สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล

airbnb greeting

Cr ภาพ Huffington Post

            เช้าตรู่ในฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อไฟลท์ของแพรเดินทางถึงกรุงลอนดอน  เธอก็ลากกระเป๋าใบย่อมขึ้นรถไฟสาย Heathrow Express ไปลงที่สถานี Paddington ก่อนจะต่อรถไฟเพื่อไปที่ย่าน King’s Cross

เมื่อก้าวออกมาจากสถานีปลายทางแพรหยุดยืนมองไปรอบ ๆ ลมหนาวยามเช้าพัดกรูมากระทบใบหน้า แพรจับผ้าพันคอที่ตกลงมากลับขึ้นพาดบ่า  หยิบมือถือของเธอขึ้นมาเปิด Google Map แล้วออกเดินตามเส้นทางไปสู่ที่พักของเธอ

เสียงรองเท้าบู้ทของเธอกระทบพื้นทางเดินเป็นจังหวะกรึก กรึก สะท้อนเสียงหัวใจเธอที่กำลังเต้นตึ้กตั้ก…

แพรเลือกมาพักย่านนี้เพราะได้อ่านรีวิวมาว่าเป็นย่านที่พักอาศัยที่กำลัง hip ของลอนดอน  มีร้านอาหารเก๋ ๆ มากมาย

ในที่สุดแพรก็ลากกระเป๋าเดินทางมาถึงที่บ้านของคริสโตเฟอร์ โปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรงผู้เริ่มทำ startup ของตนเองมาได้สักพัก  และกำลังไปได้สวย

ทั้งสองคนพบกันบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง  แพรชอบรอยยิ้มซื่อ ๆ จริงใจของคริสโตเฟอร์  และอพาร์ทเมนท์ของเขาก็ดูอบอุ่นและสะดวกสบาย…

คริสโตเฟอร์ไม่ใช่แฟนหนุ่มของแพรหรือแม้แต่คนที่เธอกำลังดูใจ  แต่เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของที่พักอาศัยกว่า 650,000 คนใน 192 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศเปิดที่พักของตนให้นักเดินทางจากต่างถิ่นเข้าพัก

แพรกับคริสโตเฟอร์รู้จักกันผ่านเว็บไซต์ที่ชื่อ…Airbnb

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 143 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “ความไว้วางใจในยุคดิจิทัล”

ยินดีต้อนรับสู่ เศรษฐกิจแบ่งปัน

เรื่องของแพรด้านบนทุกวันนี้เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลกทุกครั้งที่คนใช้บริการของ airbnb, uber ฯลฯ  ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจแบ่งปัน หรือ Sharing Economy ผ่านระบบดิจิทัลได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว

เศรษฐกิจแบ่งปัน คือ การนำเอาทรัพย์สินที่เจ้าของมีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่มาสร้างรายได้โดยการให้ผู้อื่นเช่าหรือให้ยืมใช้ในช่วงเวลาที่เจ้าของไม่ได้ใช้ทรัพย์สินนั้น

นอกจากบ้านและรถแล้ว ยังมีการเอา “เวลาว่าง” ของตนมา “ให้คนอื่นยืมไปใช้หรือว่าจ้าง” โดยการรับจ้างทำงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย

คุณผู้อ่านที่เคยซื้อเฟอร์นิเจอจากอิเกียมาพยายามประกอบเองคงจะเคยปวดหัวกับเรื่องนี้มาแล้ว  แต่ทุกวันนี้อย่างน้อยในโลกตะวันตกคุณสามารถหาคนมารับจ้างประกอบให้คุณได้อย่างมืออาชีพ (และถูกกว่าช่างอิเกีย) จากเวบไซต์ชื่อ taskrabbit.com

Screen Shot 2560-07-01 at 4.42.17 PM

ตัวอย่างงานจากหน้าเวบไซต์ taskrabbit.com

สำหรับคนรักสุนัขที่รู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ต้องเอาสุนัขแสนรักไปฝากไว้ในกรงเล็ก ๆ ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ เมื่อคุณต้องเดินทางไกล คุณก็สามารถไปหา “พี่เลี้ยงสุนัข” ได้ที่เวบไซต์ชื่อ dogvacay.com เพื่อฝากเจ้าตัวโปรดของคุณไว้ที่บ้านของผู้รักสุนัขที่จะคอยดูแลสุนัขของคุณเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านของตัวเอง

Screen Shot 2560-07-01 at 4.44.07 PM

หน้าเพจ dogvacay.com

ข้อดี v. ข้อเสีย

ในทางเศรษฐศาสตร์  เศรษฐกิจแบ่งปันดีตรงที่เราได้นำทรัพย์สินและทรัพยากรอย่างเช่น เวลา ที่ปกติแล้วไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่และคุ้มค่าขึ้น

แถมผู้บริโภคยังมีทางเลือกหลากหลายขึ้น สังคมก็สามารถลดการผลิตที่ไม่จำเป็น  จึงช่วยลดมลพิษ ลดขยะ  ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

…แถมยังมีโอกาสได้พบคนรู้ใจอีกด้วย…

ข้อเสียคือธุรกิจแบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น แท็กซี่ หรือโรงแรม อาจมีการลดการจ้างงาน ลดการผลิตรถยนต์หรือชะลอการสร้างตึก ซึ่งมีผลทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เพราะปกติแล้วนักเศรษฐศาสตร์จะวัดการเติบโตด้วยการดูที่ผลผลิตมวลรวม (GDP)

การจะดูแต่ตัว GDP อย่างเดียวนั้นดีหรือไม่เรายกไว้ก่อน   สิ่งที่สะดุดตาผู้เขียนมากกว่าในเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปันคือเรื่อง “การให้ความไว้วางใจ”

เพราะก่อนที่คุณจะเปิดบ้านให้ใครเข้ามาพัก หรือไปพักบ้านคนแปลกหน้า รับคนแปลกหน้าขึ้นรถ หรือขึ้นรถคนแปลกหน้า จ้างคนแปลกหน้ามาประกอบเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคุณ หรือส่งสุนัขของคุณไปอยู่บ้านคนแปลกหน้า  คุณจะต้องมีระดับความไว้วางใจในตัวผู้นั้นมากทีเดียวใช่หรือไม่

คนเราจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้ไหมนะ…?

นั่นคือสาเหตุที่แพรเดินใจเต้นตึ้กตั้กไปที่บ้านของคริสโตเฟอร์ ชายหนุ่มที่เธอไม่เคยพบแม้แต่ครั้งเดียว…

แต่แพรไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่ใช้บริการของ Airbnb  ทราบหรือไม่ว่าสัดส่วนของแขกที่เดินทางไปพักที่พักในสังกัด Airbnb นั้นเป็นผู้หญิงถึง 54% ในขณะที่เป็นผู้ชายเพียง 46% เท่านั้น!

“ความไว้วางใจ” สำคัญแค่ไหน?

ถ้าจะบอกว่าสำคัญระดับความอยู่รอดของชีวิตคุณล่ะ?

นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง  เพราะงานวิจัยของศาตราจารย์เอมี่ คัดดี้ แห่งคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ศึกษาเรื่อง “ความประทับใจแรกพบ” มากว่า 15 ปีพบว่า สิ่งแรกที่สมองมนุษย์จะตัดสินเมื่อพบใครเป็นครั้งแรกคือ  “เราจะไว้ใจคนคนนี้ได้แค่ไหน”

ทั้งนี้เป็นกลไกในการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่สมัยยุคหินนั่นเอง

และนี่คงเป็นเหตุผลที่  ราเชล บอทส์แมน นักเขียนและอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้กล่าวไว้เช่นกันใน Ted Talk ของเธอที่มีผู้ชมนับล้านคนว่า

“…ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb ไม่ใช่จำนวนที่พักหรือว่าราคา  แต่คือการใช้พลังของเทคโนโลยีในการสร้างความไว้วางใจขึ้นมาระหว่างคนแปลกหน้า…”

“…และในที่สุดแล้ว คนเราจะตัดสินใจเลือกที่พักเพราะตัวเจ้าของมากกว่าตัวสถานที่…”

“ความน่าไว้วางใจ” ไม่ได้สำคัญสำหรับ “ความประทับใจแรกพบ” อย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  แต่ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ด้วย!

ชม TED Talk ของราเชลได้ที่นี่

 

ผู้ก่อตั้ง Airbnb: การได้เพื่อนสำคัญกว่าการทำเงิน

และจะมีใครรู้ลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ Airbnb มากเท่าผู้ก่อตั้งเอง?   โจ เกบเบีย เคยเปรยไว้ว่า “…คนแปลกหน้านั้นแท้ที่จริงก็คือเพื่อนที่กำลังรอให้คุณไปค้นพบอยู่…”

และนั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวกันที่อยู่ในใจแพร ตอนที่ตัดสินใจกดจองที่พักที่บ้านคริสโตเฟอร์ไปในกลางดึกคืนวันหนึ่ง…

ในครั้งแรกที่โจ เกบเบียเปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามาเช่าพัก  สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาในวินาทีที่แขกกลับออกไปหมดแล้วคือ  “…นี่เราเพิ่งค้นพบหรือเปล่าเนี่ยว่า คนเราสามารถหาเพื่อนใหม่ได้พร้อม ๆ กับสามารถหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านได้ด้วย?…”

จะเห็นว่าโจให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีขึ้นมาระหว่างมนุษย์ก่อนเรื่องการทำเงินเสียอีก  ทั้ง ๆ ที่ช่วงนั้นเขากำลังขัดสนเรื่องเงินทองอยู่แท้ ๆ

เทคโนโลยีที่สร้างความไว้วางใจ

สำหรับสิ่งที่ราเชลเรียกว่า “พลังของเทคโนโลยีมาสร้างความไว้วางใจ” นั้น  ตัวโจเองซึ่งจบด้านการออกแบบมาบอกว่า มันเป็นเรื่องของการใช้ “ดีไซน์” เพื่อสร้างความไว้วางใจมากกว่า

“…การออกแบบนั้นมันมีมากกว่าการที่สิ่งนั้นดูเป็นอย่างไรหรือสัมผัสเป็นอย่างไรนะครับ  มันเป็นประสบการณ์ทั้งหมด…”  โจอธิบย

“…คนเราได้เรียนรู้วิธีที่จะออกแบบประสบการณ์กับสิ่งของต่าง ๆ ได้  แต่นี่เรากำลังมุ่งสร้างความไว้วางใจระดับโอลิมปิคระหว่างคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน…เราใช้การออกแบบตอบโจทย์นั้นได้ไหม?  มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะออกแบบอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความไว้วางใจกันขึ้น?…”

 

คำตอบคือ  Airbnb ทำได้!   พวกเขาสามารถออกแบบระบบประเมินผลระดับ “ความไว้วางใจได้” ของทั้งฝั่งเจ้าของบ้านและฝั่งแขกได้อย่างดี

มิเช่นนั้นคงไม่มีการเข้าพักถึง 160 ล้านครั้งเกิดขึ้นแน่นอน

โจ กล่าวไว้ TED Talk ของเขาว่า  “…แน่นอน (Airbnb) มันก็เป็นการค้าน่ะครับ  แต่ถ้าคุณเรียกมันแค่ว่าเป็นเพียงธุรกิจการให้เช่า มันก็จะไม่ครอบคลุมนัก  เศรษฐกิจแบ่งปันคือการทำการค้าที่มาพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าเราจะเชื่อมโยงมนุษยชาติเข้าไว้ด้วยกัน…”

“…คนเราแบ่งปันส่วนหนึ่งของตัวตนเราออกไปให้คนอื่นครับ  และนั่นคือการเปลี่ยนรูปแบบทุกสิ่งไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง…”

ชม TED Talk ของ โจ เกบเบีย ผู้ก่อตั้ง Airbnb ได้ที่นี่

 

มุมมองทางธรรม

  • การทำธุรกรรมในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น มีพื้นฐานอยู่บน “การให้ซึ่งกันและกัน” เช่น การให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัว การให้ความเคารพและไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของผู้อื่น ฯลฯ
  • การให้เป็นการฝึกการปล่อยวางความยึดติดอย่างหนึ่ง เพราะผู้ที่มีความตระหนี่ยึดติดในของของตนมากจะไม่สามารถแบ่งปันของของตนให้ผู้อื่นร่วมใช้ได้เลย  ถึงแม้ส่วนใหญ่ในที่นี้จะไม่ได้เป็นการให้เปล่า  แต่การแบ่งปันให้คนอื่นร่วมใช้ก็เป็นการขัดเกลากิเลสตัวตระหนี่ออกไปได้ในระดับหนึ่ง
  • การที่เจ้าของทรัพย์สิน เช่น บ้านพัก ยินดีแบ่งปันสถานที่ของตนให้กับนักเดินทางที่อาจกำลังเดือดร้อนเช่นหาที่พักไม่ได้ จัดว่าเป็นความเมตตากรุณาอย่างหนึ่ง  ถ้าต่างฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อกัน ก็ย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ต่อไปในอนาคต  ดั่งพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก”
  • วิธีการพิจารณาเลือกคนที่เราจะแบ่งปันด้วย อาจใช้หลักการเลือกเพื่อน 7 ประการ (กัลยาณมิตรธรรม) ได้  คือ ผู้นั้นจะต้องเป็น
  1. คนที่ดูแล้วสบายใจ ชวนให้เข้าไปปรึกษา
  2. คนที่ดูน่าเคารพ ประพฤติตนสมควร  ดูแล้วรู้สึกพึ่งพาได้
  3. คนที่น่ายกย่อง หมั่นฝึกตน ปรับปรุงตนอยู่เสมอ
  4. คนที่พูดรู้เรื่อง สามารถชี้แจงให้เข้าใจ คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
  5. คนที่อดทนรับฟังคำปรึกษา คำซักถาม คำเสนอแนะ คำวิจารณ์ได้โดยไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว
  6. คนที่อธิบายเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่ายได้
  7. คนที่ไม่ชักจูงไปในทางที่เหลวไหล ในทางเสื่อมเสีย

เรื่องราวของแพร  ตัวละครตอนต้นเรื่อง จะจบลงอย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่อาจทราบได้เพราะเป็นเหตุการณ์สมมติ  แต่เรื่องราวของพวกเราทุกคนจะเป็นอย่างไรต่อไปในเศรษฐกิจแบ่งปันนั้น  พวกเราทุกคนเลือกได้…

ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านเลือกที่จะเป็น “ผู้ให้” ด้วยสติและความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกโดยทั่วถึงกัน

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมกับอ.ดร.วรประภา นาควัชระ  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ติดตามงานเขียนของอ.ดร.วรประภาได้ ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

GS 142 Happily Digital

Cr ภาพ Pixabay

ดิจิทัล…ยุคแห่ง “งานเข้า 24 ชม.”…

ยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา…

ยุคที่การวิ่งไล่ล่าหาความสุขนำมาซึ่งความเครียดฝังลึก…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 142 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล”

ว่าด้วย “เศรษฐี”

คำภาษาไทยที่มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า เศรษฐี คือ คำว่า “เศรษฐศาสตร์”

ถ้าจะดูจากความหมายในปัจจุบัน  เราคงจะเดากันว่าคำว่า “เศรษฐ” นี่น่าจะแปลว่าอะไรที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ  หรืออย่างน้อยก็การค้าขาย

แต่คุณรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณเองก็มีสิทธิ์เป็นเศรษฐี และเป็นนักเศรษฐศาสตร์!

ในภาษาบาลี คำว่า “เศรษฐ” หมายถึง ประเสริฐ

เศรษฐศาสตร์  ก็คือ ศาสตร์แห่งการใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ

วิชาเศรษฐศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่ศึกษาหนทางในการเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดสำหรับผลิตสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่จำกัด

เราทุกคนเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เพราะถึงแม้ในวันทำงานเราจะไม่ได้นั่งดูกราฟหรือวิเคราะห์สถิติใด ๆ

เราก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจของโลก

และหากเราสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างดี

เราก็จะเป็น “เศรษฐี”

หรือ…. ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐนั่นเอง

ไม่ใช่แค่มีเงินก็เป็นเศรษฐีได้

ในสมัยพุทธกาล ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่มีเงินแล้วจะได้เป็นเศรษฐี

ถ้าเราเป็นพ่อค้า สมัยพุทธกาลจะเรียกว่าเราเป็น วาณิช

ท่านว.วชิรเมธีเคยกล่าวไว้ว่า  ถ้าเป็นเพียงพ่อค้าที่มีเงินเยอะ แต่ไม่ได้ทำอะไรให้สังคม ก็เป็นได้แค่ มหาธนวาณิช  หรือ พ่อค้าที่มีเงินเยอะ

สมัยพุทธกาล  สังคมไม่ได้ยกย่องผู้มีเงินเยอะ  แต่จะยกย่องคนกันที่ระดับคุณธรรมของจิตใจ

ผู้ที่จะได้รับการยกย่องจากผู้อื่นว่าเป็น “เศรษฐี” ได้ จะต้องเป็นผู้ที่ใจบุญสุนทาน นำทรัพย์ที่ตัวเองมีออกช่วยผู้ยากไร้และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทนเท่านั้น

รู้จักกับ “เศรษฐีตัวอย่าง”

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้ที่ยังมีชื่อจารึกในพระไตรปิฎกตราบจนถึงทุกวันนี้ ว่าเป็นผู้มีคุณูปการในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือคนหมู่มากมาอย่างมหาศาล และตนเองก็ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นโสดาบัน

ที่จริงชื่อเดิมท่านคือ สุทัตตะ  แต่ฉายา อนาถบิณฑิกเศรษฐี นั้น เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกท่านด้วยความยกย่อง แปลว่า ผู้ประเสริฐผู้มอบก้อนข้าวให้กับคนยากจน  เนื่องจากท่านตั้งโรงทานถึงสี่มุมเมืองทุกวัน นอกเหนือจากไปใส่บาตรกับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์

อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้ทำบุญเพื่อหวังสวรรค์วิมาน หรือไม่ได้หวังให้ตัวเองรวยขึ้น  แต่ทำเพราะต้องการช่วยผู้อื่นและอุปถัมภ์ผู้มีพระคุณ

และแม้จะรวยระดับทวีปหรือกล่าวได้ว่าระดับโลกในสมัยนั้น ท่านก็ยังทำตัวติดดิน  ตกดึกหลังปิดบัญชีแต่ละวัน ก็จะเดินถือข้าวของติดไม้ติดมือไปถวายพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งไปสนทนาธรรม ฟังธรรมเพื่อเพิ่มพูนปัญญาในการเข้าใจชีวิต

ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด แม้อยู่ในวิสัยที่จะทำได้อย่างสะดวกสบาย

กล่าวได้ว่า การอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อความสุขของผู้อื่นโดยไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน คือสุขของ “เศรษฐีตัวจริง” สมัยพุทธกาล

แล้วเศรษฐีในยุคดิจิทัลนี้เล่า?  ความสุขของพวกเขาคืออะไร

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัล

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าการมีแต่ทรัพย์ภายนอกไม่ได้นำความสุขที่แท้จริงมาให้  แม้โลกตะวันตกต้นแบบของลัทธิบริโภคนิยม (consumerism) ก็ยังมีงานวิจัยยืนยันเช่นนั้น

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้ เทคโนโลยีนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ทุกมิติของการใช้ชีวิตโดยเฉพาะการบริโภคทรัพยากรต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมาก

เพียงมีสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง  เราก็สามารถสั่งอาหารจากร้านหรูมาส่งถึงบ้านโดยไม่ต้องฝ่ารถติด  จองปราสาทหรูในฝรั่งเศสอย่าง Chateau Bordeaux & Vignoble ไว้ไปพักผ่อนวันหยุด หรือจองรถหรูให้มารับส่งเราแทนแท็กซี่ได้ด้วยในเวลาเพียงพริบตา

ในการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้  ผู้ที่มี “สติ” รู้เท่าทัน “ความอยาก” ในรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้นจึงจะอยู่เหนือความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่นิยามของคำว่าเศรษฐศาสตร์เอ่ยถึงไว้ได้

ผู้บริโภคที่มีสติรู้เท่าทันความอยาก จะบริโภคอย่างพอเพียงและมีเหตุผลได้เองตามธรรมชาติ  ไม่ต้องฝืนข่มใจแต่อย่างใด  เพราะมีสติรู้เท่าทันความอยากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

จึงสามารถมีความสุขได้ในทุก ๆ สิ่งที่ตนเองมี…ในทุกสิ่งที่ตัวเองเป็น

คุณคิดว่าถ้าอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาเกิดสมัยนี้ ท่านจะติดสมาร์ทโฟน แล้วสั่งข้าวของฟุ่มเฟือยมาเพื่อบำรุงกิเลสตนเองหรือไม่?

ผู้เขียนคิดว่าก็คงไม่  แต่ท่านน่าจะเป็น angel investor ที่ลงทุนให้ startup ที่ทำอะไรเพื่อสังคมแทน เช่น ผลิตแอพเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ฯลฯ

ยอมเสียสละจ่ายมากขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก

เศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลนั้น  เมื่อตัวเองมีความพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอแล้ว ก็ยินดีแบ่งปันเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นอีกด้วย

เห็นได้ชัดในกรณีที่ผู้บริโภคทั่วโลกยอมจ่ายมากกว่าเพื่อสนับสนุนแบรนด์สินค้าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ รักโลก หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเพื่อสังคม

เช่น เสื้อถักไหมพรมของญี่ปุ่นยี่ห้อ Kesennuma Knitting ที่มีราคาแพงถึงตัวละสามหมื่นบาท ใช้เวลาถักมือ 2-3 ปี แต่กลับมีคนสั่งซื้อและยินดีรอเป็นจำนวนมาก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะ Kesennuma Knitting เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวโทโฮกุให้มีรายได้ประจำอย่างยั่งยืนด้วยทักษะที่ตนถนัดและยังสามารถทำอยู่กับบ้านเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวอยู่ที่บ้านได้ด้วย

ลูกค้าที่สั่งซื้อ นอกจากจะได้เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมสุดสวยแล้ว

ยังสามารถพูดคุยให้กำลังใจผู้ประสบภัย

และช่วยเหลือพวกเขาด้วย

(อ่านเรื่องราวอันแสนอบอุ่นระหว่างความสัมพันธ์ของผู้ถักเสื้อและผู้สั่งซื้อเสื้อได้ ที่นี่)

kesennuma knitting ladies

คุณแม่บ้านที่เมือง kessennuma กำลังเตรียมงานถักไหมพรมร่วมกันอย่างตั้งใจ  ภาพจาก http://www.knitting.co.jp/s/news/

สุขอันประเสริฐในทุกยุคสมัย ไม่ต่างกัน

ดังนั้น สุขของเศรษฐีในสมัยพุทธกาล กับสุขของเศรษฐีในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น  จะว่าไปก็ไม่ต่างกัน

นั่นก็คือ สุขที่เริ่มจากมีสติรู้เท่าทัน  นำไปสู่การพอเพียง เติมเต็ม อิ่มพอในสิ่งที่ตนมีและบริโภค

นำไปสู่การมีเหลือเพียงพอที่จะแบ่งปันไปให้ผู้อื่นที่เดือดร้อนกว่าตน และให้สังคมโดยรวม

ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งว่า คำว่า “เศรษฐี” ในที่นี่ หมายถึง ผู้ที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างประเสริฐ เท่านั้น

ในยุคที่โลกอยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างสุดโต่ง  ผู้คนจำนวนมากก็พากันพัฒนาตนเองเพื่อความสุขของตนเอง…

แต่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลนี้  เป็นยุคที่คนเราก้าวข้ามจุดนั้นมาเป็นผู้ที่พัฒนาตนเองเพื่อความสุขอย่างยั่งยืนของสังคมและของโลกแทน

เราสามารถมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ด้วยการเป็น “ผู้ให้”  โดยไม่จำเป็นต้องบริโภคอย่างสุดโต่ง

และเพียงรู้จัก “ใช้ทรัพยากรอย่างประเสริฐ”  เราทุกคนก็สามารถเป็น “เศรษฐี” กันได้แล้ว

มาเป็นเศรษฐีความสุขในยุคดิจิทัลกันเถอะ!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สุขเลือกได้

Than Vor APAC 2017ท่านว.วชิรเมธี กับดร.มาร์แชล โกลด์สมิธ โค้ชผู้บริหารระดับโลก

เมื่อเราต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เรามีทางเลือก 2 อย่าง

วิธีการเลือกของเรา จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราจะมีความสุข หรือต้องทนทุกข์

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 140 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “สุขเลือกได้”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมโค้ชเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2017 มา  และได้มีโอกาสฟังธรรมบรรยายของท่านว.วชิรเมธีในหัวข้อ “สติ กับ การโค้ช”

พระนักเทศน์ระดับแนวหน้าอย่างท่านว.วชิรเมธี ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง  แทนที่จะเข้าประเด็นที่ท่านทราบว่าคนสนใจและตั้งใจมาฟังมากที่สุด คือ “สติกับการโค้ช” ทันที ท่านเลือกที่จะใช้เรื่องเล่าสร้างแรงบันดาลใจและพูดถึงภาพรวมก่อน

โลกปัจจุบันต้องการความรัก

ท่านว.เปิดธรรมบรรยายด้วยการพูดถึงภาพรวมของโลกในปัจจุบันก่อนที่เต็มไปด้วยความรุนแรง  โดยเปิดคลิปจากรายการ British Got Talent ให้พวกเราดู  เป็นการแสดงแนวการเต้นลีลาประกอบเพลงที่ใช้เงาของร่างกายผู้เต้นแสดงเล่าถึงความรักของหนุ่มสาวและพ่อแม่ลูกกับความสูญเสียจากภัยสงคราม

เป็นคลิปที่สะเทือนใจมาก  ผู้คนทุกชาติทุกภาษาต่างก็ดูแล้วเข้าใจเพราะผู้แสดงใช้ภาพเล่าเรื่องของความรักและความสูญเสียซึ่งมีความเป็นสากล  ท่านที่สนใจสามารถดูคลิปดังกล่าวที่มีความยาวประมาณ 4 นาทีได้ด้านล่างนี้

ผู้คนในอิมแพ็ค ฟอรั่ม จำนวนนับพันคนจากนานาประเทศทั่วโลกเงียบกริบเมื่อคลิปนี้จบ  ท่านว.สรุปประเด็นแรกนี้สั้น ๆ ว่า  โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความรุนแรง  เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของโค้ชทั้งโลกที่จะโค้ชให้คนอยู่ในความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกัน

ถ้าเปลี่ยนภายนอกไม่ได้ ก็จงเปลี่ยนจากภายใน

ประเด็นต่อไปที่ท่านว.พูดถึงคือ คนเรานั้น  ไม่มีใครได้อะไรทุกอย่าง  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครพลาดไปเสียทุกอย่างเช่นเดียวกัน

เราเลือกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราไม่ได้  แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับมืออย่างไร  หรืออีกนัยหนึ่ง  เราเปลี่ยนปัจจัยภายนอกไม่ได้  แต่เปลี่ยนสิ่งที่อยู่ข้างในเราได้  นั่นก็คือ เปลี่ยนท่าทีที่เรามีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเรานั่นเอง

ท่านว.กล่าวว่าเรามีทางเลือกอยู่ 2 ทางเสมอในการที่จะรับมือกับสิ่งที่เราต้องเผชิญ  คือ  1)  รับมือด้วยความขำขัน  หรือ  2) รับมือด้วยความขมขื่น

เมื่อลามะทิเบตเยือนไร่ในไทย

แล้วท่านว.ก็ยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับท่านเรื่องหนึ่งมาเล่า  คือ ครั้งหนึ่งมีลามะระดับสูงของทิเบตท่านหนึ่งมาเป็นอาคันตุกะของไร่เชิญตะวันของท่านว.ที่เชียงราย

ที่ไร่นั้นท่านว.ได้ให้ลูกศิษย์ทำโครงการเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักหลายอย่าง รวมทั้งเพาะเห็ดด้วย  เช้าตรู่วันที่ท่านลามะมาเยือน ท่านว.ก็นิมนต์ท่านให้เดินชมงานเกษตรอินทรีย์ของไร่เชิญตะวัน

หนึ่งในไฮไลท์ของการการชมคือเรือนเพาะเห็ด  ท่านว.กล่าวรายงานต่อท่านลามะด้วยความภาคภูมิใจว่า  เห็ดที่นี่เป็นเห็ดที่มีคุณภาพมาก  เพราะนอกจากจะเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดจากสารเคมีแล้ว  ทุกเช้า เวลา 6 น. ถึง 7 น. ท่านว.จะเปิดเสียงธรรมบรรยายให้เห็ดเหล่านี้ได้ฟังด้วย!

ผลก็คือ เห็ดมีความละเอียดอ่อน กรอบ อร่อย ท่านว.กล่าวรายงานต่อไปว่า โรงแรมห้าดาวในเชียงรายทุกแห่งจะใช้เห็ดจากที่นี่  ซึ่งมีความบอบบางชนิดที่สามารถใช้มือปลิดออกมาเบา ๆ จากเรือนเพาะก็หลุดออกจากรากอย่างง่ายดาย  แล้วท่านว.ก็นิมนต์ท่านลามะให้ลองเด็ดเห็ดออกมาดู

เรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นได้เสมอ

ท่านลามะก็ให้ความร่วมมือ โน้มกายลงไปดึงเห็ด  ปรากฏว่าไม่ออก  ท่านว.ก็แปลกใจ เพราะปกติแตะเบา ๆ ก็หลุดออกมาแล้ว  จึงเรียนท่านลามะว่า “ใช้สองมือเลยขอรับท่าน”  ท่านลามะก็ทำตาม ออกแรงดึงด้วยมือทั้งสองเต็มแรง แต่เห็ดก็ไม่หลุดออกมา

ท่านว.เล่าว่า ณ ตอนนั้น ท่านรู้สึกเครียดมาก  ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะอยากให้ท่านลามะได้ลิ้มรสเห็ดอันลือชื่อของไร่เชิญตะวัน  เลยให้ลูกศิษย์ไปนำมีดมาถวายท่านลามะ  ท่านก็ให้ความร่วมมือด้วยดี  พยายามใช้มีดตัดโคนเห็ด แต่เห็ดก็ยังไม่หลุดออกมาจากราก!

สิ่งที่ท่านว.ไม่ทราบก็คือ  ในสัปดาห์ก่อนหน้า บรรดาลูกศิษย์ผู้หวังดีของท่านว.นั้น เห็นว่าเห็ดพันธ์เดิมที่ท่านว.พูดถึงนั้นมีขนาดเล็ก เห็นไม่ชัด  จึงไปเปลี่ยนออกแล้วลงเห็ดอีกพันธ์ที่มีขนาดใหญ่ ดูสวยงาม เห็นได้ชัดลงไปแทน

แต่สิ่งที่บรรดาลูกศิษย์ผู้หวังดีไม่ทราบ  ก็คือ  เห็ดพันธ์ใหม่นั้นดูสวยงามก็จริง แต่มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือเหนียวมาก!

ท่านว.เล่าต่อว่าท่านลามะก็ยังให้ความร่วมมือด้วยดี  โดยคราวนี้ออกแรงตัดโคนเห็ดด้วยอาการเหมือนคนใช้มีดตัดสเต๊กเนื้อเหนียว ๆ ทีเดียว…แต่ก็ยังตัดไม่ออก…

มุมมองเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน

ในวินาทีที่ท่านว.กำลังเหงื่อตกและเกิดความวิตกอยู่นั้น  ท่านลามะจากทิเบตก็หันมามองท่านว.และยิ้มน้อย ๆ พร้อมกล่าวว่า “อาตมภาพเชื่อแล้วว่าท่านเปิดเทปธรรมะให้เห็ดฟังทุกวัน  ดูสิ เห็ดเหล่านี้มีธรรมะสูงมาก  แม้แต่มีดยังฟันมันไม่เข้าเลย”  แล้วท่านลามะพร้อมคณะติดตามก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันลั่นเรือนเพาะเห็ด

เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านว.ก็หัวเราะตาม รู้สึกโล่งใจจากสถานการณ์คับขัน  แล้วก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า  ในสถานการณ์คับขันนั้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกท่าทีที่จะรับมือกับมันได้ 2 วิธีเสมอ

นั่นก็คือ จะรับมันอย่างขำขัน หรือว่าขมขื่น

โดยท่านย่อเหลือว่า  เราเลือกได้ว่าจะ “ขำ” หรือ จะ “ขื่น”

สุขเลือกได้

ท่านว.ปิดท้ายว่า วันนั้นทั้งวัน ท่านลามะทิเบตก็ล้อท่านว.เรื่องเห็ดอยู่เรื่อย ๆ และทุก ๆ ครั้งก็จะหัวเราะด้วยความขำขันทุกครั้ง จนท่านว.ไม่รู้สึกแย่กับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกเลย แถมยังร่วมหัวเราะไปได้ทุกครั้งอีกด้วย

ครั้งต่อไปเมื่อคุณผู้อ่าน พบเหตุการณ์คับขันหรือไม่ได้ดั่งใจ  จะทดลองใช้มุมมองของท่านลามะทิเบตดูก็ได้  ลองหาแง่มุมที่ชวนขำของเรื่องดังกล่าวดู  ไม่แน่ว่า  ท่านอาจจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากสิ่งนั้นก็ได้

ส่วนผู้เขียนนั้น กำลังพยายามมองหาแง่มุมขำขันของการมีกำหนดส่งต้นฉบับพร้อมกัน 2 เล่มเร็ว ๆ นี้จ่อรออยู่!  ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงาน “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1

thich-nhat-hanh-540x300

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ตีระฆังแห่งสติ  Cr ภาพ edmundricelatinamerica.org

ณ วินาทีนั้น ผู้เขียนรู้สึกราวกับได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในโลกตะวันตกยุค 60s และ 70s

ในห้องประชุมขนาดใหญ่ แอร์เย็นฉ่ำ ของรีสอร์ทกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง

ผู้คนจำนวนมากในชุดลำลอง หลายคนออกแนวอินดี้นั่งเรียงรายอยู่บนผ้าปูรองนั่งบนพื้นพรมนุ่ม…เต็มห้องประชุม

ทุกคนนั่งสบาย ๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง  บางคนนั่งกอดเข่า บางคนนั่งพิงผนังห้อง  ชาวต่างชาติที่ไม่ชินกับการนั่งพื้นก็ถึงกับนั่งเหยียดขา

แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความตั้งใจ และใบหน้าที่ครุ่นคิด

ทุกคนมาแสวงหาความเข้าใจที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ มาศึกษาความหมายและเป้าหมายของชีวิต

ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาศึกษาสิ่งที่ไม่ใช่กระแสหลักของสังคมวัฒนธรรมของตน

ชาวไทยก็กล้าก้าวออกมาจากกรอบเถรวาท  ชาวต่างชาตินั้นถึงกับก้าวออกมาจากอีกศาสนากันทีเดียว

หลายคนประกาศด้วยซ้ำว่าตนนั้น “ไม่มีศาสนา”

แต่ทุกคนพร้อมที่จะเปิดใจศึกษาแนวทางการใช้ชีวิตและเทคนิคการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสุข ความเบิกบาน

ที่นี่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนียในยุค 1960s…

…แต่ที่นี่…คือประเทศไทยในปี 2560…

ที่นี่คือคอร์สภาวนาของหมู่บ้านพลัมที่ปราศจากกลิ่นอายของความ “เคร่ง”  หากแต่อบอวลไปด้วยความ “รัก” ชนิดที่ชาวบุปผาชนยุค 70s ก็คงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

นี่คือคอร์สภาวนาชื่อ “Awakening the Source of Love”… (ปลุกต้นกำเนิดแห่งรักให้ตื่นรู้)

ผู้เขียนปลดเป้ลงจากบ่า แล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพรมนุ่มร่วมกับผู้คนเหล่านั้น มองไปรอบ ๆ…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 139 ขอเสนอเรื่อง “รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1”

เส้นทางของนักภาวนา “มือใหม่”

ถ้าท่านเป็นขาประจำคอลัมน์นี้  ท่านอาจสงสัยว่าคนที่เคยแต่ไปเข้าคอร์สการเจริญสติวิปัสสนาแนวเถรวาท อย่างน้อยครั้งละ 8 วันมาแล้วถึง 64 ครั้งอย่างผู้เขียนไปทำอะไรในคอร์สเซนแบบเวียดนาม?

เดิมนั้นผู้เขียนมีความสนใจเรื่องเซนอยู่แล้ว คือเซนแบบญี่ปุ่นตามที่เคยฝึกกับปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรมาหลายปี  แต่ยังไม่เคยลองฝึกเซนแนวท่านติช นัท ฮันห์ เลยสักครั้งแม้จะเคยอ่านหนังสือท่านมาบ้าง

ในที่สุดธรรมะก็จัดสรร มีเพื่อนชวนในช่วงที่ว่างพอดี จึงตัดสินใจไป

เพราะจะว่าไปแล้ว หนึ่งในแก่นของเซนญี่ปุ่นก็คือแนวคิด shoshin (โฉะชิน 初心) หรือการน้อมใจถ่อมตัวว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ให้รักษาความเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ

ไม่แต่การเป็น “นักภาวนามือใหม่” เท่านั้น  ถ้าเราหมั่นนำแนวคิดนี้ไปตอกย้ำตัวเองเสมอว่า เราคือ “ผู้บริหารมือใหม่”  “แพทย์มือใหม่” “อาจารย์มือใหม่” หรือแม้แต่ “พ่อแม่มือใหม่”…

…เราก็จะเป็นดั่งถ้วยชาที่ว่างเปล่า  พร้อมที่จะรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” อยู่เสมอ

ใจที่พร้อมรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” นี้เองจะทำให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกโอกาส  (ท่านที่สนใจแนวคิดต่าง ๆ ของเซนญี่ปุ่นในเชิงปฏิบัติ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ วิถีดาบ วิถีเซน สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ)

การ “สอนโดยไม่สอน” แบบเซน

การเปิดใจพร้อมเรียนรู้นี้เองที่ทำให้ผู้เขียนก้าวข้ามความสงสัยลังเลในวันแรกที่เดินทางไปถึงได้

ความสงสัยแรกคือ  คอร์สแนว Family Retreat ที่มีเด็กเล็กวิ่งกันวุ่นวายในวันลงทะเบียนอย่างนี้ แถมมีวัยรุ่นที่ฮึดฮัดเพราะถูกพ่อแม่บังคับให้มาด้วยอย่างนี้…จะรอดหรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทำตามกฎระเบียบให้หยุดนิ่ง เงียบ สงบ และอยู่กับลมหายใจอยู่สองสามอึดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆังได้หรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทานข้าวในความเงียบและไม่ลุกขึ้นเดินไปมา ไม่ลุกไปตักอาหารเพิ่ม จนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังครึ่งชั่วโมงได้หรือ?

แต่…เชื่อหรือไม่…ทั้งเด็กและวัยรุ่นทำได้!

พวกเขาทำได้อย่างไม่มีที่ติตั้งแต่มื้อแรกด้วยซ้ำ!

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเรียนรู้ก็คือ  การสอนเด็กและวัยรุ่นด้วยวาจานั้นไม่มีพลังเท่าการ “ทำให้ดู…ด้วยความรัก”

ดังนั้น เมื่อมีบรรดาผู้ใหญ่มากมายที่เหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียวกันที่ “ทำให้ดูด้วยความรัก” ด้วยการหยุดนิ่งดูลมหายใจอย่างสงบ สำรวม และเคารพทุกครั้งที่มีเสียงระฆังกังวานขึ้นมานั้น  เด็ก ๆ และวัยรุ่นก็ทำตามไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ

…นี่แหละ คือ “การสอนโดยไม่สอน” แบบเซน  พระเซนญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

Child Watches Parent

เด็กน้อยมองดูผู้ปกครองระหว่างการกล่าวคำพิจารณาอาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

Children Wash Dishes

เด็ก ๆ เข้าแถวเรียงกันล้างชามด้วยความตั้งใจอย่างเป็นระเบียีบในความเงียบ Cr ภาพ Thai Plum Village

บทเรียนทรงพลังจากโต๊ะอาหาร

สำหรับผู้เขียน บทเรียนอันทรงพลังจากโต๊ะอาหารนั้นแสดงตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือทานด้วยซ้ำ…

มันเป็นกระดาษเพียงแผ่นเดียวที่เสียบอยู่ในที่เสียบเมนูแบบตั้งโต๊ะตามร้านอาหาร

กระดาษแผ่นนั้นคือ “บทพิจารณาอาหาร” ที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ก่อนทาน หลวงพี่จะตีระฆังใหญ่  ทุกคนก็จะนิ่งสนิท เงียบ สำรวม ทำจิตเป็นสมาธิแล้วหลวงพี่ก็จะกล่าวนำการพิจารณาอาหาร ๕ ข้อ ให้ทุกคนน้อมใจตาม

หลวงพี่ตีระฆังโรงอาหาร

หลวงพี่ตีระฆังแห่งสติเรียกให้ทุกคนสงบนิ่ง เงียบ ดูลมหายใจ ก่อนมื้ออาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

ไม่น่าเชื่อว่า ๒ ข้อแรกทรงพลังเสียจนผู้เขียนเกิดอาการขนลุก หัวใจเต้นแรง รู้สึกวูบวาบ

ทรงพลังมากจนระหว่างที่ทานข้าวอดเหลือบสายตาไปอ่านแล้วอ่านอีกไม่ได้

๑)  อาหารนี้ เป็นของกำนัลแห่งจักรวาล พื้นดิน ท้องฟ้า สรรพชีวิต และการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่

๒)  ขอให้เรารับประทานอาหารอย่างมีสติ และด้วยความระลึกรู้บุญคุณ…เพื่อให้เรามีคุณค่าเพียงพอที่จะรับอาหารนี้

 

ตลอดชีวิตของเรา จะมีสักกี่ครั้งที่เราตั้งสติระลึกถึง “ที่มา” ของอาหาร

เคยบ้างไหมที่เราคิดว่าอาหารที่เราได้รับเป็น “ของกำนัล” จากธรรมชาติ…

และจากการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่ของผู้คนมากมาย

 

ในเมื่อเรากำลังจะได้รับ “ของกำนัล” เราจึงควรจะรับประทานด้วย “ความขอบคุณ” และด้วย “สติ”

…เพื่อให้เรามี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้!

 

ผู้เขียนรู้สึกวูบลึกเข้าไปในทรวงอก เมื่อได้ยินเสียงในใจตนเองถามขึ้นมาว่า “เรามีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้แล้วหรือยัง?”

 

มีเสียงกังวานดังก้องขึ้นในใจต่อว่า “เราต้องทำตัวให้มี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้…”

ความระลึกรู้ว่า “เราต้องทำตัวให้มีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้” นั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในใจผู้เขียนตลอดมื้อนั้น และทุก ๆ มื้อ

กระตุกให้ฉุกคิด

การโดน “กระตุกให้ฉุกคิด”  หรือถ้าจะให้ตรงกว่าก็ต้องบอกว่า “กระตุกให้ตื่นรู้” นี้ก็เป็นการ “สอนแบบไม่สอน” อีกวิธีหนึ่งของเซน

ผู้เขียนรู้สึกว่าการโดนเรียกสติให้กลับมาอยู่กับลมหายใจโดยระฆังแห่งสติก่อนจะพิจารณาอาหารนั้น มีผลอย่างมากที่ทำให้ใจเกิดความสงบ เกิดสติที่พร้อมจะเรียนรู้

เมื่อสภาวะของใจพร้อมจะเรียนรู้  เพียงถ้อยคำเรียบง่ายในบทพิจารณาอาหารก็กลายเป็นถ้อยคำที่ทรงพลังพอที่จะกระตุกให้ตื่นรู้ได้

เมื่อใจตื่นรู้รับความจริงข้อนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติคือความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน  รับอาหารนั้นด้วยความขอบคุณและเคารพ  ตระหนักว่าเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน…

เราจะมองเห็นจักรวาล…ในจานข้าว…

มนตราแห่งเพลงสวดประกอบดนตรี

แต่ถ้าถามว่าชั่วขณะที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจอย่างที่สุดในวันแรกคืออะไร  ผู้เขียนคิดว่าคือในขณะที่กำลังนั่งสมาธิฟังเพลงสวดประกอบดนตรีที่คณะหลวงพี่แห่งหมู่บ้านพลัมสวดต้อนรับพวกเราอย่างอ่อนโยนในค่ำคืนวันแรก

หลังอาหารเย็น ทุกคนแยกย้ายกลับห้องไปอาบน้ำ เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในหอสมาธิตอนค่ำ

ที่จริงบรรดาหลวงพี่ไม่ได้ขอให้ทุกคนนั่งสมาธิ เพียงแต่บอกว่าบทสวดนี้มีพลังและมีความอบอุ่นมาก  ขอให้เด็กเล็กขึ้นมานั่งตรงด้านหน้าใกล้ ๆ กับคณะหลวงพี่ที่ยืนพนมมือเรียงรายหน้าเวทีหลายสิบคน

ด้วยประสบการณ์จากคอร์สการเจริญสติแบบเถรวาท ผู้เขียนตัดสินใจนั่งสมาธิดูลมหายใจแล้วตั้งใจฟังตาม  เพราะอยากสัมผัสบทสวดนั้นด้วยใจที่สงบนิ่ง เป็นสมาธิ สำรวม และเคารพเต็มที่

และเพราะรู้ว่าการนั่งสมาธิฟังจะทำให้ร่างกายเราได้สัมผัสบทสวดนั้นอย่างเต็มที่เข้าไปในทุกอณู ทุกประสาทสัมผัส

ในขณะหลับตาดูลมหายใจอย่างสบาย ๆ อยู่นั้น ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเสียงไวโอลินแผ่วหวานกังวานขึ้นมาก่อนในความเงียบ…เยือกเย็น…สงบ…สบาย…เสียงโน้ตแต่ละตัวอ้อยอิ่งล่องลอยอยู่ในอากาศ

มีเสียงเครื่องดนตรีอื่นอีกสองสามชิ้นรับขึ้นมาเบา ๆ

ทั้งหอสมาธิเงียบสงัด มีเพียงเสียงดนตรีที่ค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบประโลมหัวใจผู้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

ในหัวแว่บถึงคำพูดท่านพุทธทาสที่ว่า เสียงดนตรีบรรเลงจากยุคก่อนนั้น ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันตกหรือตะวันออก ล้วนมีจุดประสงค์กล่อมเกลาใจให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ…

แล้วการสวดเสียงประสานในบท Namo Avalokiteshavara ก็กระหึ่มขึ้น  ดึงผู้เขียนออกจากภวังค์ความคิดกลับสู่ปัจจุบันขณะ

ถึงแม้เนื้อเพลงทั้งเพลงจะเป็นการกล่าวคำแสดงความนอบน้อมต่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม)  พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา  โดยเอ่ยคำว่า Namo Avalokiteshavara ซ้ำไปซ้ำมา  แต่ท่วงทำนอง จังหวะ และความอ่อนโยนที่บรรดาหลวงพี่บรรจงตั้งจิตแผ่เมตตามาให้พวกเรานั้น  เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ เมื่อได้สัมผัสสด ๆ

ไม่ทันถึงครึ่งเพลง ผู้เขียนก็เกิดอาการปีติจากกำลังสมาธิ ขนลุก วูบวาบไปทั้งตัว  ท่วงทำนองเพลงสวดแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูสัมผัสของร่างกายจริง ๆ  น้ำตาซึมนิด ๆ  ไม่ใช่เพราะความเศร้า  แต่เป็นความซาบซึ้ง ตื้นตัน และขอบคุณ

เป็นความสุขที่มาพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณ…

ความรู้สึกนอบน้อม ผุดขึ้นในใจเองอย่างเป็นธรรมชาติ…

เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถึงเรียกเด็กเล็กให้ไปนั่งด้านหน้า ๆ

ต้องย้ำอีกทีว่าประสบการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกคนได้จริง ๆ ถ้าท่านได้นั่งสมาธิฟังสด ๆ  อย่างตั้งใจและต่อเนื่อง

น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถนำบรรยากาศการฟังสด ๆ มาฝากคุณผู้อ่านได้  จึงขอนำคลิปเพลงสวดประกอบดนตรีดังกล่าวมาฝากแทนด้านล่างนี้

คลิปเพลงสวด Namo Avalokiteshavara โดยคณะนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม  มีท่านติช นัท ฮันห์ เป็นประธาน  ขอแนะนำให้หาเวลาฟังจนจบเพลง (14 นาที)  โดยจะเปิดคลอไประหว่างทำกิจกรรมใดก็ได้  เพราะเพลงจะมีพลังอันอบอุ่น อ่อนโยน เมตตา มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งท่านติชตีระฆังแห่งสติตอนจบที่จะนำความสงบใจมาให้ผู้ได้ฟังอย่างสมบูรณ์

กิจกรรมวันแรกจบลงด้วยการส่งทุกคนเข้านอนด้วยความเงียบอันประเสริฐ (noble silence) หรือการปิดวาจา  เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง

ผู้เขียนและเพื่อนก้าวเดินช้า ๆ ด้วยสติบนผืนหญ้ากว้างใหญ่กลับไปที่เรือนที่พัก  คืนนั้นพระจันทร์เกือบจะเต็มดวง ส่องสว่างอยู่กลางเมฆ  ลมยามค่ำของคืนฤดูร้อนพัดมาเบา ๆ

อากาศบริสุทธิ์ของสถานที่ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่และขุนเขานั้นช่างเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกิน

รู้สึกขอบคุณความเงียบอันประเสริฐที่ทำให้เราได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัวอันแสนวิเศษนั้น

แม้จะรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าคอร์สภาวนานี้ต้องมีกิจกรรมดี ๆ อีกมากมายรออยู่ในวันต่อ ๆ ไปแน่ ๆ  ผู้เขียนก็รู้สึกมีความสุขใจแล้ว อิ่มเต็มแล้ว พอใจแล้วในปัจจุบันขณะ ณ เวลานั้น…

ขอบคุณหมู่บ้านพลัมสำหรับความสุขใจในวันแรก…

.

.

.

พบกับการเดินจงกรมท่ามกลางธรรมชาติยามเช้า  เซอร์ไพรส์สุดวิเศษจากหลวงปู่ การพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ การสนทนาธรรม วิธีการสอนเรื่องสติและศีลที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างลึกซึ้ง  และอื่น ๆ อีกมากมายในตอนหน้า

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

สนใจฝึก “การทำขนมวิถีเซน” กับดร.ณัชร คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

สติ: เบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก

cat lion

สติช่วยให้มองเห็นทุกอย่างลึกซึ้งขึ้น  โค้ชที่มีกำลังสติมากจะมองเห็นศักยภาพของผู้รับการโค้ชได้ชัดเจน

Cr ภาพ filfy.net

“Who are you?”

ชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งสบตาผู้เขียนแล้วถามขึ้นมา

เขาอยู่ในวัยกลางคน ดูทรงภูมิ จริงใจ อ่อนโยน  และอ่อนน้อมถ่อมตนด้วย

…แต่ตอนที่เขาถามคำถามนี้ เขาดูจริงจังมาก

เขาสบตาผู้เขียนอย่างนิ่ง ๆ และต่อเนื่อง  ให้ความรู้สึกว่าเขาคาดที่จะได้รับฟังคำตอบที่จริงจังจากผู้เขียนเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การสนทนาเล่น ๆ

นี่คือ…การโค้ช…จากโค้ชระดับแนวหน้าของโลก

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 138 วันนี้ จะมาคุยกันเรื่อง “สติในการทำงานของมืออาชีพระดับโลก”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนได้ไปเข้าคอร์สฝึกอบรมการเป็นโค้ชระดับนานาชาติมา  โดยมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาจากทั่วโลก

ว่าแต่อะไรคือการโค้ช?

นิยามของการโค้ช

การโค้ช หรือ Coaching คือ การร่วมมือกันระหว่างโค้ชและผู้ที่รับการโค้ช  โดยมีขั้นตอน กระบวนการ และจรรยาบรรณที่เป็นสากล  เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้รับการโค้ชได้เห็นโอกาสและเกิดแรงบันดาลใจในการใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขทั้งในด้านส่วนตัวและในการทำงาน

การโค้ชเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

ถึงแม้การโค้ชแบบสากลจะมีที่มาจากโลกตะวันตก  แต่ผู้เขียนคิดว่าในเอเชียเราก็มีการโค้ชกันมาหลายพันปีแล้ว  อย่างน้อย ๆ คือในบริบทของการถ่ายทอดวิธีปฏิบัติธรรม

จากการทำหน้าที่เป็นผู้สอบอารมณ์ในคอร์สการเจริญสติวิปัสสนามา 15 ปี  ผู้เขียนพบว่าวิธีการทำงานของผู้สอบอารมณ์นั้นคล้ายการเป็นโค้ช คือ

  1. ถามคำถามที่จะดึงศักยภาพผู้ปฏิบัติธรรมออกมา
  2. ตั้งใจรับฟังดัวยสติและความเมตตาปรารถนาดี
  3. จุดประกายและมอบพลังให้ผู้ปฏิบัติธรรมไปเพียรกำหนดสติต่ออย่างต่อเนื่องจนได้คำตอบด้วยตนเอง
  4. คอยติดตามผล ชมเชยและให้กำลังใจเป็นระยะ ๆ และ
  5. ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมขี้เกียจทำก็ต้องมีการเตือนสติอย่างจริงจังหนักแน่นบ้างเหมือนกัน

กระทบไหล่โค้ชระดับโลก

ในวันที่ไปเรียนนั้น  ผู้เขียนรู้สึกดีใจมากที่สามารถยกมือทันเป็นคนแรกเมื่อ Jean-Francois Cousin วิทยากรรับเชิญประกาศขออาสาสมัครเพื่อเขาจะได้สาธิตการโค้ชให้ชั้นเรียนดู

ที่ว่าดีใจมากนั้นเพราะว่า Jean-Francois ไม่ใช่โค้ชธรรมดา ๆ แต่เป็นถึงระดับ Master Certified Coach (MCC) ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ (ICF)

JF

Jean-Francois Cousin หนึ่งในโค้ชระดับแนวหน้าของโลก  Cr ภาพจาก greatness.coach

ซึ่งแปลว่านอกเหนือจากการเข้ารับการอบรมอย่างเข้มข้นหลายร้อยชั่วโมงแล้ว  เขายังต้องสะสมชั่วโมงการเป็นโค้ชถึง 2,500 ชั่วโมง จากลูกค้าอย่างน้อย 35 รายที่ไม่ซ้ำกัน

Jean-Francois ทำหน้าที่โค้ชให้กับผู้บริหารระดับสูงสุดมาแล้วถึง 5 ทวีปอย่างได้ผล ทุกวันนี้เขาเดินทางไปโค้ชผู้บริหารในประเทศต่าง ๆ ตลอดเวลา และได้รับเลือกให้เป็นกรรมการบริหารของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติด้วย

แล้วผู้เขียนได้เรียนรู้อะไรจากโค้ชระดับโลกคนนี้บ้าง?

โค้ชที่ดีต้องมีสติต่อเนื่อง

สิ่งแรกที่ผู้เขียนสังเกตเห็นตั้งแต่ Jean-Francois เริ่มบรรยายก่อนสาธิตคือ  เขาเป็นคนที่มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอในทุกสิ่งที่เขาทำ

ผู้เขียนเชื่อมั่นเช่นนั้นเพราะครั้งที่ผู้เขียนทำหน้าที่เป็นวิทยากรของมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ เคยได้รับการฝึกจากวิปัสสนาจารย์ให้มีวิธีคอยสังเกตว่าผู้ปฏิบัติธรรมคนไหนกำลังเจริญสติอยู่ ในกิจกรรมประจำวันและคนไหนไม่ได้กำหนดสติ

อาจจะอธิบายสั้น ๆ ตรงนี้ลำบากอยู่สักหน่อยว่ามีวิธีการดูอย่างไร  แต่ถ้าจะยกตัวอย่างจากกรณีของ Jean-Francois ให้คุณผู้อ่านเห็นภาพก็คือ…

ในบรรดาวิทยากรทุกคนของการสัมมนาครั้งนี้ เขาเป็นคนเดียวที่เวลายืนบรรยายและเดินไปเดินมาหน้าห้องไม่เคยสะดุดปลั้กไฟแบบฝังพื้นที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นตรงกลางห้องเกะกะบริเวณผู้บรรยายถึงสามปลั๊กเรียงกันเลยสักครั้ง

ทั้ง ๆ ที่ระหว่างการบรรยายเขาจะไม่หลุกหลิกมองพื้นเลย  แต่จะคอยสบตาเพื่อสื่อสารแบบสองทางกับทุก ๆ คนในห้องตลอดเวลา

ที่ว่าสองทางคือ สายตาของเขาจะทั้งสื่อสิ่งที่เขาพูดออกไป และรับเอาสิ่งที่เขา “สัมผัสได้” จากผู้ฟังเข้าไปด้วย เขาจะรู้ทันทีว่าตรงไหนเริ่มมีคนในชั้นเรียนไม่เข้าใจ  แล้วเขาก็จะอธิบายเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธีการอธิบายทันทีจนทุกคนเข้าใจ

โดยเราไม่ต้องยกมือถามเลย

กล่าวได้ว่าการมีสติทำให้เขาเป็นนักสื่อสารที่ดี เป็นครูที่ดี เป็นโค้ชที่ดี

และแน่นอน การมีสติย่อมทำให้คนเราทุกคนเป็นผู้บริหารที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดีได้ด้วย

ถ้าคุณผู้อ่านเคยฝึกการเจริญสติวิปัสสนามาบ้าง คุณจะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะรักษาสติไว้ “ที่นี่” และ “เดี๋ยวนี้” ต่อกันได้นาน ๆ

ผู้เขียนทึ่งมากเมื่อเขาเดินถอยหลังกลับไปจากกลางห้องเพื่อจะเขียนกระดาน  แล้วสามารถกวาดเท้าเลี้ยวผ่านปลั๊กทั้งสามปลั๊กนั้นไปได้ทุกปลั๊กอย่างนุ่มนวลทุกครั้งราวกับมี “ตาหลัง” เพราะเขายังคอยสบตาพวกเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เหลียวหลังหันกลับไปมองที่พื้นเลย

เขาทำให้ผู้เขียนนึกถึงปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรของญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเคยไปเรียนด้วยเมื่อหลายปีที่แล้ว  ท่านเหล่านั้นสามารถกรีดดาบคมกริบเก็บเข้าฝักได้อย่างแม่นยำรวดเร็วโดยไม่ต้องก้มลงมองเช่นกัน

ระหว่างที่เขาตั้งคำถามป้อนผู้เขียนในการสาธิตการโค้ชนั้น ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงพลังของสติกับสมาธิที่จดจ่อ ต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบันมาก

ไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาหรือการฟังของเขาไปได้เลย

โค้ชที่ดีต้องรู้วิธีถาม

คำถามเปิดของเขานับว่ายากพอดูสำหรับผู้เขียน  ถ้าเป็นคุณผู้อ่านอยู่ ๆ ถูกถามว่า “Who are you?”  ที่หน้าชั้นเรียน คุณจะตอบว่าอะไร?

ผู้เขียนอึกอักอยู่นาน พยายามหาคำตอบ แล้วในที่สุดก็ตอบเขาไปว่าเป็นคำถามที่ยากมาก เพราะประสบการณ์ปฏิบัติธรรมใน 15 ปีที่ผ่านมานั้นทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงตัวตนของเรานั้นไม่มี ทุกอย่างเป็นอนัตตา กายใจเราเกิดดับอยู่ทุกขณะจิต

ดังนั้นถ้าจะให้ตอบจริง ๆ ก็คงต้องตอบว่า ที่คุณเห็นอยู่ตรงหน้าคุณนี้ก็เป็นเพียงกายและใจเท่านั้น เหมือน ๆ กับคุณนั่นแหละ

“What you see in front of you is just body and mind.   Just like you.”  ผู้เขียนมองตาเขากลับแล้วจึงตอบ  ใจเต้นตึกตักเพราะเกรงว่าการตอบตามความรู้สึกจริง ๆ ของผู้เขียนจะฟังดูกวน ๆ ไปนิด

แต่ปรากฏว่าถึงตรงนี้ Jean-Francois ซึ่งมองตาผู้เขียนอยู่ตลอดกลับยิ้มออกมาน้อย ๆ

เป็นรอยยิ้มของผู้ที่ “รู้” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า knowing smile

JF Coaching Nash 1

ผู้เขียนในขณะพยายามนึกหาคำตอบ โดยมี Jean-Francois นั่งรอฟังอย่างใจเย็น และจับตามองอย่างตั้งใจ

รอยยิ้มนั้นสื่อว่า Jean-Francois ต้องทำการบ้านมาแน่นอนจึงรู้ว่านักเรียนทั้งสิบกว่าคนในวันนั้นเป็นใคร ดังนั้นเขาควรจะถามคำถามอย่างไรกับใคร

รอยยิ้มของเขาหลังจากที่ผู้เขียนตอบเสร็จเป็นการสื่อสารแบบใจถึงใจที่นิกายเซนในญี่ปุ่นเรียกว่า isshin denshin

เขายิ้มราวกับจะบอกว่า “รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงถามคำถามนี้กับเธอ”

โค้ชที่ดีต้องเป็นเหมือนปรมาจารย์ด้านเซน

ปรมาจารย์เซน โดยเฉพาะสายรินไซ เซน จะมอบ “โคอัง” หรือปริศนาธรรมให้กับลูกศิษย์ เพื่อให้ไปขบคิดแล้วเกิดความตื่นรู้ “ซาโตริ” ได้ด้วยตนเอง

ฉันใดฉันนั้น คำถามแรก ๆ ที่โค้ชควรถามต้องเป็นคำถามที่สร้างความตื่นรู้ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองให้กับผู้รับการโค้ช

ทำไมจึงคำถามแรกที่สร้างความตื่นรู้ถึงสำคัญ?

มันสำคัญเพราะจะช่วยให้ผู้รับการโค้ชไปถึงเป้าหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น

เพราะต่อให้เรามีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจนแล้วว่าคืออะไร อยู่ที่ใด  แต่ถ้าเรายังไม่มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเองว่า “ในขณะนี้” ตัวเราเป็นอย่างไร อยู่ในสถานการณ์อย่างไร  ก็ยากที่จะรู้วิธีไปถึงเป้าหมายได้

รู้แค่เป้าหมาย ใช่ว่าจะสำเร็จ

คล้าย ๆ กับว่าเรารู้แล้วว่าตำแหน่งของจุด B ที่เราอยากไปอยู่ที่ใด  แต่กลับไม่รู้ว่าจุด A ที่เป็นจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน

แล้วจะออกเดินไปได้อย่างไรล่ะ จริงไหม?

แต่ถ้าเราตระหนักรู้อย่างชัดเจนว่าเราอยู่ที่ไหนในปัจจุบันขณะแล้ว เราย่อมคาดการณ์ได้ระดับหนึ่งว่า  เราต้องเดินไปในทิศไหน ต้องผ่านอุปสรรคอะไร  มีตัวช่วยอะไรบ้าง อีกไกลแค่ไหนเราถึงจะถึงจุดหมายปลายทาง

และระหว่างนั้นเราสามารถหยุดพักชื่นชมความคืบหน้าได้ตรงไหนบ้าง

โค้ชที่ดี ต้องสามารถใช้สติ “อ่าน” ให้ขาด

Jean-Francois จบการโค้ชผู้เขียนโดยการถามคนในชั้นเรียนว่า สังเกตเห็นอะไรในตัวผู้เขียนเมื่อโดนถามบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาษาร่างกายสีหน้าท่าทางน้ำเสียง ฯลฯ

แล้วในคำตอบของผู้เขียนนั้นสื่อถึงอะไรอยู่บ้าง

JF Coaching Nash

Jean-Francois ถามชั้นเรียนว่าสังเกตเห็นอะไรบ้างจากการที่เขาโค้ชผู้เขียนในครั้งนี้  โดยผู้เขียนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาก็คอยจดตามด้วย

เพราะการจะโค้ชใครให้ได้ผลจริง ๆ นั้น แค่ฟังจากคำบอกเล่าด้วยคำพูดของเจ้าตัวอย่างเดียวนับว่าไม่พอ  แต่ต้องมีสติตระหนักรู้และสามารถอ่าน “สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูด” ได้ด้วย  จึงจะสามารถทำหน้าที่โค้ชได้ดีอย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร  ขอจงเพียรนำสติเข้าไปใช้ในการทำงานทุก ๆ วันเถิด  มันจะทำให้คุณทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ และใครจะรู้ วันหนึ่งคุณอาจก้าวขึ้นถึงระดับโลก

ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำหรับคุณผู้อ่านทุกคนว่า…คุณคือใคร?

เพราะการก้าวสู่ความสำเร็จในชีวิต  ต้องเริ่มจากการรู้ว่าเรายืนอยู่ตรงไหนก่อน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่าน!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach ผ่านคอร์ส Mindfulness Coaching โดยอ.ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เมื่อพระมหากรุณาธิคุณ เกื้อหนุนการปฏิบัติธรรม

Nash Wai King

…เมื่อการปฏิบัติธรรม นำสู่สภาวะ “…เย็นศิระ เพราะพระบริบาล…”

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 133 วันนี้ เป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ปฏิบัติธรรมครั้งล่าสุดของผู้เขียน  ระหว่างวันที่ 14-21 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่

ทุกขเวทนา: โจทย์ยากสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม

ผู้ใดเคยผ่านคอร์สเจริญสติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 ก็คงจะทราบดีว่า  โจทย์สุดหินด่านแรก ๆ ที่ทุกคนจะต้องเจอ เรียนรู้ และผ่านมันไปให้ได้ก็คือ ทุกขเวทนาทางกาย  ซึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาจากการต้องนั่งนิ่ง ๆ โดยไม่ขยับปรับเปลี่ยนท่าเป็นระยะเวลานาน ๆ

ทำไมต้องฝึกจนเกิดทุกขเวทนา?  ครูบาอาจารย์จะตอบว่า  เป็นเหมือนการ “เตรียมตัวตายก่อนตายจริง”  เพราะตอนใกล้จะตายคนส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับอาการเจ็บปวดอย่างมาก   หากใจไม่สงบนิ่ง และผู้นั้นไม่สามารถจากไปด้วยสติในจิตสุดท้าย  ก็ยากที่จะไปสุคติภูมิได้…

…แม้ในภพชาตินี้จะสั่งสมบุญจากการทำทานมามากเพียงใดก็ตาม…

วิธีอยู่กับทุกขเวทนาอย่างไม่ทุกข์ใจตามหลักวิปัสสนา

ครูบาอาจารย์จะแนะนำให้ผู้ปฏิบัติหมั่นสะสมกำลังสติและสมาธิด้วยการเจริญสติในทุก ๆ อิริยาบถในชีวิตประจำวันก่อน  แล้วเพิ่มกำลังของสติและสมาธิให้เข้มข้นขึ้นด้วยการเดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิทุกครั้ง

เมื่อทุกขเวทนาเกิด  ก็ให้เอาสติไปเฝ้าดูอาการนั้น  โดยไม่ถือว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” แล้วเรียนรู้สัจธรรมจากเวทนานั้นให้ได้

ธรรมะแรก ๆ ที่จะผุดขึ้นเองในใจซึ่งต่างจากการอ่านหรือได้ยินได้ฟังมา  จะเป็นความเข้าใจเรื่องกฏพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความทนอยู่ได้ยาก และ อนัตตา ความไม่ได้ดั่งใจ บังคับบัญชาไม่ได้

และเมื่อฝึกสติและสมาธิอย่างต่อเนื่องไปหลาย ๆ วัน  ผู้ปฏิบัติก็จะได้สัมผัสกับสภาวธรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจหลายอย่าง  หนึ่งในนั้นคือการสัมผัสได้ว่ากายกับใจแยกจากกันได้  พูดง่าย ๆ ก็คือ “กายปวด ใจไม่ปวด”

เมื่อการกำหนดสติ “เอาไม่อยู่”

วิธีเรียนรู้จากทุกขเวทนานั้นฟังดูง่าย  แต่ในการปฏิบัติจริงแล้วยาก  ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านที่เคยมีประสบการณ์การนั่งสมาธิจนปวดขา ปวดหลัง จนเหงื่อออก ตัวสั่น บางครั้งรู้สึกเหมือนมีใครเอาคีมเหล็กมาบีบกระดูกขาจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ คงจะเข้าใจดี

เมื่อสติกระเจิดกระเจิงเอาไม่อยู่ สมาธิก็ไม่มี  ครูบาอาจารย์จะแนะนำตัวช่วยอีกสองวิธี คือ

1) ให้แผ่เมตตาสั้น ๆ ว่า “ข้าพเจ้าเคยกระทำกรรมใดไว้ไม่อาจทราบได้ ขอให้เป็นอโหสิกรรม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้มีส่วนในกุศลที่ข้าพเจ้ากำลังเพียรทำอยู่นี้ด้วย  จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่ามีเวรซึ่งกันและกันเลย”

2) ให้หาอุบายยกจิตเป็นกุศล  เช่น ระลึกถึงบุญกุศลที่ตนเองเคยทำ ทั้งทาน ศีล และภาวนา  จิตที่เป็นกุศลนั้นเป็นจิตที่มีพลัง  ช่วยให้จิตมีสมาธิตั้งมั่นได้ง่าย  แล้วอาศัยกำลังของสมาธินั้นไปเรียนรู้ ดูอาการทุกขเวทนาต่อไป

ตัวช่วยที่คาดไม่ถึง

เนื่องจากคอร์สที่ผู้เขียนเพิ่งไปมานี้เป็นคอร์สที่ทางมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙    ดังนั้นทุกเช้าก่อนการเริ่มเดินจงกรมครั้งแรกของวันตอนตีสี่ครึ่ง  และทุกคืนหลังการนั่งสมาธิรอบสุดท้ายสิ้นสุดลงตอนสามทุ่มครึ่งจะมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี

คืนแรกนั้นการนั่งสมาธิยังไม่นานสักเท่าไหร่  ผู้เขียนจึงยังไม่เจ็บปวดอะไร แต่คืนที่สองนั้นเกิดทุกขเวทนาอย่างแรงกล้าจนแทบจะทนไม่ไหว  และเนื่องจากเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติมาได้เพียงวันครึ่ง กำลังของสติและสมาธิจึงยังไม่เข้มแข็งพอที่จะนำไปจดจ่อดูอาการของทุกขเวทนานั้นได้อย่างนิ่งสงบ

จำได้ว่าสภาพจิตใจในตอนนั้นรุ่มร้อนทุรนทุราย อยากให้หมดเวลาเร็ว ๆ เพราะปวดต้นขาทั้งสองข้างมากจนต้องกัดฟัน และผ่อนลมหายใจออกมายาว ๆ ทางปาก

ทันใดนั้น หูก็แว่วเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีในเวอร์ชั่นเพลงบรรเลงค่อย ๆ ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรี เป็นสัญญาณว่าการนั่งสมาธิในรอบนั้นสิ้นสุดลงแล้ว  ในวินาทีนั้นผู้เขียนได้สัมผัสกับสภาวะธรรมอันน่าอัศจรรย์ที่ปกติจะเกิดขึ้นหลังจากฝึกหนักไปแล้ว 7-8 วันอย่างต่อเนื่องเท่านั้น  คือสภาวะ “ใจกับกายแยกออกจากกัน” อย่างชัดเจน

หมายความว่า  สติก็ยังรับรู้ว่าอาการปวดทางกายว่ายังคงมีรุนแรงมากเท่าเดิม ไม่ได้หายไปไหน  แต่ใจกลับสงบนิ่ง ไม่ทุรนทุราย ไม่เร่าร้อน แถมยังเกิดสภาวะปีติซึ่งทำให้ยิ้มออกมาทั้ง ๆ ที่ร่างกายกำลังเจ็บปวดแสนสาหัสได้ด้วย!

ณ วินาทีนั้น  จิตใจเกิดความฮึกเหิม ห้าวหาญ ชนิดที่ว่า ให้นั่งต่อหลังจากหมดเวลาแล้วก็ยังทำได้เพื่อพระองค์ท่าน  แม้จะปวดมากแค่ไหนก็ตาม!  (ซึ่งผู้เขียนก็ได้นั่งถวายต่อจริง ๆ หลังจากหมดเวลา)

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ในวินาทีนั้น  ผู้เขียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกเข้าไปในเลือดเนื้อ ทั้งกายและใจว่า “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” หมายถึงอะไร  เพราะเมื่อกายและใจแยกจากกันนั้น  ผู้เขียนก็เกิดสภาวะปีติศีรษะเย็นวาบและขนลุกอย่างแรงไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจดเท้า

อีกทั้งได้สัมผัสถึง “ผลพระคุณ ธ รักษา” ด้วยเลือดเนื้อกายใจจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

…พระมหากรุณาธิคุณ…เปรียบเสมือนพลังเมตตาอันชุ่มเย็น…ที่ดับความรุ่มร้อนกระวนกระวายจากอาการปวดได้อย่างสิ้นเชิง…

และถึงไม่บอกคุณผู้อ่านก็คงจะเดาได้ว่า พอเพลงบรรเลงถึงท่อน “ปวงประชาเป็นสุขศานต์” ผู้เขียนก็น้ำตาซึมออกมา เพราะความสุขจากสภาวะปีติที่ได้ทำความดีถวายพระองค์ท่าน เป็นความสุขชนิดสันติ  ตรงกับคำว่า “สุขศานต์” ทุกประการ

สำหรับผู้เขียน เพลงสรรเสริญพระบารมีเปรียบเสมือน “อนุสติ” ที่ทำให้ระลึกได้ว่า เรามาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้…เพื่อใคร

พอนึกขึ้นมาได้  ก็มีกำลังใจที่จะทุ่มเทกายใจปฏิบัติอย่างเต็มที่  แม้จะปวดแค่ไหนก็ยิ้มสู้ได้

พระองค์ท่านทรงตรากตรำมากกว่าเรานัก

นอกจากนี้ยังเกิดความระลึกรู้ขึ้นมาอีกว่า  เรามานั่งบำเพ็ญเพียรจนเจ็บปวดเพียงระยะเวลาแค่นี้ ยังนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอาการปวดเมื่อยจากการตรากตรำพระวรกายของในหลวงร.๙ ที่ทรงงานอย่างหนักเพื่อพวกเรามาเป็นเวลาถึง ๗๐ ปี

ไหนจะทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาลงห้วยเดินด้วยพระบาทไปตามทางทุรกันดารทั้งวัน แทบจะทุกวัน  คงไม่ต้องคิดว่าพระบาทจะบอบช้ำเพียงใด

ไหนจะตัวทากมาเกาะดูดพระโลหิต  และแมลงต่าง ๆ ที่มากัดต่อยพระวรกายและรบกวนพระพักตร์อีกนับไม่ถ้วน

จำได้ว่าทรงรับเชื้อ Mycoplasma จากการเสด็จฯ ไปพัฒนาอ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ จนทรงพระประชวรเป็นโรคหัวใจเต้นไม่ปกติ ถึงขนาดต้องผ่าตัดด้วยซ้ำ

ในหลวงทรงทุ่มเทเพื่อพวกเราขนาดนี้  เราจะทุ่มเทเพื่อพระองค์ท่านน้อยกว่านี้ได้อย่างไร…

เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลง Father King โดยคุณโจนาส ลอยขึ้นมา “…Until his last breath, he gives his all…”

…พ่อทุ่มเทอย่างหนักเพื่อพวกเราจนถึงลมหายใจสุดท้าย…

สิ่งที่ได้จากประสบการณ์นี้

ผู้เขียนสัมผัสได้ว่า  ในสภาวะที่ประสบทุกข์จากการเพียรพยายามทำอะไรสักอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกาย หรือ ทุกข์ทางใจ  ถ้าเราสามารถระลึกขึ้นมาได้ว่า “เรากำลังทุ่มเททำสิ่งนี้เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่ตนเอง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อผู้ที่เป็นที่รักและเคารพ”  เราจะมีพลังภายในอันมหาศาลที่ทำให้เรารับมือกับทุกข์หนักนั้นได้ด้วยจิตใจที่ห้าวหาญ สงบนิ่ง มั่นคง เยือกเย็น  จนถึงขั้นยิ้มออกมาได้

ครั้งต่อไปเมื่อคุณผู้อ่านรู้สึกทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ลองใช้วิธีน้อมนำจิตให้เป็นกุศลด้วยการระลึกถึงพระองค์ท่านดู  ลองนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน  นึกถึงคุณงามความดีที่พระองค์ท่านทรงทำให้พวกเราดูเป็นตัวอย่าง

เมื่อคุณระลึกขึ้นมาได้  จิตคุณก็จะเกิดพลังขึ้นมารับมือปัญหาเฉพาะหน้านั้นได้อย่างสง่างาม

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ว่าต้องทำอย่างไร จะลองร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นในใจเงียบ ๆ ก็ได้

ไม่แน่ว่า…คุณอาจได้สัมผัสถึงพระเมตตาและความรักความห่วงใยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพวกเราเสมอมา เหมือนที่ผู้เขียนได้สัมผัสมาก็ได้

พระเมตตานั้นจะให้พลังแก่คุณที่จะฮึดสู้ ตั้งใจทุ่มเททำคุณงามความดีเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นเพื่อสืบสานพระราชปณิธานต่อไปอย่างไม่รู้จบ…

“…การธำรงความเจริญมั่นคงของพระศาสนา จึงน่าจะเน้นที่การแนะนำทำให้เห็นประโยชน์ของการศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญ…  เมื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว  เขาก็จะพึงพอใจและขวนขวายศึกษาปฏิบัติให้สูงขึ้นไปเอง…  และเมื่อชาวพุทธรู้ธรรมะปฏิบัติธรรมะกันอย่างถูกต้องทั่วถึงมากขึ้นดังนี้ การบ่อนเบียนพระศาสนาก็จะลดน้อยลง  พระศาสนาก็จะเจริญมั่นคงตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา…”

 

—พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในการเปิดประชุมใหญ่ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรครั้งที่ ๓๓ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๒๘

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และ “See First”

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐกิจพอเพียง: ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

King and Sufficiency Economy

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  Cr ภาพ Storify

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 130

บทความนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของผู้เขียนที่อยากนำเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองง่าย ๆ มีตัวอย่างธุรกิจพอเพียงที่ประสบความสำเร็จประกอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

รักใคร รักอย่างไร ทำไมต้องรัก ลองอ่านกันดู

เศรษฐกิจพอเพียง: เศรษฐกิจเพื่อความสุข

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่พระราชทานให้ชาวไทยมากว่า ๓๐ ปีแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนับว่าเป็นพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลนัก

แก่นของเศรษฐกิจพอเพียงสะท้อนให้เห็นพระเมตาที่จะให้พวกเราพสกนิกรได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และมีความสุขภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในกระแสโลกาภิวัฒน์

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นจากความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่มีต่อพวกเราชาวไทยทุกคน

และเนื่องจากเป็นหลักที่มีความเป็นสากล คือ ใครนำไปใช้ก็จะได้ผล  ในปัจจุบันหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงได้รับการยอมรับ ยกย่อง และชื่นชมอย่างสูงในเวทีโลกด้วย

สำหรับชาวไทย  การทำความเข้าใจและการน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อาจทำได้ง่ายขึ้นถ้านำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว นั่นคือ หลักธรรมข้อต่าง ๆ

เศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรม และการนำไปใช้

คุณสมบัติของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเรียบง่ายและมีเพียง 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน  เรามาดูกันว่าตรงกับหลักธรรมข้อใดบ้างเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้

  1. ความพอประมาณ  หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ในส่วนของการผลิตและการบริโภคในระดับพอประมาณนั้น ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “สันโดษ”  คือ ความยินดีในสิ่งที่มีอยู่

ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ว่า  ความยินดีพอใจในสิ่งที่มีอยู่เป็นการหล่อเลี้ยงให้เรามีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม

ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าความสันโดษนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้การพัฒนานั้นสนุกไปในทุก ๆ ขั้น  วันนี้ทำได้แค่ไหนก็ยินดีพอใจในสิ่งนั้น

หรือ “เป็นสุขไปพลาง ทำงานไปพลาง”

เคยมีผู้ถามท่านพุทธทาสว่า เมื่อไหร่โบสถ์จะสร้างเสร็จ  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จแล้ว”  ผู้นั้นก็ถามต่อว่า “เสร็จตรงไหน เห็นชัด ๆ ว่ายังไม่เสร็จ”  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จของวันนี้”

ในส่วนของการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนั้น  ผู้เขียนมองว่าคือ “ศีล” นั่นเอง

มีพระพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีศีล ย่อมมีสุข ผู้มีศีล ย่อมมีทรัพย์”  ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้บริโภครายใดที่มีศีลอยู่เสมอ ก็ย่อมจะมีทั้งความสุข และความเจริญรุ่งเรืองทางโภคทรัพย์ไปด้วยเป็นธรรมดา

  1. ความมีเหตุผล  หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “อริยสัจ 4”  นั่นก็คือ การพิจารณาผลแล้วสาวไปหาเหตุ  เช่น ถ้าต้องการให้ผลออกมาเช่นไร  ก็ให้มองย้อนกลับขึ้นไปว่า ต้องสร้างเหตุใดจึงจะนำไปสู่ผลที่ต้องการนั้น ๆ ได้

เช่น ถ้าต้องการจะให้ธุรกิจของตนเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องสร้างเหตุอะไรบ้าง

ในยุคปัจจุบันนักธุรกิจทั่วโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่าการที่ธุรกิจของตนจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ตนต้องเป็นฝ่ายมอบความมั่นคงยั่งยืนให้กับสังคมที่ตนอยู่ก่อน

ต่อเมื่อสังคมอยู่ได้อย่างมั่นคง ผู้คนเป็นสุขเท่านั้น ธุรกิจจึงจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย

  1. มีภูมิคุ้มกัน  หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือ “วิมังสา” ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  คือ

“…ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น…”

ในทางธุรกิจ วิมังสาเปรียบได้กับการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือ risk management  คือจะทำอะไรก็ควรมีทางเลือก หรือ Plan B ไว้คอยรับมือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ซึ่งเป็นหลักการที่นำมาใช้ในระดับบุคคลได้เช่นเดียวกัน  พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เคยเปรียบเทียบ วิมังสา ไว้ว่า คือการมีความคิดสร้างสรรค์ โดยท่านได้ยกตัวอย่าง Steve Jobs ว่าเป็นผู้ที่มีวิมังสา และคุณธรรมข้ออื่น ๆ ในอิทธิบาท 4 หรือ หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จครบทุกข้อ

เศรษฐกิจพอเพียงในคำเพียงคำเดียว

ถ้าไม่อยากจำข้อธรรม “สันโดษ”, “ศีล, “อริยสัจ 4” และ “วิมังสา” ให้ยุ่งยาก  ก็สามารถสรุปได้ทั้งหมดลงในคำเพียงคำเดียว

คือคำว่า “สติ”

เพราะโดยแก่นแท้แล้ว  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “หลักการผลิต การจัดจำหน่าย การให้บริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ” นั่นเอง

สติช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจให้พัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

1.ความช่างสังเกต   ผู้ที่มีสติในความหมายเชิงพุทธนั้น จะเป็นผู้ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดปลีกย่อยได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งนำไปสู่ความมีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมได้อยู่เรื่อย ๆ

2.  ความใส่ใจ  เมื่อมีสติและความช่างสังเกตแล้ว ก็จะเกิดความเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยปริยาย  ซึ่งเหมาะเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจประเภทบริการ  เพราะจะทำให้สามารถคาดเดาสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

3. ความมีเมตตา เมื่อมีสติ ช่างสังเกต หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในทุกข์หรือปัญหาของลูกค้า หรือแม้แต่ของพนักงานขององค์กรตนเอง  นำไปสู่ความรู้สึกมีเมตตา ปรารถนาดี อยากเห็นเขาเหล่านั้นมีความสุข และพ้นจากทุกข์  ทำให้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะเป็น “ผู้ให้”

กล่าวง่าย ๆ ก็คือ  เมื่อเกิดความเมตตาแล้ว ผู้ประกอบการจะอยาก “มอบความสุข” ให้กับทั้งลูกน้อง ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมนั่นเอง

4. ความเข้าใจในเรื่องของกรรม นอกจากคุณสมบัติข้อ 1-3 แล้ว การฝึกสติจะทำให้คนเราเกิดความเข้าใจภายในขึ้นมาเองว่า ทุก ๆ การกระทำย่อมมีผลเสมอ

เมื่อมีความเข้าใจเรื่องนี้  ผู้ประกอบการก็จะทำอะไรด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในแง่ลบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย

นำไปใช้ได้จริงหรือ?

ท่านอาจสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้นำไปใช้ได้จริงหรือ?  แนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ?

ในประเทศญี่ปุ่น มีตัวอย่างของบริษัทหลายแห่งที่ทำธุรกิจแบบพอเพียง กล่าวคือ การทำธุรกิจด้วยสติ ด้วยความใส่ใจ ปรารถนาดีที่จะมอบความสุขให้กับผู้อื่น และมอบความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม  โดยมุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” มากกว่าการนึกถึงผลกำไร

และเป็นเพราะเขามุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” นี่เอง ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจเหล่านั้นเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อตั้งเป้าที่จะ “มอบความสุข” ธุรกิจจะยิ่งเติบโต

Chuo Taxi

Chuo Taxi เป็นบริษัทแท็กซี่ที่ดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาว่า “ลูกค้ามาก่อน กำไรมาทีหลัง” พนักงานทุกคนตั้งใจทำเพื่อลูกค้า เช่น ครั้งหนึ่งมีผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวเมารถและอาเจียนเลอะเสื้อสเวตเตอร์ เมื่อกลับถึงโรงแรม ผู้โดยสารเอาเสื้อใส่ถุงพลาสติกและฝากคนขับให้ทิ้งเสื้อให้

แต่คนขับ Chuo Taxi นำเสื้อกลับไปซักที่บ้านตนเองและนำกลับมาส่งคืนที่โรงแรมโดยไม่คิดค่าบริการ  เขาให้เหตุผลภายหลังว่า  เวลาคนเราเดินทางท่องเที่ยว เราย่อมนำเสื้อตัวโปรดที่ใส่ถ่ายรูปแล้วดูดีติดตัวไป ถ้าต้องทิ้งเสื้อตัวโปรดไป เจ้าตัวคงจะรู้สึกเสียดายมาก

คนขับ Chuo Taxi ทุกคนมีแนวคิดใส่ใจผู้โดยสารเช่นนี้ ความใส่ใจและความปรารถนาดีของพวกเขาสร้างความประท้บใจให้กับบรรดาผู้คนจำนวนมาก  ทำให้ Chuo Taxi ก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งในตลาดแท็กซี่ในจังหวัดนากาโนะที่ตนเองให้บริการมานานนับสิบปีแล้ว

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Chuo Taxi ได้ ที่นี่

Ina Food Products

Ina Food Products เป็นบริษัททำผงวุ้นที่แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ อย่างโตโยต้ายังต้องไปดูงาน ประธานบริษัทเน้นการ “ไม่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไป” เนื่องจากเห็นว่าไม่ยั่งยืน

Ina Food Products ไม่เน้นการทำกำไรแต่กลับมุ่งการทำดีแทน กล่าวคือ ดีต่อพนักงาน ดีต่อลูกค้า และดีต่อสังคม

นโยบายเน้นการทำดีอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากมายหลายอย่างของ Ina Food Products เช่น การมุ่งทำที่ทำงานให้มีความรื่นรมย์สะดวกสบายสำหรับพนักงานมากที่สุด  การเปิดสวนของบริษัทเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนในละแวกนั้นเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ฟรี  การคิดเส้นทางขับรถมาทำงานให้รบกวนการจราจรแถวนั้นน้อยที่สุด

แม้กระทั่งการให้พนักงานเลือกจอดรถในตำแหน่งที่ไกลที่สุดเมื่อไปเยี่ยมลูกค้า(ที่เป็นร้านค้า ซูเปอร์มารเก็ต) เพื่อเก็บพื้นที่จอดใกล้ ๆ ทางเข้าร้านเอาไว้ให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าของร้านค้าเหล่านั้นได้ใช้อย่างสะดวก

การใส่ใจมอบความสุขให้พนักงาน คู่ค้า และสังคมอย่างสม่ำเสมอทำให้บริษัทที่ไม่ตั้งเป้าเรื่องผลกำไรกลับสามารถทำกำไรได้สูงขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาถึง 48 ปีแล้วและแทบจะไม่เคยมีพนักงานลาออกจากบริษัทเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Muji

นอกจาก Muji จะมีนโยบายมุ่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคด้วยการมอบ “ประสบการณ์ดี ๆ ” ที่เรียบง่ายละเมียดละไมแล้ว บริษัทยังปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณขยะ และเลือกใช้แต่วัตถุดิบออร์แกนิคเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงานอีกด้วย

แน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัท  แต่พวกเขามีความสุขมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้แก่สังคมและแก่โลก  และเลือกที่จะทำเช่นนี้แทนที่จะแสวงผลกำไรเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นยังมีความใส่ใจแฝงอยู่อีกมากมาย  พูดสั้น ๆ คือทีมดีไซน์ของ Muji ได้ “คิดเผื่อไว้ให้แล้วเพื่อความสุขของผู้ใช้” เช่น ปากกาไฮไลท์ที่มี “หน้าต่างกระจก” ตรงใกล้ปลายปากกาทำให้เราสามารถ “มองทะลุ” และ “อ่านตาม” ไปยังตัวอักษรที่เรากำลังขีดทับได้

หรือ สมุดโน้ตปกอ่อนที่เย็บเข้าเล่มด้วยวิธีพิเศษที่ทำให้เวลากางสมุดออกเพื่อจดไม่ว่าจะหน้าใดสมุดจะแบนราบสนิทไปกับพื้นโต๊ะเสมอโดยไม่กระดกขึ้นมา  ทำให้จดง่ายโดยไม่ต้องหาอะไรวางทับ

แม้แต่ตัวสติ๊กเกอร์อธิบายสินค้าที่ติดมาจากญี่ปุ่น ก็ยังได้รับการคิดค้นมาให้ลอกออกง่ายไม่ติดเกรอะกรังอยู่กับสินค้าให้ลูกค้าต้องหงุดหงิด

ที่สำคัญ Muji ให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมาก

การมุ่งที่จะมอบอะไรดี ๆ ต่อพนักงาน ลูกค้า และสังคมชนิดที่สัมผัสได้จริง ๆ นี่เอง ทำให้ Muji เติบโตอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทส่งท้าย: ธุรกิจไทยนำไปปรับใช้ได้อย่างไร

จากตัวอย่างธุรกิจญี่ปุ่นที่พอเพียงทั้ง 3 เรื่อง  จะเห็นได้ว่า ความพอเพียงเกิดจาก “ความมีสติ” และ “ความรัก” นั่นเอง

อีกนัยหนึ่ง  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือการผลิต การจัดจำหน่าย การบริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ  ซึ่งนำไปสู่ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีอยากเป็นผู้ให้  อยากเห็นผู้อื่นเป็นสุข

ผู้อื่นในที่นี้ไม่ได้มีแค่พนักงาน, ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเช่นนักลงทุนเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงสังคมและโลกโดยรวมด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เคยตรัสไว้ว่า  สังคมไทยอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้เพราะเรายังมีการ “ให้” ต่อกัน

ความหมายแฝงก็คือ  เพราะเรายังมี “ความรัก” ต่อกัน

ถ้าผู้ประกอบการใดน้อมนำพระราชดำรัสนี้ไปใช้  มุ่งเป็น “ผู้ให้” แก่สังคมอย่างจริงใจ ใช้การทำธุรกิจเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น  ผลของการกระทำที่ดีนี้ก็จะนำความสำเร็จอย่างยั่งยืนมาสู่ผู้ประกอบการนั้น ๆ อย่างแน่นอน

————-

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ วิทยาศาสตร์ทางสมองและจิตวิทยา เคยทำงานด้านโฆษณาและการตลาด  ปัจจุบันมีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดยคุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

________

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙  ผ่านการนำเสนอเรื่องดี ๆ หลากหลายประเภทเพื่อมอบความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้ชาวไทยทุกคน

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0

“พระองค์ท่านทรงทราบใช่ไหม…”

With Dr Sumeth

ภาพจากเดือนก.พ. 2559 เมื่อผู้เขียนเข้าพบเพื่อขอสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่มูลนิธิชัยพัฒนา

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 129

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อจะนำข้อมูลไปเขียนหนังสือแนวพัฒนาตนเองของผู้เขียน

นอกจากเรื่องราวเกี่ยวกับดร.สุเมธเองแล้ว  ผู้เขียนก็ได้ถามถึงหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ด้วย

ดร.สุเมธได้ประมวลหลักการทรงงานไว้ ๑๐ ข้อ คือ

1) ความซื่อสัตย์สุจริตต้องมาอันดับแรก

2) ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน

3) มีความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน

4) ให้เริ่มจากหลักการ หลักวิชาการ และแล้วนำไปทดสอบทดลอง

5) ดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก

6) ยึดธรรมชาติเป็นหลัก

7) ให้รู้รักสามัคคี

8) ทำอะไรให้เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่

9) ยึดความพอดีพอควรเป็นที่ตั้ง และ

10) ยึดธรรมะเป็นที่ตั้งในทุก ๆ เรื่อง

สอนโดยไม่สอน

นอกจากนี้ดร.สุเมธยังกล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ยังทรงมีวิธี “สอนงานแบบไม่สอน” อีกด้วย

โดยจะทรงเน้นการปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู และจูงใจนักเรียนให้มาสนใจ แต่ไม่เคยทรงสั่งหรือทรงบังคับให้ทำ จะทรงสอนอย่างละเอียดให้เข้าใจทุกแง่มุม และที่สำคัญทรงเน้นเสมอว่า การสอนควรยึดรากฐานเดิมของสังคมไทยไว้ ไม่ควรคัดลอกจากต่างประเทศมากเกินไป

ทรงงานหนัก

จากคำบอกเล่าของดร.สุเมธยัง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ นั้นทรงงานหนักมาก ใครถวายหนังสืออะไรขึ้นไปจะทรงอ่านหมด อ่านอย่างละเอียดทุกหน้า

รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ปลายปี 2493 เป็นต้นมา พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานปริญญาไปแล้วรวมน้ำหนักทั้งสิ้น 220 ตัน – จากหนังสือ “หลักธรรม หลักทำ ตามรอยพระยุคลบาท”  โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

อีกทั้งยังทรงงานไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์  ทรงงานถึงดึกดื่นทุกวันเพราะตรัสว่า ความทุกข์ยากของประชาชนนั้นรอไม่ได้

“…เคยรับสั่งให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในวันศุกร์ พระองค์ตรัสว่า ที่ตรงนี้ที่ตรงนั้นเขาอดอยากอยู่ ผมกราบบังคมทูลว่า เดี๋ยววันจันทร์ข้าพระพุทธเจ้าจะรีบไปพระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งทันทีว่า ความทุกข์ความทรมานไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย…”  — จากหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ไม่ทรงมีวันเกษียณ

ดร.สุเมธเล่าว่า ในวันเกิดครบอายุ 60 ปีของตนเอง  หลังจากได้ถวายงานแล้ว  ตนได้เข้าไปกราบบังคมทูลขอพระราชทานพรเนื่องในวันเกิดของตน  ซึ่งถึงวัยเกษียณพอดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงรับสั่งถามกลับสั้น ๆ ว่า “แล้วฉันล่ะ?”

ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา และยังทรงงานอยู่อย่างหนักเหมือนเดิม

ดร.สุเมธเล่าว่าหลังจากนั้นตนไม่เคยนึกเรื่องเกษียณอีกเลย  และตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ไปตลอดตราบใดที่สุขภาพยังอำนวย

พรพระราชทานครั้งสุดท้าย

ในปีที่ดร.สุเมธเองอายุครบ 72 ปี  ก็ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายงาน และหลังจากนั้นก็ขอพระราชทานพรวันเกิด  ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงพระประชวรและประทับอยู่ที่รพ.ศิริราชแล้ว

ดร.สุเมธเล่าว่า ขณะที่ตนก้มกราบรอรับพรพระราชทานอยู่กับพื้นนั้น ทรงเงียบไปพักหนึ่ง แล้วดร.สุเมธก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ตกมาที่บ่าดัง “ปึ้ก”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวร.๙ ทรงน้อมพระวรกายลงมาจากพระเก้าอี้ เพื่อตบบ่าดร.สุเมธแล้วตรัสสั้น ๆ แต่ทรงย้ำถึง 3 ครั้งว่า “สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…สุเมธ…งานยังไม่เสร็จ…”

ผู้เขียนขอสารภาพว่า  เมื่อได้ยินดร.สุเมธถ่ายทอดพระราชดำรัสสั้น ๆ แต่กินใจยิ่งนี้ให้ฟัง  ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันที  ต้องพักการสัมภาษณ์ครู่หนึ่งเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาที่ไหลไม่หยุด

…เพราะพระราชดำรัสนั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า  แม้จะมีพระชนมายุมากแล้ว และทรงพระประชวรอยู่ พระองค์ท่านก็ยังทรงเป็นห่วงพวกเราพสกนิกรอยู่เหลือเกิน…

ฝากกราบบังคมทูล

หลังจากการสัมภาษณ์เสร็จสิ้นลง  ผู้เขียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งเพราะเกรงว่าจะเป็นการมิควรที่จะไปรบกวนผู้ใหญ่แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจขอดร.สุเมธไปว่า  ถ้าท่านได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกครั้ง ฝากกราบบังคมทูลได้หรือไม่ว่าพวกเราพสกนิกรรักพระองค์ท่านและเป็นห่วงพระพลานามัยของพระองค์เหลือเกิน

ถึงตรงนี้ดร.สุเมธเม้มปากนิ่ง  สีหน้าดูครุ่นคิดไปครู่หนึ่งแล้วบอกว่า  “พระอาการไม่ค่อยดี  วันนี้ก็เพิ่งมีพระปรอทอีก” 

สิ่งที่คนไทยอยากได้ยิน

ผู้เขียนรู้สึกว่าใจหายวูบ  มองดร.สุเมธนิ่งไปสักครู่เช่นกัน  และได้ยินเสียงตัวเองถามออกไปว่า

“…แต่พระองค์ท่านทรงทราบใช่ไหมคะว่าพวกเราประชาชนทุกคนรักพระองค์ท่านมากแค่ไหน..”

ดร.สุเมธหันมาตอบทันทีด้วยสีหน้ามั่นใจว่า “อ๋อ แน่นอน”

หัวใจผู้เขียนเต้นแรงขึ้นด้วยกำลังใจที่วูบขึ้นมา  คำยืนยันจากดร.สุเมธว่าพระองค์ท่านทรงทราบอย่างแน่นอนถึงความรักที่พวกเรามีต่อพระองค์ทำให้ผู้เขียนรู้สึกใจชื้นขึ้น

อย่างน้อยพระองค์ก็ทรงทราบ….

สิ่งที่พวกเราทำได้

เย็นวันนั้นผู้เขียนกลับออกมาจากมูลนิธิชัยพัฒนาด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิมที่จะทำประโยชน์ให้เพื่อนร่วมชาติ ให้แผ่นดิน ตามแบบที่ตนถนัดให้ดีที่สุด  เท่าที่กำลังสติปัญญาจะพอทำได้

เพราะว่า…”งานยังไม่เสร็จ”…

ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านให้ร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติให้ดีที่สุดตามความถนัดของตนไปอย่าง “ไม่มีวันเกษียณ”

อย่าให้การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เป็น “จุดสิ้นสุด” ของน้ำพระทัยอันยิ่งใหญ่…

แต่ขอให้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของ “การมีน้ำใจให้กันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ในหมู่พวกเราชาวไทยเถิด

———

พบกับสัมภาษณ์สดดร.ณัชร คืนนี้ (พฤหัสที่ 10 พ.ย.) ที่ FM 96.5 เวลา 22:00 น. ในรายการ บอกเล่า 965 ช่วง ปลดล็อกความคิดชีวิตเปลี่ยน โดย ฐิติรัตน์ พูนศิริชัยกิจ และ โค้ชนุ่น นะคะ

ท่านที่ไม่สะดวกฟัง รอฟังย้อนหลังได้ที่นี่ค่ะ
http://mcot-web.mcot.net/…/id/52b3e7b8150ba0d251000…/q/audio

———–
ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรและประกาศนียบัตรครูผู้สอนศิลปการต่อสู้จากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0