อีกไกลแค่ไหนเราถึงจะถึงจุดหมายปลายทาง

และระหว่างนั้นเราสามารถหยุดพักชื่นชมความคืบหน้าได้ตรงไหนบ้าง

โค้ชที่ดี ต้องสามารถใช้สติ “อ่าน” ให้ขาด

Jean-Francois จบการโค้ชผู้เขียนโดยการถามคนในชั้นเรียนว่า สังเกตเห็นอะไรในตัวผู้เขียนเมื่อโดนถามบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาษาร่างกายสีหน้าท่าทางน้ำเสียง ฯลฯ

แล้วในคำตอบของผู้เขียนนั้นสื่อถึงอะไรอยู่บ้าง

JF Coaching Nash

Jean-Francois ถามชั้นเรียนว่าสังเกตเห็นอะไรบ้างจากการที่เขาโค้ชผู้เขียนในครั้งนี้  โดยผู้เขียนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็คอยจดตามด้วย

เพราะการจะโค้ชใครให้ได้ผลจริง ๆ นั้น แค่ฟังจากคำบอกเล่าด้วยคำพูดของเจ้าตัวอย่างเดียวนับว่าไม่พอ  แต่ต้องมีสติตระหนักรู้และสามารถอ่าน “สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูด” ได้ด้วย  จึงจะสามารถทำหน้าที่โค้ชได้ดีอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร  ขอจงเพียรนำสติเข้าไปใช้ในการทำงานทุก ๆ วันเถิด  มันจะทำให้คุณทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ และใครจะรู้ วันหนึ่งคุณอาจก้าวขึ้นถึงระดับโลก

ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำหรับคุณผู้อ่านทุกคนว่า…คุณคือใคร?

เพราะการก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิต  ต้องเริ่มจากการรู้ว่าเรายืนอยู่ตรงไหนก่อน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่าน!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach ผ่านคอร์ส Mindfulness Coaching โดยอ.ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ทำปณิธานปีใหม่ให้สำเร็จ ตอน 1

Shadow-of-Success

Cr ภาพจาก tomfordsquash

            “…ปีนี้จะทำงานส่วนตัวที่ฝันมานานให้สำเร็จให้ได้…”

“…ปีนี้จะออกกำลังให้มากกว่านี้…”

“…ปีนี้จะขยันนั่งสมาธิให้มากกว่านี้…”

ปีใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว คุณมีปณิธานสำหรับปี 2560 กันบ้างหรือไม่?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 132 วันนี้ จะมาคุยกันเรื่อง “การทำปณิธานปีใหม่ให้สำเร็จ ตอนที่ 1”

ปณิธานยอดฮิตและสถิติความสำเร็จ

ในสหรัฐอเมริกา  ปณิธานสำหรับปี 2560 ที่คนนิยมตั้งมากที่สุดสามอันดับแรกคือ  1) ลดน้ำหนัก  2) จัดระเบียบชีวิต  และ  3) ใช้เงินน้อยลง, เก็บเงินมากขึ้น

การตั้งปณิธานน่ะไม่เท่าไหร่  แต่การจะทำตามปณิธานให้สำเร็จไปได้ตลอดปีนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การสำรวจในประเทศอังกฤษในปี 2550 พบว่า ในจำนวนผู้ที่ตั้งปณิธานช่วงปีใหม่นั้น มีผู้ทำสำเร็จได้เพียง…12%

แต่นั่นมัน 10 ปีที่แล้ว…ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด  ด้วยสารพัด app ในสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้คุณทำตามเป้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เราน่าจะทำตามเป้าได้ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?

ผิดถนัด!  เพราะการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ในสหรัฐอเมริกาพบว่า  ในจำนวนผู้ที่ตั้งปณิธานปีใหม่ในปีที่ผ่านมานั้น มีผู้ทำสำเร็จได้จริงเพียง…8% เท่านั้น!

เกิดอะไรขึ้น????

ทำไมการทำตามปณิธานใด ๆ จึงยาก

ความจริงพุทธศาสนาระบุไว้ชัดเจนว่า “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ”

 

 

ซึ่งถ้าเราลองฝึกเจริญสติจนเข้าใจ เราก็จะรู้ได้เองว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฝึกใจนั้นไม่ง่ายนัก

อย่าว่าแต่ใจเลย  เรามาผ่านด่าน “กาย” ไปให้ได้กันก่อนเถอะ

ทราบหรือไม่ว่าสมองเป็นอวัยวะที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีความ “ขี้เกียจ” มาก ๆ!

ด้วยวิวัฒนาการที่ผ่านมานับล้านปี  สมองไม่ชอบใช้พลังงานมากกว่าที่จำเป็น  เพราะจะเก็บพลังงานไว้ใช้ยามคับขันนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่มีทางเลือก  สมองจะเลือก “เส้นทาง” หรือ “พฤติกรรม” ที่คุ้นเคยเอาไว้ก่อน  เพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายามหรือพลังงานมากในการคิดว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

ไม่เชื่อลองถามตัวคุณเองว่า  ตอนเย็นหลังจากกลับจากทำงาน คุณอยากจะนอนเอกเขนกเล่นโทรศัพท์ หรือคุณอยากจะออกไปวิ่งสัก 5 กิโลเมตร?

แน่นอนสมองคุณจะพิจารณาด้วยความเร็วดุจฟ้าแลบว่าอย่างไหนง่ายกว่ากัน

…แล้วก็เลือกทำแบบเดิม ๆ…คือนอนเอกเขนก…55555

สมองที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง

สมองส่วนที่ทำหน้าที่ช่วยให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เราตั้งเป้าไว้และช่วยนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่หรือพฤติกรรมใหม่ไปเก็บไว้ที่คลังเก็บถาวรนั้นชื่อ ฮิปโปแคมปัส

ทุกครั้งที่เรา “ตั้งใจ” จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ฮิปโปแคมปัสจะใช้ปริมาณออกซิเจนถึง 20% จากออกซิเจนทั้งหมดที่เราหายใจเข้าไป  และใช้พลังงานถึง 25% ของแคลอรี่จากอาหารทั้งหมดที่เราทานเข้าไปทีเดียว!

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยอ่อนและเครียดเมื่อเราเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

…ซึ่งรวมถึงการเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ตามปณิธานที่เราตั้งไว้ด้วย

อาการดังกล่าวนี้เกิดจากการ “ต่อต้าน” ของ “สมองขี้เกียจ” ที่อยากจะอยู่สบาย ๆ แบบเดิมและล้มเลิกการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๆ ตามปณิธานของเรา

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า สมองเราจะเก่งในการหา “ข้ออ้าง” ที่เต็มไปด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าทำไมเราถึงไม่สามารถทำอะไรใหม่ ๆ ได้  เช่น  “ฉันก็เป็นคนอย่างนี้แหละ  ฉันพยายามเปลี่ยนตัวเองแล้ว แต่มันไม่สำเร็จนี่นา…เนอะ?”

มีวิธีอะไรบ้างนะที่จะทำให้เราเอาชนะสมองและทำตามปณิธานปีใหม่หรือความตั้งใจใด ๆ ก็ตามได้สำเร็จ?

มีคำตอบทั้งทางธรรมและทางวิทยาศาสตร์รอคุณอยู่ในตอนหน้า…

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ ญี่ปุ่น จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

 

Please follow and like us:
0

ผู้บริโภคพอเพียง –- ผู้บริโภคด้วยสติ

A Man by the Lake

ขอบคุณภาพจาก ci-shift

 ในตอนที่แล้วที่เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นเศรษฐกิจที่มี “สติ” เป็นแก่น   โดยได้ยกตัวอย่างผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่พอเพียงของญี่ปุ่นประกอบให้เห็นภาพ

วันนี้เราจะมามองจากทางฝั่งผู้บริโภคกันบ้าง  ก่อนอื่นเรามาดูคำว่าผู้บริโภคกันก่อน

ผู้บริโภคพอเพียง คือ ผู้บริโภคที่มีสติ

ความจริงคนเราไม่มีใครอยากถูกเรียกว่าเป็นผู้บริโภค (consumer) เพราะนอกจากจะฟังดูเป็นเพียงตัวเลขหรือสถิติ ซึ่งไม่ให้ความเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคลของแต่ละคนแล้ว  ยังสื่อความหมายในแง่ลบ เช่น เป็นผู้เสพไปเรื่อยตามความอยากหรือเป็นผู้ผลาญทรัพยากรอีกด้วย

ผู้เขียนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้บริโภคมาตั้งแต่ราว 20 กว่าปีที่แล้วสมัยยังทำงานอยู่ในเอเยนซี่โฆษณา  จึงตั้งชื่อเรียกผู้บริโภครุ่นใหม่ว่า Prosumer โดยใช้คำว่า pro ที่ให้ความหมายเชิงบวก ตรงข้ามกับคำว่า con ที่ให้ความหมายเชิงลบ

คำว่า pro นี้ผู้เขียนต้องการสื่อว่าผู้บริโภคยุคใหม่มีพลังบวกในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

1) professional คือ มีความเป็นมืออาชีพในทุกสิ่งที่ตนทำ ไม่เฉพาะในด้านการงาน แต่ในการใช้ชีวิตด้วย นั่นหมายความว่าจะไม่เชื่อสิ่งที่เห็นในสื่อง่าย ๆ แต่จะตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อสงสัยเสมอ

mindful-consumer checking price

ขอบคุณภาพจาก Buzzback

2) proactive คือ ริเริ่มลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายลงมือทำอะไรเอง เช่น หาข้อมูลเอง  ไม่รอให้สื่อเอามาป้อนให้เหมือนสมัยก่อน  และ

man-surfing-internet-on-laptop-and-smiling-xs

ขอบคุณภาพจาก ocio

3) protagonist หมายความว่า เป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้รณรงค์ประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคด้วย  เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม

Stop Dumping Now

ขอบคุณภาพจาก BBC

ทั้งสามข้อนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภครุ่นใหม่เป็นผู้ที่ “บริโภคด้วยความรับผิดชอบ”  หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “บริโภคด้วยสติ”  หรือ “ผู้บริโภคพอเพียง” นั่นเอง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักการตลาดชื่อ Andrew Bennett และ Ann O’Reilly ก็เอ่ยถึงคำว่า Prosumer ในมุมมองของชาวตะวันตกช่นกัน  โดยให้นิยามว่า Prosumer หรือผู้บริโภครุ่นใหม่ว่าเป็น “Mindful Shopper” หรือ ผู้บริโภคที่ประกอบไปด้วยสติเช่นกันด้วย

ลักษณะเด่นของ “ผู้บริโภคด้วยสติ/ ผู้บริโภคพอเพียง”

Bennett และ O’Reilly สรุปนิยามนี้จากการสำรวจผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ 7 ประเทศ ได้แก่ บราซิล ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร  พวกเขาพบว่าผู้บริโภคพอเพียงมีลักษณะเด่นอยู่ 4 ประการ

วันนี้เราจะมาดูลักษณะเด่นประการแรก คือ

1) มองหาความหมายของการบริโภค  ผู้บริโภคพอเพียงจะมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายและยั่งยืนในการบริโภคสินค้าและบริการแต่ละครั้ง  เพราะพวกเขารู้แล้วว่าเพียงการแค่เสพและสะสมข้าวของไปอย่างหลับหูหลับตาอย่างไม่รู้จบนั้นไม่สามารถสร้างความเติมเต็มให้ชีวิตได้

จากการวิจัยของ Bennett และ O’Reilly คนรุ่นใหม่จะรู้สึกเติมเต็มถ้าเขาสามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เขาอยู่  ซึ่งการจะสามารถรู้สึกดีกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็คือการได้มีโอกาสลงมือทำอะไรดี ๆ ให้กับสังคม  รวมถึงการทำผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคของตนนั่นเอง

ดังนั้นถ้าแบรนด์ใดมอบโอกาสให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองได้ “ร่วมลงมือทำ” อะไรดี ๆ ให้สังคมได้  แน่นอนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องสนับสนุน

กรณีศึกษาน่าเอาอย่างจาก Intermarché

Intermarché เป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่อันดับ 3 ในฝรั่งเศส ได้ริเริ่มโครงการ Inglorius Fruits and Vegetables  คือการขายผักและผลไม้ที่หน้าตาไม่สมบูรณ์แบบ เช่น รูปร่างบิดเบี้ยวไม่น่าดู  แต่รสชาติและความปลอดภัยผ่านมาตรฐาน

ปกติผักและผลไม้เหล่านี้จะถูกทิ้งไปอย่างเสียเปล่าแต่ Intermarché ตัดสินใจไปกว้านซื้อมาจากผู้ผลิต  และนำมาวางขายในหมวดของมันเองในราคาที่ถูกกว่าผักผลไม้หน้าตาปกติถึง 30%

5 Fruits

ขอบคุณภาพโปสเตอร์โครงการ Inglorious Fruits and Vegetables จาก Pinterest

Dans Le Super

ผักและผลไม้ในโครงการนี้มีมุมของตนเองในซูเปอร์มาร์เก็ต  ขอบคุณภาพจาก behance

และเพื่อให้ผู้บริโภควางใจในรสชาติและคุณภาพ Intermarché ได้ปรุงซุปผักและน้ำผลไม้จากบรรดาผักผลไม้หน้าตาบิดเบี้ยวเหล่านั้นให้คนชิม

Carrot Soup

ขอบคุณภาพจาก Grist

ผลการตอบรับจากผู้บริโภคพอเพียง

เมื่อผู้บริโภคพบว่ารสชาติไม่แตกต่าง  แถมยังได้ช่วยเหลือสังคมด้วยการไม่ทิ้งอาหารที่ยังรับประทานได้ให้กลายเป็นขยะอย่างเสียเปล่า โครงการนี้จึงได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลาย

Intermarché สามารถขายผักผลไม้หน้าตาบิดเบี้ยวนี้ได้เฉลี่ยถึง 1.2 ตันต่อสาขาภายใน 2 วันแรก  จำนวนผู้ที่เข้ามาซื้อของที่ Intermarché เพิ่มขึ้นถึง 24%

ไม่เพียงแต่ยอดขาย  แต่โครงการที่สามารถทำให้ผู้บริโภคพอเพียงรู้สึกดีได้นั้น ยังทำให้พวกเขาเป็นกระบอกเสียงที่น่าเชื่อถือให้กับทาง Intermarché อีกด้วย

โดยยอดการกล่าวถึง Intermarché ในโซเชียล มีเดียต่าง ๆ เพิ่มขึ้นถึง 300% ในสัปดาห์แรก  บทความเกี่ยวกับโครงการนี้กลายเป็นบทความที่มียอดคนแชร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิตยสาร LSA ซึ่งเป็นนิตยสารอันดับ 1 ด้านธุรกิจค้าปลีกของฝรั่งเศส

ส่งผลให้คนจำนวน 21 ล้านคนรับรู้ถึงโครงการนี้ภายใน 1 เดือน

ยิ่งไปกว่านั้น  บรรดานักข่าวของสื่อหลักในฝรั่งเศสต่างชื่นชมโครงการนี้ และเรียกร้องให้ซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าอื่น ๆ ทุกแห่งทั่วประเทศทำแบบ Intermarché ด้วย

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตคู่แข่งอื่น ๆ อีก 5 แห่งต่างลุกขึ้นมาทำโครงการที่คล้าย ๆ กันในที่สุด

เมื่อผู้บริโภคพอเพียง เอาจริง

ประเด็นหลังสุดที่ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเจ้าอื่น ๆ ต่างตื่นตัวลุกขึ้นมาทำตาม Intermarché นี้ผู้เขียนคิดว่าไม่ได้เป็นเพราะพลังการเรียกร้องของสื่อกระแสหลัก

แต่เป็นพลังของผู้บริโภคพอเพียงมากกว่า

เพราะผู้บริโภคพอเพียงผู้เลือกบริโภคด้วยสตินั้นเห็นว่าการทิ้งอาหารที่ยังทานได้ให้เสียเปล่ากลายเป็นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์กันอย่างจริงจังอย่างที่สุด  เพราะนอกจากจะเสียทรัพยากรไปฟรี ๆ  ยังเป็นการสร้างขยะอีก

พูดง่าย ๆ ก็คือ Intermarché ประสบความสำเร็จเพราะรู้ว่า  ผู้บริโภคพอเพียงนั้น “เอาจริง” กับเรื่องนี้อย่างมากนั่นเอง

คลิปสั้น ๆ สรุปกิจกรรมและผลลัพธ์ทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ของ Intermarché

ทำไมผู้บริโภคพอเพียงถึง “เอาจริง”

แล้วทำไมผู้บริโภคพอเพียงถึง “เอาจริง”?   ก็เพราะว่าการที่พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นนั้น ทำให้พวกเขารู้ว่าโลกเราทิ้งอาหารแบบเสียเปล่าไปมากแค่ไหนนั่นเอง

การสำรวจของสหประชาชาติในปี 2011 พบว่า หนึ่งในสามของปริมาณอาหารที่ผลิตขึ้นมาในโลก หรือ ราว 1,300 ล้านตันนั้นถูกปล่อยให้เสียเปล่าไปทุก ๆ ปี

ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่งเมื่อประชากรโลก 870 ล้านคนอยู่ในภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรง

กิจกรรม “เอาจริง” ในประเทศไทย

ในประเทศไทยล่าสุดก็มีกลุ่มผู้บริโภคที่เห็นอย่างเดียวกันนี้เรื่องปริมาณขยะจากอาหารที่ถูกทิ้งไปที่สนามหลวง จากการที่ชาวไทยหลั่งไหลไปถวายบังคมพระบรมศพและมีผู้ตั้งโรงทานจำนวนมาก

การสำรวจพบว่าอาหารที่สนามหลวงถูกเหลือทิ้งเฉลี่ยคนละ 1 จานเมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ไปในแต่ละวัน และปริมาณขยะในวันที่คนเดินทางไปมากมีถึง 80 ตัน

คุณท็อป พิพัฒน์ เจ้าของ ECOSHOP common ได้ชวนกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน เช่น กลุ่ม Choojai  BIG Trees กทม. กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ และกองอาสาสมัครไปคุยกันเพื่อลงมือทำอะไรสักอย่าง

ในที่สุดคุณท็อปได้ออกเงินทำคลิปข้างล่างนี้ขึ้นมาเอง  โดยไปชวนบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ใจดีที่สนิทสนมมาทำ ซึ่งถ่ายทำกันอย่างรวดเร็วให้เสร็จภายในวันสองวันเท่านั้น

คลิปนี้เป็นตัวอย่างของการที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ทนนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้อีกต่อไป  แต่ริเริ่มลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายลงมือทำอะไรเอง เป็น prosumer ที่มีความ proactive อย่างแท้จริง

ลักษณะเด่นของ “ผู้บริโภคพอเพียง/ ผู้ที่บริโภคด้วยสติ” มีอะไรอีก  พวกเราทุกคนเป็นอย่างนั้นกันหรือยัง มีอะไรที่พวกเราทำกันได้อีกบ้าง  โปรดติดตามตอนต่อ ๆ ไป

++++++++++++++++++++++++

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

http://itm.marcelww.com/inglorious/

http://www.japantimes.co.jp/opinion/2013/01/21/editorials/an-appalling-waste-of-food/#.WFODIbZ95sM

หนังสือ Consumed: Rethinking Business in the Era of Mindful Spending

https://www.facebook.com/choojaiandfriends/

https://www.facebook.com/ecoshopcommon.bangkok/

————————–

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว

นอกจากการเจริญสติ ดร.ณัชรสนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

ก่อนหน้าเรียนปริญญาเอกดร.ณัชรเคยทำงานวงการโฆษณาและการตลาด

———————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ”, “Zenwise” และเล่มใหม่ล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม”ได้ ที่นี่ 

———————-

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

————————————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖

———————————————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

—————————————————-

 

 

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐกิจพอเพียง: ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

King and Sufficiency Economy

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  Cr ภาพ Storify

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 130

บทความนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของผู้เขียนที่อยากนำเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองง่าย ๆ มีตัวอย่างธุรกิจพอเพียงที่ประสบความสำเร็จประกอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

รักใคร รักอย่างไร ทำไมต้องรัก ลองอ่านกันดู

เศรษฐกิจพอเพียง: เศรษฐกิจเพื่อความสุข

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่พระราชทานให้ชาวไทยมากว่า ๓๐ ปีแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนับว่าเป็นพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลนัก

แก่นของเศรษฐกิจพอเพียงสะท้อนให้เห็นพระเมตาที่จะให้พวกเราพสกนิกรได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และมีความสุขภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในกระแสโลกาภิวัฒน์

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นจากความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่มีต่อพวกเราชาวไทยทุกคน

และเนื่องจากเป็นหลักที่มีความเป็นสากล คือ ใครนำไปใช้ก็จะได้ผล  ในปัจจุบันหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงได้รับการยอมรับ ยกย่อง และชื่นชมอย่างสูงในเวทีโลกด้วย

สำหรับชาวไทย  การทำความเข้าใจและการน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อาจทำได้ง่ายขึ้นถ้านำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว นั่นคือ หลักธรรมข้อต่าง ๆ

เศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรม และการนำไปใช้

คุณสมบัติของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเรียบง่ายและมีเพียง 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน  เรามาดูกันว่าตรงกับหลักธรรมข้อใดบ้างเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้

  1. ความพอประมาณ  หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ในส่วนของการผลิตและการบริโภคในระดับพอประมาณนั้น ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “สันโดษ”  คือ ความยินดีในสิ่งที่มีอยู่

ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ว่า  ความยินดีพอใจในสิ่งที่มีอยู่เป็นการหล่อเลี้ยงให้เรามีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม

ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าความสันโดษนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้การพัฒนานั้นสนุกไปในทุก ๆ ขั้น  วันนี้ทำได้แค่ไหนก็ยินดีพอใจในสิ่งนั้น

หรือ “เป็นสุขไปพลาง ทำงานไปพลาง”

เคยมีผู้ถามท่านพุทธทาสว่า เมื่อไหร่โบสถ์จะสร้างเสร็จ  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จแล้ว”  ผู้นั้นก็ถามต่อว่า “เสร็จตรงไหน เห็นชัด ๆ ว่ายังไม่เสร็จ”  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จของวันนี้”

ในส่วนของการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนั้น  ผู้เขียนมองว่าคือ “ศีล” นั่นเอง

มีพระพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีศีล ย่อมมีสุข ผู้มีศีล ย่อมมีทรัพย์”  ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้บริโภครายใดที่มีศีลอยู่เสมอ ก็ย่อมจะมีทั้งความสุข และความเจริญรุ่งเรืองทางโภคทรัพย์ไปด้วยเป็นธรรมดา

  1. ความมีเหตุผล  หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “อริยสัจ 4”  นั่นก็คือ การพิจารณาผลแล้วสาวไปหาเหตุ  เช่น ถ้าต้องการให้ผลออกมาเช่นไร  ก็ให้มองย้อนกลับขึ้นไปว่า ต้องสร้างเหตุใดจึงจะนำไปสู่ผลที่ต้องการนั้น ๆ ได้

เช่น ถ้าต้องการจะให้ธุรกิจของตนเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องสร้างเหตุอะไรบ้าง

ในยุคปัจจุบันนักธุรกิจทั่วโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่าการที่ธุรกิจของตนจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ตนต้องเป็นฝ่ายมอบความมั่นคงยั่งยืนให้กับสังคมที่ตนอยู่ก่อน

ต่อเมื่อสังคมอยู่ได้อย่างมั่นคง ผู้คนเป็นสุขเท่านั้น ธุรกิจจึงจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย

  1. มีภูมิคุ้มกัน  หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือ “วิมังสา” ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  คือ

“…ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น…”

ในทางธุรกิจ วิมังสาเปรียบได้กับการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือ risk management  คือจะทำอะไรก็ควรมีทางเลือก หรือ Plan B ไว้คอยรับมือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ซึ่งเป็นหลักการที่นำมาใช้ในระดับบุคคลได้เช่นเดียวกัน  พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เคยเปรียบเทียบ วิมังสา ไว้ว่า คือการมีความคิดสร้างสรรค์ โดยท่านได้ยกตัวอย่าง Steve Jobs ว่าเป็นผู้ที่มีวิมังสา และคุณธรรมข้ออื่น ๆ ในอิทธิบาท 4 หรือ หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จครบทุกข้อ

เศรษฐกิจพอเพียงในคำเพียงคำเดียว

ถ้าไม่อยากจำข้อธรรม “สันโดษ”, “ศีล, “อริยสัจ 4” และ “วิมังสา” ให้ยุ่งยาก  ก็สามารถสรุปได้ทั้งหมดลงในคำเพียงคำเดียว

คือคำว่า “สติ”

เพราะโดยแก่นแท้แล้ว  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “หลักการผลิต การจัดจำหน่าย การให้บริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ” นั่นเอง

สติช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจให้พัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

1.ความช่างสังเกต   ผู้ที่มีสติในความหมายเชิงพุทธนั้น จะเป็นผู้ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดปลีกย่อยได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งนำไปสู่ความมีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมได้อยู่เรื่อย ๆ

2.  ความใส่ใจ  เมื่อมีสติและความช่างสังเกตแล้ว ก็จะเกิดความเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยปริยาย  ซึ่งเหมาะเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจประเภทบริการ  เพราะจะทำให้สามารถคาดเดาสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

3. ความมีเมตตา เมื่อมีสติ ช่างสังเกต หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในทุกข์หรือปัญหาของลูกค้า หรือแม้แต่ของพนักงานขององค์กรตนเอง  นำไปสู่ความรู้สึกมีเมตตา ปรารถนาดี อยากเห็นเขาเหล่านั้นมีความสุข และพ้นจากทุกข์  ทำให้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะเป็น “ผู้ให้”

กล่าวง่าย ๆ ก็คือ  เมื่อเกิดความเมตตาแล้ว ผู้ประกอบการจะอยาก “มอบความสุข” ให้กับทั้งลูกน้อง ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมนั่นเอง

4. ความเข้าใจในเรื่องของกรรม นอกจากคุณสมบัติข้อ 1-3 แล้ว การฝึกสติจะทำให้คนเราเกิดความเข้าใจภายในขึ้นมาเองว่า ทุก ๆ การกระทำย่อมมีผลเสมอ

เมื่อมีความเข้าใจเรื่องนี้  ผู้ประกอบการก็จะทำอะไรด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในแง่ลบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย

นำไปใช้ได้จริงหรือ?

ท่านอาจสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้นำไปใช้ได้จริงหรือ?  แนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ?

ในประเทศญี่ปุ่น มีตัวอย่างของบริษัทหลายแห่งที่ทำธุรกิจแบบพอเพียง กล่าวคือ การทำธุรกิจด้วยสติ ด้วยความใส่ใจ ปรารถนาดีที่จะมอบความสุขให้กับผู้อื่น และมอบความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม  โดยมุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” มากกว่าการนึกถึงผลกำไร

และเป็นเพราะเขามุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” นี่เอง ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจเหล่านั้นเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อตั้งเป้าที่จะ “มอบความสุข” ธุรกิจจะยิ่งเติบโต

Chuo Taxi

Chuo Taxi เป็นบริษัทแท็กซี่ที่ดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาว่า “ลูกค้ามาก่อน กำไรมาทีหลัง” พนักงานทุกคนตั้งใจทำเพื่อลูกค้า เช่น ครั้งหนึ่งมีผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวเมารถและอาเจียนเลอะเสื้อสเวตเตอร์ เมื่อกลับถึงโรงแรม ผู้โดยสารเอาเสื้อใส่ถุงพลาสติกและฝากคนขับให้ทิ้งเสื้อให้

แต่คนขับ Chuo Taxi นำเสื้อกลับไปซักที่บ้านตนเองและนำกลับมาส่งคืนที่โรงแรมโดยไม่คิดค่าบริการ  เขาให้เหตุผลภายหลังว่า  เวลาคนเราเดินทางท่องเที่ยว เราย่อมนำเสื้อตัวโปรดที่ใส่ถ่ายรูปแล้วดูดีติดตัวไป ถ้าต้องทิ้งเสื้อตัวโปรดไป เจ้าตัวคงจะรู้สึกเสียดายมาก

คนขับ Chuo Taxi ทุกคนมีแนวคิดใส่ใจผู้โดยสารเช่นนี้ ความใส่ใจและความปรารถนาดีของพวกเขาสร้างความประท้บใจให้กับบรรดาผู้คนจำนวนมาก  ทำให้ Chuo Taxi ก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งในตลาดแท็กซี่ในจังหวัดนากาโนะที่ตนเองให้บริการมานานนับสิบปีแล้ว

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Chuo Taxi ได้ ที่นี่

Ina Food Products

Ina Food Products เป็นบริษัททำผงวุ้นที่แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ อย่างโตโยต้ายังต้องไปดูงาน ประธานบริษัทเน้นการ “ไม่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไป” เนื่องจากเห็นว่าไม่ยั่งยืน

Ina Food Products ไม่เน้นการทำกำไรแต่กลับมุ่งการทำดีแทน กล่าวคือ ดีต่อพนักงาน ดีต่อลูกค้า และดีต่อสังคม

นโยบายเน้นการทำดีอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากมายหลายอย่างของ Ina Food Products เช่น การมุ่งทำที่ทำงานให้มีความรื่นรมย์สะดวกสบายสำหรับพนักงานมากที่สุด  การเปิดสวนของบริษัทเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนในละแวกนั้นเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ฟรี  การคิดเส้นทางขับรถมาทำงานให้รบกวนการจราจรแถวนั้นน้อยที่สุด

แม้กระทั่งการให้พนักงานเลือกจอดรถในตำแหน่งที่ไกลที่สุดเมื่อไปเยี่ยมลูกค้า(ที่เป็นร้านค้า ซูเปอร์มารเก็ต) เพื่อเก็บพื้นที่จอดใกล้ ๆ ทางเข้าร้านเอาไว้ให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าของร้านค้าเหล่านั้นได้ใช้อย่างสะดวก

การใส่ใจมอบความสุขให้พนักงาน คู่ค้า และสังคมอย่างสม่ำเสมอทำให้บริษัทที่ไม่ตั้งเป้าเรื่องผลกำไรกลับสามารถทำกำไรได้สูงขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาถึง 48 ปีแล้วและแทบจะไม่เคยมีพนักงานลาออกจากบริษัทเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Muji

นอกจาก Muji จะมีนโยบายมุ่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคด้วยการมอบ “ประสบการณ์ดี ๆ ” ที่เรียบง่ายละเมียดละไมแล้ว บริษัทยังปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณขยะ และเลือกใช้แต่วัตถุดิบออร์แกนิคเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงานอีกด้วย

แน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัท  แต่พวกเขามีความสุขมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้แก่สังคมและแก่โลก  และเลือกที่จะทำเช่นนี้แทนที่จะแสวงผลกำไรเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นยังมีความใส่ใจแฝงอยู่อีกมากมาย  พูดสั้น ๆ คือทีมดีไซน์ของ Muji ได้ “คิดเผื่อไว้ให้แล้วเพื่อความสุขของผู้ใช้” เช่น ปากกาไฮไลท์ที่มี “หน้าต่างกระจก” ตรงใกล้ปลายปากกาทำให้เราสามารถ “มองทะลุ” และ “อ่านตาม” ไปยังตัวอักษรที่เรากำลังขีดทับได้

หรือ สมุดโน้ตปกอ่อนที่เย็บเข้าเล่มด้วยวิธีพิเศษที่ทำให้เวลากางสมุดออกเพื่อจดไม่ว่าจะหน้าใดสมุดจะแบนราบสนิทไปกับพื้นโต๊ะเสมอโดยไม่กระดกขึ้นมา  ทำให้จดง่ายโดยไม่ต้องหาอะไรวางทับ

แม้แต่ตัวสติ๊กเกอร์อธิบายสินค้าที่ติดมาจากญี่ปุ่น ก็ยังได้รับการคิดค้นมาให้ลอกออกง่ายไม่ติดเกรอะกรังอยู่กับสินค้าให้ลูกค้าต้องหงุดหงิด

ที่สำคัญ Muji ให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมาก

การมุ่งที่จะมอบอะไรดี ๆ ต่อพนักงาน ลูกค้า และสังคมชนิดที่สัมผัสได้จริง ๆ นี่เอง ทำให้ Muji เติบโตอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทส่งท้าย: ธุรกิจไทยนำไปปรับใช้ได้อย่างไร

จากตัวอย่างธุรกิจญี่ปุ่นที่พอเพียงทั้ง 3 เรื่อง  จะเห็นได้ว่า ความพอเพียงเกิดจาก “ความมีสติ” และ “ความรัก” นั่นเอง

อีกนัยหนึ่ง  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือการผลิต การจัดจำหน่าย การบริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ  ซึ่งนำไปสู่ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีอยากเป็นผู้ให้  อยากเห็นผู้อื่นเป็นสุข

ผู้อื่นในที่นี้ไม่ได้มีแค่พนักงาน, ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเช่นนักลงทุนเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงสังคมและโลกโดยรวมด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เคยตรัสไว้ว่า  สังคมไทยอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้เพราะเรายังมีการ “ให้” ต่อกัน

ความหมายแฝงก็คือ  เพราะเรายังมี “ความรัก” ต่อกัน

ถ้าผู้ประกอบการใดน้อมนำพระราชดำรัสนี้ไปใช้  มุ่งเป็น “ผู้ให้” แก่สังคมอย่างจริงใจ ใช้การทำธุรกิจเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น  ผลของการกระทำที่ดีนี้ก็จะนำความสำเร็จอย่างยั่งยืนมาสู่ผู้ประกอบการนั้น ๆ อย่างแน่นอน

————-

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ วิทยาศาสตร์ทางสมองและจิตวิทยา เคยทำงานด้านโฆษณาและการตลาด  ปัจจุบันมีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดยคุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

________

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙  ผ่านการนำเสนอเรื่องดี ๆ หลากหลายประเภทเพื่อมอบความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้ชาวไทยทุกคน

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0