สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ถอดรหัสบูชิโด ตอน 2

Kenjutsu Practice

ภาพการฝึกดาบแบบวิชา kenjutsu ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai Cr ภาพจาก quotesgram

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 124

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 6

ตอนที่แล้ว เราได้ถอดรหัสคำว่า “บูชิโด” โดยความหมายตรง ๆ ตามตัวอักษร  เพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของแนวคิดที่ได้ชื่อว่าเป็นแก่นของการพัฒนาตนเองของซามูไรญี่ปุ่น

ใครที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสสังคมวัฒนธรรมญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็คงอดรู้สึกไม่ได้ว่า  คนญี่ปุ่นนั้นรักการพัฒนาตนเองมาก มีระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี และความเสียสละ…ราวกับเป็นทหาร…

จะเรียกว่านั่นเป็นมรดกที่ยังหลงเหลือจากชนชั้นซามูไรก็คงไม่เกินความจริงนัก…

รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เคยกล่าวไว้ในหนังสือชุด Martial Arts and Sports in Japan ว่า บูชิโดเป็นแนวคิดที่ไม่ได้หายไปไหนและได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของศิลปะป้องกันตัว

ศิลปะป้องกันตัวนั้น ภาษาญี่ปุ่นเรียกรวม ๆ ว่า “บุโด” ซึ่งใช้ตัวอักษรเดียวกับ บูชิโด เพียงแต่ตัดคำว่า ชิ ออกไปเท่านั้น  (อ่านความหมายเต็ม ๆ ของคำว่า บูชิโด ได้ ที่นี่)

ทั้งนี้ คำว่า บุโด ในความหมายของชาวญี่ปุ่นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “เทคนิคป้องกันตัว” เท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงวิถีชีวิต วิธีพัฒนาตนเองทั้งกายและใจ และวิธีคิดโดยรวมอีกด้วย

koryu enbu

ภาพการฝึกศิลปะป้องกันตัวโบราณ วิชาการใช้ดาบซามูไร battoujutsu Cr ภาพ Richard Stonell

เราจะมาคุยกันถึงเรื่องศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นโดยโดยเฉพาะวิชาดาบโบราณว่ามีส่วนพัฒนาจิตใจอย่างไรในตอนต่อ ๆ ไปของซี่รี่ส์  วันนี้เรามา “ถอดรหัส” ที่เหลือของคำว่า “บูชิโด” กันก่อน

โดยเราจะเจาะลึกถึงความหมายโดยนัยของตัวอักษร “บุ”  ว่ามีผลต่อความนึกคิด จิตใจ และลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่นอย่างไร

13562149_c0673df7f5_b

ภาพตัวอักษรคำว่า บุ (นักรบ/ การทหาร)  Cr ภาพ tiseb

ความเชื่อมโยงกับจักรพรรดิพระองค์แรกและความเป็นญี่ปุ่นโดยรวม

ก่อนที่ชนชั้นนักรบจะก้าวขึ้นเป็นชนชั้นปกครองโดยพฤตินัยนั้น องค์จักรพรรดิและชนชั้นสูงในวังเป็นผู้มีอำนาจปกครองญี่ปุ่นมาก่อน

โดยชาวญี่ปุ่นจะเริ่มนับประวัติศาสตร์ชาติตนเองจากเมื่อจักรพรรดิพระองค์แรกทรงรวบรวมแคว้นต่าง ๆ ที่มีการตั้งรกรากอยู่ในญี่ปุ่นขณะนั้นเข้าอยู่ใต้การปกครองเดียวกันสำเร็จ  นั่นก็คือ จักรพรรดิจิมมุ (禅武)ผู้น่าจะมีพระชนมชีพอยู่ในช่วง 711 ปีก่อนคริสตกาลถึง 582 ปีก่อนคริสตกาล หรือเทียบได้กับ 168 ปี ถึง 39 ปีก่อนพุทธศักราช (พ.ศ. 1)  (หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุปีได้เพียงคร่าว ๆ)

จากพระนามของพระองค์ ผู้เขียนพบว่า ตัวอักษรตัวที่สองคือ “มุ” นั้นเป็นอักษรตัวเดียวกับคำว่า “บุ” ใน บูชิโด และ บุโด (ตัวอักษรเดียวกันออกเสียงได้หลายอย่าง)

โดยคำว่า “จิมมุ” มีความหมายว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า (god-warrior)” หรือ “พลังอันศักดิ์สิทธิ์ (divine might)”

หลังจากองค์จักรพรรดิพระองค์แรกนี้  ผู้เขียนพบว่ามีจักรพรรดิอีกหลายพระองค์ที่มีคำว่า “มุ” หรือ “บุ” ที่แปลว่า นักรบ อยู่ในพระนาม  แต่หลังจากชนชั้นซามูไรขึ้นครองอำนาจปกครองประเทศจริง ๆ โดยชูให้องค์จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์รวมใจเท่านั้น  ก็ไม่มีจักรพรรดิพระองค์ใดมีคำว่า บุ นี้อยู่ในพระนามอีกเลย

คล้าย ๆ กับเป็นการสื่อโดยนัย ๆ ว่าจากนี้ไปหน้าที่การ “บู๊” เพื่อชาติบ้านเมืองได้ถูกส่งผ่านจากองค์จักรพรรดิสู่ชนชั้นนักรบหรือเหล่าซามูไรโดยสมบูรณ์

ภาษามีผลต่อความคิดมนุษย์

ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ระบุว่า ภาษามีผลต่อความคิดของมนุษย์  ดังนั้น การที่พระนามขององค์จักรพรรดิองค์แรกแปลว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า”  ก็คงส่งผลลงไปในจิตใต้สำนึกของชาวญี่ปุ่นจะรู้สึกว่าชนชาติตนเป็น “ชาตินักรบทางจิตวิญญาณ (spiritual warrior)”

และตนเองก็มีหน้าที่สืบทอดคุณลักษณะด้านบวกของเหล่านักรบในอดีต

คล้าย ๆ กับคนไทยที่รู้สึกลึก ๆ อยู่เสมอว่าเราเป็นชนชาติที่เป็นอิสระ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครมาก่อน  เพราะคำว่า “ไทย” มีความพ้องเสียงกับคำว่า “ไท” นั่นเอง

ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นสามัคคี

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ล้วนแสดงถึงความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานและมรดกทางวัฒนธรรมตลอดจนความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของชาติตน (อ้างใน Yamato damashii) และหนึ่งในความภูมิใจนั้นก็คือ  การสืบต่อสันตติวงศ์อย่างไม่ขาดสายขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิ (อ้างจาก Hearns)

ความผูกพันดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นความรู้สึกจากด้านเดียว  เพราะแม้แต่องค์พระจักรพรรดิฮิโรฮิโตเองก็ได้เคยทรงมีพระราชดำรัสหนึ่งว่า  ความผูกพันของสถาบันจักรพรรดิที่มีต่อประชาชนนั้นเป็นไปในลักษณะของความผูกพันแบบครอบครัวซึ่ง “มีความรักและไว้วางใจให้กันและกันเสมอมา  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำนานและความเชื่อ” (อ้างใน Iwayuru Ningen Sengen)

ความผูกพันเสมอเป็นคนในครอบครัวเดียวกันนี้เอง คือส่วนสำคัญของ “ความเป็นญี่ปุ่น”  คนญี่ปุ่นมองตนเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่เสมอ  และกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่ทุกคนเป็นสมาชิกร่วมกันก็คือ เชื้อชาติญี่ปุ่นของตนนั่นเอง

คำว่า “บุ” เชื่อมโยงจิตใจของชาวญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

จะเห็นว่าจากการศึกษาความหมายโดยนัยของคำว่า “บุ” เพียงคำเดียว  เราก็สามารถสาวไปถึงที่มาของความรู้สึกสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาติญี่ปุ่นได้

นั่นก็คือ  การที่บรรพบุรุษของทุกคนล้วนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานสืบต่อกันมา โดยมีองค์จักรพรรดิพระองค์แรก พระนามว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า” เป็นสัญลักษณ์แทนความสืบเนื่องไม่ขาดสายเกือบสามพันปีของ “ความเป็นญี่ปุ่น” นั่นเอง!

ในตอนหน้า เชิญติดตามความหมายโดยนัยยะของคำว่า “โด”

เรียนรู้จากซามูไร

  1. ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นไอของ “บูชิโด” จงไปลองเรียนศิลปป้องกันตัวแบบโบราณของญี่ปุ่น
  2. ภาษามีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์ผู้ใช้ภาษานั้น ๆ
  3. ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความสามัคคีกันสูงคือจิตใต้สำนึกที่บอกว่าพวกเขามีบรรพบุรุษร่วมชาติด้วยกันมายาวนานไม่ขาดสายกว่าสามพันปี

————————–

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

————–

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ที่นี่

————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจทำความดีถวายในหลวง

————–

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” และเลือกรับการแจ้งเตือนแบบ “See First”

————–

 

Please follow and like us:
0

ถอดรหัสบูชิโด ตอน 1

chuudan

ภาพการฝึกเดี่ยวดาบไม้ในวิชา kenjutsu เพื่อการขัดเกลาจิตใจตนเอง  Cr ภาพจาก lehu.pt

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 122

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 5

ถ้าจะพูดถึงญี่ปุ่น แต่ห้ามใช้คำว่าญี่ปุ่น คุณจะใช้คำว่าอะไรกันบ้าง?

“ปลาดิบ”  “ซามูไร”  “อาทิตย์อุทัย”  “พี่ยุ่น” และ… “บูชิโด”

สี่คำแรกนั้นชัดเจนอยู่แล้ว  แต่คำว่า “บูชิโด” นี่สิ  คุณเคยสงสัยไหมว่ามันคืออะไรกันแน่?

ในตอนก่อนหน้า เราได้พูดไปถึงการที่ชาวญี่ปุ่นใช้ธรรมชาติรอบตัวมาพัฒนาตนเองตั้งแต่ยุคโบราณ  และได้เจาะไปที่ชนกลุ่มหนึ่งที่เป็น “นักพัฒนาตนเองตัวพ่อ” ของญี่ปุ่น  นั่นก็คือ ชนชั้นซามูไร

คำคำหนึ่งที่ผู้คนมักพูดถึงเมื่อกล่าวถึงเรื่องการศึกษา หรือการทำงานของญี่ปุ่น คือคำว่า “บูชิโด” หรือ “วิถีแห่งนักรบ”

คำคำนี้ สะท้อนระเบียบวินัย จิตวิญญาณความอดทน ต่อสู้ต่อความยากลำบาก และความทุ่มเท ของชาวอาทิตย์อุทัยได้ดีเสมอ   แต่คุณทราบหรือไม่ว่าแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้เต็มที่ว่า

“บูชิโด” คือ อะไร

จนทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นก็ยังเห็นไม่ตรงกันอยู่หลายเรื่อง  ดังนี้

บูชิโด คืออะไร  เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่? 

ประการแรก คือการเห็นไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรกันแน่  ระหว่าง จรรยาบรรณ (code of conduct)  จริยธรรม (ethics) หลักศีลธรรม (morality) หลักจรรยามารยาท (social etiquettes)  หรือว่าเป็นปรัชญา (philosophy)

ประการที่สอง  เห็นไม่ตรงกันว่า “บูชิโด” เริ่มปรากฎขึ้นในญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่

นักวิชาการทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเห็นว่าบูชิโดน่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคคามาคูระ (ค.ศ. 1185-1333)  ในขณะที่พจนานุกรมเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่นชื่อ Shogakukan Kokugo Daijiten ที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 3,000 คน กลับเห็นว่าน่าจะเริ่มมีมาจากสมัยมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573)

แต่สารานุกรมสองภาษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคือ Kodansha ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกกลับกล่าวว่า บูชิโด เป็นแนวคิดจากยุคโตกุกาว่า หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคเอโดะ (ค.ศ. 1600-1868)

ถ้าคุณคิดว่าแค่นี้ก็น่ามึนพอแล้ว ผู้เขียนอยากจะบอกว่ามีที่มึนยิ่งกว่านี้อีก!

บูชิโด อะไร?  ไม่รู้จัก!

ในยุคเอโดะเป็นยุคที่แนวคิดแนวประพฤติปฏิบัติของชนชั้นนักรบเริ่มชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคก่อน ๆ ที่ต่างกันไปแล้วแต่แคว้น  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเหล่าซามูไรทั้งหลายก็ไม่ได้เรียกวิถีการใช้ชีวิตของตนเองว่า “บูชิโด” เสียด้วยซ้ำ!

เรียกว่าถ้าเรานั่งไทม์แมชชีนกลับไปในยุคเอโดะ หรือยุคใดก็ได้ก่อนหน้านั้นที่เหล่านักรบเป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นแล้วถามเหล่าซามูไรว่า  “บูชิโด” คืออะไร  พวกเขาคงจะมองท่านแปลก ๆ

ในยุคเอโดะ เหล่าซามูไรเรียกวิถีการใช้ชีวิตของพวกตนต่าง ๆ กันออกไป  เช่น  ชิโด (士道)หรือ วิถีของสุภาพบุรุษ  บุโด (武道)หรือ วิถีแห่งทหาร  หรือ โมะโนะโนะฟุ โนะ มิจิ (もののふ の 道)เส้นทางแห่งนักรบ ฯลฯ

อ้าว…ถ้าในยุคที่ซามูไรครองอำนาจจริง ๆ นั้นเขาไม่มีคำว่า บูชิโด กัน  แล้วคำนี้มันมาจากไหนกันล่ะ?

คำที่คนรุ่นหลังสร้างขึ้น

คำตอบก็คือ  คำว่า “บูชิโด” นี้ เพิ่งจะเริ่มมาแพร่หลายก็ต่อเมื่อชนชั้นซามูไรถูกยกเลิกไปจากญี่ปุ่นแล้วต่างหาก!  นั่นก็คือ ยุคเมจิ (ราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ของไทย) เมื่อญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาตนเองตามแบบตะวันตก  คำนี้เกิดขึ้นตามกระแสรักชาติจากนักคิด นักเขียน ยุคดังกล่าว

แต่ไม่ว่าเหล่านักวิชาการจะมองว่าบูชิโดคืออะไรหรือเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคไหนกันแน่ก็ไม่น่าจะสำคัญเท่าคำถามที่ว่า…

“เพราะเหตุใด  แนวคิดบูชิโดจึงประสบผลสำเร็จในการพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่ซามูไรได้เป็นอย่างดี  จนทำให้เป็นกลายเป็นกลุ่มชนตัวอย่างของชนชั้นอื่น ๆ ในสังคมได้  และเป็นมรดกตกทอดมาสู่ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้”

เราจะตอบคำถามนี้ในตอนต่อ ๆ ไป  แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักคำว่า บูชิโด ให้มากขึ้นกันก่อน

ภาษาสะท้อนแนวคิด…ถอดรหัส “บูชิโด”

จะถอดรหัสกันทั้งที  เรามาดูกันทั้งคำแปลตรง ๆ และความหมายโดยนัยกันดีกว่า

ความหมายโดยนัยนั้นสำคัญมาก  เพราะชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นชนชาติที่นิยมการสื่อสารแบบอ้อม ๆ โดยนัยยะมากที่สุดในโลกก็ว่าได้  เช่น

ในภาษาพูดก็ชอบละประโยคท้ายไว้ค้าง ๆ อย่างนั้น…

ในขณะเดียวกันก็นิยมใช้ภาษาสีหน้าแววตาท่าทางร่างกายสื่อความในใจ…

หรือนิยมใช้ “สัญญะ” ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พระเซนสื่อสารเรื่อง “ความว่างอย่างเซน” ด้วยการใช้พู่กันวาดรูปวงกลมที่เรียกว่า Ensō

หรือเวลาที่ซามูไรนั่งสนทนากันแล้วแลกดาบกันชม (โดยดาบยังอยู่ในฝัก  เพื่อชื่นชมดาบในฐานะงานศิลปะอย่างหนึ่ง) พวกเขาจะส่งให้กันในแนวนอน โดยหันด้ามจับไปยังมือข้างถนัดของอีกฝ่าย พร้อมทั้งหันด้านคมเข้าตนเองเสมอเป็นการสื่อถึงความใส่ใจ ความเคารพและการไม่ประสงค์ร้าย

zen-enso

ภาพ Ensō วงกลมที่แทนความว่างอย่างเซน  Cr ภาพ zen-brush.com

ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า บูชิโด

ถ้าจะแปลกันตรง ๆ ตามตัวอักษร  คำว่า บูชิโด (武士道)หมายถึง วิถีการใช้ชีวิตแห่งนักรบ  โดยอักษรตัวแรกคือ บุ (武)แปลว่า การทหาร นักรบ และทักษะในเรื่อง “บู๊” ประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ ผู้เขียนคาดว่าคนไทยออกเสียงว่า บู ตามตัวสะกดภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็เพราะเห็นว่าเป็นคำเดียวกันกับ บู๊ ในภาษาจีนแต้จิ๋ว

คำว่า ชิ (士)หมายถึง นักรบ ผู้ใฝ่วิชา ผู้ชาย สุภาพบุรุษ

คำว่า โด (道)หมายถึง ทาง  ซึ่งอาจหมายถึงถนนหนทางจริง ๆ หรือหมายถึง วิถี หรือ มรรควิธีก็ได้

คำว่า บูชิ หรือ สุภาพบุรุษนักรบ นั้น  เป็นคำจากภาษาจีนที่เข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อญี่ปุ่นรับเอาวรรณคดีจีนเข้ามาศึกษา  เดิมนั้นญี่ปุ่นเองก็มีคำเรียกนักรบอยู่แล้วเป็นภาษาท้องถิ่นของตนเองอย่างน้อยสองคำได้แก่ Tsuwamono (強者 นักรบที่แข็งแรง) และ Mononofu (もののふ นักรบ)

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการใช้คำว่า บูชิ นี้ครั้งแรกใน Shoku Nihongi ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นระหว่างปีค.ศ. 679-791 โดยคำว่า บูชิ ปรากฏอยู่ในบทที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 721 ในบริบทที่บ่งบอกถึงความชื่นชมและความต้องการนักรบในอุดมคติที่มีความเชี่ยวชาญด้าน “บุ๋น” ด้วย

ถ้าคุณคิดว่าปีค.ศ. 721 (พ.ศ. 1264) ฟังดูช่างยาวนานมาแล้วสำหรับการเริ่มเอ่ยถึงชนชั้นนักรบ  แต่แท้ที่จริงมีหลักฐานว่านักรบก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในญี่ปุ่นตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว  หรือก่อนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจะเริ่มขยายอำนาจมาทางเอเชียเกือบร้อยปี และก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้จะรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวถึงเกือบสองร้อยปี!

จึงไม่น่าแปลกใจถึงอิทธิพลของเหล่านักรบญี่ปุ่นในอดีตที่มีต่อชาวญี่ปุ่นโดยรวมจวบจนทุกวันนี้

สุภาพบุรุษผู้หยุดคมหอก

William Scott Wilson ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวรรณกรรมนักรบ  เลือกที่จะตีความคำว่า “บูชิโด” ด้วยหลักทางภาษาศาสตร์ในแง่รากศัพท์  Wilson เห็นว่า  คำว่า บุ (武)นั้น มาจากรากศัพท์สองคำคือ คำว่า หยุด (止)และคำว่า หอก (戈)

ดังนั้น แม้ว่าทุกวันนี้คำว่า “บุ” จะมีความหมายว่า “บู๊” หรือ เรื่องการทหาร  ในเนื้อแท้ของคำนั้นจริง ๆ แล้วหมายถึงการหยุดการคุกคามจากฝ่ายตรงข้าม  นั่นก็คือ เป็นผู้ตั้งรับมากกว่าจะเป็นผู้ที่ก้าวร้าวบุกรุก

คำว่า ชิ (士)นั้น ไม่ได้แปลว่านักรบอย่างเดียว  แต่ยังหมายถึงสุภาพบุรุษ ผู้ใฝ่รู้ และนักวิชาการด้วย

ส่วนคำว่า โด (道)นั้น มาจากรากศัพท์คำว่า คอ (首)และคำว่า การเคลื่อนไป (⻌)

ซึ่งเมื่อมารวมกันแล้ว  Wilson วิเคราะห์ว่าเป็นคำที่สะท้อนให้เห็นถึง “การกระทำ(การเคลื่อนไป) ที่เกิดขึ้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญ (ผ่านคอและหัว) ดีแล้ว”

สรุปก็คือ  ถ้าจะดูทั้งความหมายตรง ๆ และความหมายผ่านทางรากศัพท์  บูชิโด น่าจะหมายถึง “การกระทำของสุภาพบุรุษนักรบที่ผ่านการใคร่ครวญใตร่ตรองดีแล้ว”

หรืออีกนัยหนึ่ง  คือการกระทำทุกสิ่งด้วย “สติ” นั่นเอง!

ในตอนหน้า พบกับความหมายโดยนัยยะของ “บุ” และ “โด” ที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งอย่างยิ่งในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นมามากว่า 2,000 ปี!

เรียนรู้จากซามูไร 

  1. การที่จะเข้าใจสิ่งใดก็ตามไม่ควรทำอย่างผิวเผิน  อย่าเพิ่งลงความเห็นแบบฟันธงสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งจนกว่าเราจะศึกษาสิ่งนั้น ๆ หรือบุคคลนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งเสียก่อน
  2. สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การศึกษาว่าสิ่งนี้คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คือการรู้จักตั้งคำถามว่าสิ่งนี้สร้างคุณค่าให้ชีวิตและสังคมได้อย่างไร
  3. บางครั้งการสื่อสารโดยนัยก็สามารถสื่อความหมายได้มีพลังกว่าการสื่อสารตรง ๆ
  4. ผู้ที่จะเป็นนักปกครองคนควรจะทำอะไรโดยผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยสติอย่างดีก่อน
  5. ครั้งต่อไปที่มีคนชวนท่านถกเถียงเรื่อง “บูชิโด” บางทีวิธีที่ดีสุดในการตอบอาจเป็นการวางท่าทีแบบเซน ๆ นั่นก็คือการนิ่งเสียแล้วก็ยิ้มน้อย ๆ เท่านั้น…

——————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

—————

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

ซึ้งแบบเซน ๆ: จดหมายจากท่านแม่ของอิ๊คคิวซัง

beautiful momiji

ใบไม้เปลี่ยนสีในกรุงเกียวโต  ภาพจาก sankyo.asoblo

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 121

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนพิเศษ

ถ้าท่านรู้ตัวว่าท่านกำลังจะเสียชีวิต…อะไรคือสิ่งที่ท่านอยากจะบอกคนที่ท่านรัก…?

ในตอนที่แล้วช่วงเทศกาลวันแม่ ผู้เขียนได้เขียนจดหมายขอบคุณคุณแม่และเปรยไว้ว่าคุณแม่มีวิธีเลี้ยงลูกแบบเซน

ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามีความสัมพันธ์แบบ “เซน ๆ” ของแม่ลูกคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่น่านำมากล่าวถึง นั่นคือความสัมพันธ์ของอิ๊คคิวซังกับท่านแม่ของเขา

อิ๊คคิวกับท่านแม่

อิ๊คคิว ผู้ซึ่งชาวไทยเรารู้จักกันดีจากการ์ตูนซีรี่ส์ อิ๊คคิวซัง เป็นอาจารย์สอนเซนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคมุโระมะจิของญี่ปุ่น  มีชีวิตอยู่ในช่วงค.ศ. 1394-1481 หรือ พ.ศ. 1937-2024 ตรงกับช่วงปลายอาณาจักรสุโขทัยและต้นอาณาจักรอยุธยา

ตัวอิ๊คคิวนั้นความจริงมีฐานะเป็นพระโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิโกะโคมัตสึกับสตรีในวังจากตระกูลนักปกครองเก่าแก่ คือ ตระกูลฟุจิวะระ นามว่า อิโยะ โนะ ทสึโบะเนะ ต่อมาท่านแม่ของอิ๊คคิวได้ออกจากราชสำนักและได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมแบบเซนในวัดแห่งหนึ่ง

อิ๊คคิวเองถูกแยกจากท่านแม่ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบและได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาในวัดเซนอีกวัดในฐานะเณรน้อย

ikkyu's mom 2

ภาพท่านแม่ของอิ๊คคิวจากจินตนาการของผู้วาดการ์ตูนเรื่อง อิ๊คคิวซัง  ภาพจาก matome.naver.jp

ikkyu and mom

ภาพจากการ์ตูนซีรี่ส์อิ๊คคิวซัง  Cr ภาพ heartwish

ถึงแม้ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะไม่ได้เลี้ยงดูอิ๊คคิวเองโดยตรงแต่ก็มีการเขียนจดหมายถึงกันบ้าง และแน่นอนมีการสั่งสอนลูกชายตามแบบเซนด้วย

จดหมายของท่านแม่ที่เขียนหาอิ๊คคิวที่เป็นที่รู้จักกันมากท่ี่สุดคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่เป็นคำสั่งเสียก่อนที่ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะเสียชีวิต

จดหมายสั่งเสียของท่านดูเผิน ๆ อาจจะเข้าใจยากอยู่สักนิดเพราะแฝงคำสอนของเซนอยู่เต็มไปหมด ผู้ที่สามารถร้อยเรียงออกมาได้กลมกลืนเช่นนี้ย่อมมีภูมิธรรมที่ไม่ธรรมดา

ผู้เขียนจะขอยกจดหมายดังกล่าวมาแล้วอธิบายเพิ่มเติมบ้างในบางส่วน ดังนี้

พินัยกรรมและคำสั่งเสียฉบับสุดท้าย

ถึง อิ๊คคิว,

แม่ได้หมดหน้าที่ในภพชาตินี้แล้ว และกำลังจะกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง แม่หวังว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่หมั่นเพียรศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อที่เจ้าจะสามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ ซึ่งถ้าเจ้าทำได้แล้ว เจ้าก็จะทราบเองว่า แม่ไปอยู่ที่ไหน ไปตกนรกอยู่หรือไม่ หรือว่าคอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอ…”

คำว่า “กลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง” เป็นคำที่อธิบายสภาวะของผู้ที่เข้าถึงธรรมขั้นสูง นั่นก็คือ หมดอัตตาตัวตน คลายความยึดมี่นถือมั่นในสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งมวล

แม้ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตใกล้ชิดกับอิ๊คคิว แต่ประโยคที่ว่า “เจ้าก็จะทราบเองว่า แม่ไปอยู่ที่ไหน ไปตกนรกอยู่หรือไม่ หรือว่าคอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอ…” นั้น บ่งบอกถึงความรักความห่วงใยของผู้เป็นแม่อย่างชัดเจน

ถ้ามองในแง่การสื่อสารแบบญี่ปุ่น คือ การสื่อสารแบบอ้อม ๆ และนิยมพูดค้าง ๆ ไว้กลางประโยคให้ผู้ฟังคิดตามและเข้าใจเองนั้น ท่านแม่ของอิ๊คคิวน่าจะต้องการสื่อว่า เจ้าก็จะทราบเองว่าแม่คอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอหรือไม่(ไม่ว่าแม่จะมีชีวิตอยู่หรือจากเจ้าไปแล้ว)…” ซึ่งเป็นประโยคที่ซาบซึ้งมาก

 
“…เมื่อใดก็ตามที่เจ้าได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์คนหนึ่งที่สามารถตระหนักรู้ได้ว่า พระพุทธองค์ก็ดี และพระสาวก เช่น พระโพธิธรรม ก็ดี แท้ที่จริงแล้วคือผู้ที่คอยช่วยเหลือเจ้า เจ้าก็สามารถเลิกศึกษาเล่าเรียนและเริ่มออกรับใช้มนุษยชาติได้…”

การใช้คำว่า “ช่วยเหลือ” ในที่นี้ น่าจะหมายถึงพุทธภาษิตที่ว่า “อกฺขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกคือชี้ทางให้ ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ ส่วนการกระทำนั้น เป็นเรื่องที่ท่านต้องพยายามกระทำเอาเอง” คำว่า “ช่วยเหลือ” ก็คือ “ช่วยชี้ทาง” ให้นั่นเอง

อนึ่ง พระพุทธองค์ทรงออกโปรดสัตว์โลกอยู่เป็นเวลาถึง ๔๐ กว่าพรรษา โดยที่ตลอดเวลานั้นพระองค์ไม่ทรงเห็นความจำเป็นของการต้องเอ่ยปากพูดแม้แต่เพียงคำเดียว เจ้าควรจะทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หากเจ้ายังไม่ทราบ แต่อยากจะทราบล่ะก็ จงหลีกเลี่ยงการขบคิดฟุ้งซ่านเสีย…”

เป็นคติความเชื่อของเซนว่า การถ่ายทอดธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูดก็สามารถทำได้ และเซนมักอ้างถึงการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมลักษณะนี้ครั้งแรกด้วยการทรงยกดอกไม้ขึ้นมาดอกหนึ่ง แล้วมีพระมหากัสสปะแสดงกิริยาว่าเข้าใจด้วยการยิ้มรับน้อย ๆ

ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นดังนั้น ก็ทรงกล่าวยืนยันว่ามีพระมหากัสสปะอยู่องค์เดียวที่เข้าใจธรรมะที่ทรงแสดงนี้ พระสูตรนี้นิกายเซนเรียกว่า The Flower Sermon

ส่วนประโยคสุดท้ายในย่อหน้าที่ว่า “จงหลีกเลี่ยงการขบคิดฟุ้งซ่านเสีย” นั้น บ่งบอกถึงวิธีการเข้าถึงปัญญาของเซน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับการเจริญสติวิปัสสนาของเถรวาท คือให้ตามดูตามรู้กายใจของตนอย่างที่มันเป็น โดยไม่ไปขบคิดใคร่ครวญด้วยตรรกะเหตุผล

…(ลงชื่อ) แม่ของเจ้า,

ไม่เกิด, ไม่ตาย

เดือนเก้า วันที่ 1…”

ในนิกายเซน สำนวน “ไม่เกิด ไม่ตาย” หมายถึงสภาวะของการหลุดพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง นั่นคือ พระนิพพาน ในที่นี้เข้าใจว่าท่านแม่ของอิ๊คคิวต้องการสื่อว่า ถ้าไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการที่ต้องตายจากกันกับคนที่เรารัก ดังนั้น เพื่อให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ ควรตั้งเป้าที่จะไม่เกิดอีก คือปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระนิพพานนั่นเอง

.. คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีไว้เพื่อให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่น ถ้าเจ้ายังต้องมัวคอยพึ่งวิธีการใดวิธีการหนึ่งอย่างเดียวแล้วล่ะก็ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรไปกับแมลงอันไม่รู้เหนือรู้ใต้ตัวหนึ่งเท่านั้น พระไตรปิฎกนั้นมีจำนวนมากกว่า ๘๐,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หากเจ้าอ่านหมดทุกพระธรรมขันธ์แล้วแต่ยังไม่สามารถอ่าน “ใจ” ของตัวเจ้าเองได้ล่ะก็ เจ้าก็จะไม่สามารถอ่านแม้กระทั่งจดหมายฉบับนี้ได้รู้เรื่องเช่นกัน นี่คือพินัยกรรมและคำสั่งเสียของแม่…”

ในที่นี้ ประโยคที่ว่า “คำสอนของพระพุทธองค์มีไว้เพื่อให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่น” นั้น คำว่า “ผู้อื่น” น่าจะหมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวนิกายเซน โดยเซนนั้นจะไม่เน้นการศึกษาคำสั่งสอนในเชิงปริยัติ แต่จะเน้นปฏิบัติเพียงอย่างเดียว คือ ให้มีสติตื่นรู้อยู่กับ ปัจจุบันขณะตลอดเวลาเท่านั้น

วันนี้ถ้าท่านต้องเขียนจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายทิ้งไว้ให้คนที่ท่านรัก ท่านจะเขียนว่าอะไร?

kouyou floor

ใบไม้เปลี่ยนสีร่วงลงบนพื้นในกรุงเกียวโต  ภาพโดย dejikaji

—————-

***หมายเหตุ***

ด้วยอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ชาวญี่ปุ่นโบราณโดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาเช่นเหล่าซามูไรและชนชั้นสูงจะให้ความสำคัญกับจิตสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิตมาก เราจะเข้าใจจดหมายสั่งเสียของท่านแม่ของอิ๊คคิวลึกซึ้งขึ้นถ้าเราเข้าใจบริบทของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเรื่องนี้ ดังนั้นลองมาดูธรรมเนียมปฏิบัติที่เหล่าซามูไรที่ดีพึงทำตอนใกล้วาระสุดท้ายกันสักเล็กน้อย

วาระสุดท้ายในอุดมคติของซามูไร

ในคัมภีร์สอนซามูไรหนุ่มในยุคเอโดะ “บุโด โฉะชินชู” (บูชิโดสำหรับซามูไรมือใหม่) ผู้ประพันธ์คือ ไดโดจิ ยูซัง ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดถึงสิ่งที่ซามูไรพึงประพฤติปฏิบัติในยามต้องเผชิญหน้ากับความตาย

แน่นอนว่าถ้าอยู่ในสนามรบก็ต้องเผชิญความตายด้วยความนิ่ง เด็ดเดี่ยว อาจหาญ ไม่แสดงความกลัวแม้แต่น้อยให้ปรากฏต่อข้าศึก ส่วนในยามสงบสุขปราศจากสงคราม เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะต้องตายซามูไรที่ดีต้องทำตามขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้

1) ส่งคนไปเชิญหััวหน้าของตนมาเพื่อกล่าวขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ท่านกรุณาชุบเลี้ยงมา กล่าวขอโทษที่ไม่สามารถอยู่ทำประโยชน์รับใช้เจ้านายสูงสุดได้ต่อไป และฝากกล่าวคำอำลากับเจ้านายด้วย

2) สะสางและสั่งเสียธุระส่วนตัวที่ยังค้างคาให้เรียบร้อย

3) สอนลูกหลานให้มีความกตัญญูรู้คุณและจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างเคร่งครัด

4) กล่าวคำพูดสุดท้ายให้ดีด้วยสติ เพื่อที่จะได้ตายไปด้วยสติอย่างสงบ

ณ จุดนี้ถ้าเป็นซามูไรชั้นสูงจะนิยมกล่าวเป็นบทกวีสั้น ๆ ก่อนตายเรียกว่า จิเซ (辞世) จิเซเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเพราะถ้าแต่งตอนช่วงที่ผู้นั้นใกล้จะเสียชีวิตจริง ๆ จะสะท้อนความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตของบุคคลผู้นั้นทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งคือแสดงระดับภูมิธรรมที่เจ้าตัวมี

————-

เรียนรู้จากซามูไร

  1. ชาวญี่ปุ่นโบราณเข้าใจความสำคัญของวาระสุดท้ายของชีวิต จึงมีการเตรียมตัวต้อนรับโมงยามนั้นอย่างดี เพื่อให้จากไปด้วยสติ

  2. ในยามช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้จิตสงบคือการระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อเราทุกคนด้วยความขอบคุณ

  3. ในบางครั้ง การสื่อสารแบบอ้อม ๆ ทิ้งไว้เป็นนัยให้ผู้รับสารได้ไปขบคิดเอาเองอาจสามารถถ่ายถอดความรู้สึกของผู้นั้นได้ลึกซึ้งกว่าการสื่อสารตรง ๆ

  4. แม้จะอ่านพระไตรปิฎกครบทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ถ้ายังไม่สามารถอ่าน “ใจ” ตนเองออก (ด้วยการปฏิบัติธรรม) ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

  5. สิ่งที่แม่ทุกคนรักและห่วงใยมากที่สุดก็คือลูกของตน ดังนั้นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายย่อมจะสะท้อนสิ่งสำคัญที่สุดที่แม่อยากจะบอกลูก ซึ่งสิ่งที่ท่านแม่ของอิ๊คคิวต้องการบอกลูกชายก็คือ “ถ้าอยากพ้นทุกข์จากการต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักเช่นนี้ ก็จงพากเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรม จะได้ไม่ต้องเกิดอีก”

————————————

joudan

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว เล่ม

————————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

————————-

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่ 

————————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง 

————————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจสำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

 

Please follow and like us:
0

สง่างาม ด้วยความดี สมศักดิ์ศรีซามูไร

boshin war

ภาพเหล่าซามูไรปลายยุคเอโดะกำลังศึกษาแผนที่ในช่วงสงครามกลางเมืองโบชิน  Credit ภาพ kaigainoomaera

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 117

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 4

ในตอนก่อน ๆ เราได้พูดถึงซามูไรยุคคลาสสิก และยุคกลางกันมาแล้ว  แต่ซามูไรยุคที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาตนเองของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมากที่สุดคือซามูไรยุคก่อนสมัยใหม่ (ค.ศ. 1600-1868)  ถ้าเทียบกับไทยคือจากรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนถึงปีแรกในรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ยุคนี้เรียกได้ 2 ชื่อ คือ ยุคเอโดะ (เรียกตามชื่อเมืองที่ตั้งรัฐบาล ปัจจุบันคือกรุงโตเกียว) หรือยุคโตกุกาว่า (เรียกตามชื่อตระกูลของโชกุนที่ครองอำนาจตลอดยุคนั้น)

ยุคเอโดะเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของญี่ปุ่น  เริ่มจากการเข้าสู่สภาวะสงบสุขปราศจากสงครามระหว่างแคว้นเป็นครั้งแรกในตอนต้นยุคหลังจากที่ญี่ปุ่นทั้งประเทศต้องฝ่าฟันสงครามกลางเมืองติดต่อกันมาร่วมสองร้อยปี

==เมื่อซามูไรต้องตั้งรับความเปลี่ยนแปลง==

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมชนิดขุดรากถอนโคน คือรัฐบาลทหารของโชกุนในตระกูลโตกุกาว่าได้ประกาศแบ่งประชาชนออกเป็น 4 ชนชั้นอย่างชัดเจน  โดยมีซามูไรเป็นชนชั้นสูงสุด ทำหน้าที่เป็นนักปกครองเท่านั้น  ห้ามทำการค้าขายหรือเลี้ยงชีพด้วยวิธีอื่น ๆ

ถึงแม้ซามูไรจะมีสถานะทางสังคมสูงสุด  พวกเขากลับประสบความลำบากทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่เคยเป็นผู้ปกครองแต่ละพื้นที่โดยตรงและมีรายได้จากการเป็นเจ้าของสิทธิ์ที่นาเองก็ต้องสละสิทธิ์นั้นมาเป็นข้าราชการพลเรือน  โดยรับเงินเดือนจากส่วนกลางที่จ่ายเป็นปริมาณข้าวสารต่อปีแทน

ปีใดที่มีภัยแล้งหรือน้ำท่วม ผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบ  ซามูไรจำนวนไม่น้อยก็เกิดความขัดสนอย่างมาก  ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก

==ลำบากกายอยู่ง่าย ลำบากใจอยู่ยาก==

นอกจากนั้นเหล่าซามูไรยังได้รับ “ผลกระทบทางใจ” ด้วย  พวกเขาต้องพยายามดิ้นรนมองหาบทบาทหน้าที่ตลอดจนเป้าหมายของชีวิตตนเองใหม่

ภาษาญี่ปุ่นเรียกเป้าหมายของชีวิตว่า ikigai (生き甲斐)คนญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังให้ความสำคัญกับ ikigai นี้มากพอ ๆ กับเหล่าซามูไรยุคเอโดะ  โดย ikigai นี้เป็นแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจสำคัญในการทำให้ชาวญี่ปุ่นลุกขึ้นมาทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

ในยุคเอโดะ  เหล่าซามูไรต้องตอบตนเองให้ได้ว่า นักรบในยุคที่ปราศจากสงครามนั้นจะทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้างเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ  “เพราะเหตุใด” เหล่าซามูไรโดยเฉพาะชั้นผู้น้อยจึงสามารถอดทนต่อสภาพยากจนค่นแค้นและความอึดอัดขัดข้องต่าง ๆ ในยุคนี้ได้โดยไม่ลุกขึ้นมาทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่สร้างความยากลำบากให้กับตน

นอกจากความอดทนแล้ว  เหล่าซามูไรยังสามารถแสดงความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และความมีระเบียบวินัยอย่างเป็นที่ยกย่องและยอมรับนับถือของคนทั้งสังคมได้อีกด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือ แม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีความเป็นอยู่อย่างขัดสน ซามูไรส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นข้าราชการที่ใจซื่อ มือสะอาดนั่นเอง

ซามูไรเหล่านั้นสามารถมีระเบียบวินัย อดทนทำสิ่งที่ทำได้ยากนั้นได้เพราะพากันประพฤติปฏิบัติตามวิถี “บูชิโด” (武士道)หรือ “วิถีแห่งนักรบ”   ซึ่งเราจะได้พูดถึง “บูชิโด” นี้อย่างละเอียดขึ้นในตอนต่อ ๆ ไป

==เป้าหมายในการพัฒนาตนเองของซามูไรยุคเอโดะ==

คำสรุปสั้น ๆ ของซามูไรในอุดมคติยุคเอโดะ คือ “bun bu ryou hou (文武両方)”  ซึ่งแปลว่า “(ผู้)เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊”

นั่นก็คือ  นอกจากควรมีฝีไม้ลายมือด้านศิลปะป้องกันตัวและมีบุคลิกลักษณะที่อาจหาญสมกับความเป็นทหารแล้ว ซามูไรในยุคเอโดะยังถูกคาดหวังให้เชี่ยวชาญให้รู้หนังสืออย่างแตกฉานอีกด้วย

โดยต้องอ่านทั้งประวัติศาสตร์  คำสอนทางพุทธศาสนา  คัมภีร์คุณธรรมของขงจื๊อ  คัมภีร์เต๋าของเล่าจื๊อและเม่งจื๊อ  ตำราพิชัยสงครามและกลยุทธทางการทหารต่าง ๆ  ไปจนถึงวรรณคดีคลาสสิกทั้งของจีนและของญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้นซามูไรชั้นสูงยังถูกคาดหวังให้สามารถแต่งกลอนเป็น และเชี่ยวชาญทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การเขียนพู่กันจีน ฯลฯ ด้วย

ส่วนการเจริญสติแบบเซนในวัดโดยตรงนั้นถึงแม้ในยุคเอโดะจะไม่แพร่หลายเหมือนในยุคกลาง  แต่ก็ยังแฝงมาในการฝึกตนผ่านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น ศิลปะป้องกันตัว พิธีชงชา เป็นต้น

==ชายชาติซามูไร  สละได้แม้ชีวิต==

ซามูไรตัวอย่างคนหนึ่งจากต้นยุคเอโดะคือแม่ทัพชื่อ โทริอิ โมโตทาดะ  ผู้ยอมสละชีพพร้อมลูกน้องโดยการต่อสู้ปกป้องปราสาทฟุชิมิจากทัพข้าศึกที่ใหญ่กว่ากองกำลังของตนหลายสิบเท่า เพื่อซื้อเวลาให้เจ้านายของตนคือ โตกุกาว่า อิเอยาสุ มีเวลาคุมทัพออกไปรบที่อีกสมรภูมิหนึ่งได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้อิเอยาสุสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโชกุนคนแรกของยุคเอโดะได้สำเร็จในที่สุด

สองสามวันก่อนการรบเพื่อพลีชีพให้อิเอยาสุ  โมโตทาดะเขียนจดหมายสั่งเสียครั้งสุดท้ายถึงลูกชายคนโต ทาดามาสะ ไว้อย่างกินใจว่า

“…ที่จริงมันก็ไม่ยากเกินความสามารถของพ่อหรอกลูกที่จะทะลวงด่านข้าศึกออกไปเพื่อเอาตัวรอด…แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่นักรบอย่างแท้จริง…พ่อขอยืนหยัดต่อสู้กองทัพของทั้งประเทศ…และถึงแม้จะมีทหารน้อยกว่าข้าศึกถึงหนึ่งต่อร้อย  พ่อก็จะตั้งป้อมสู้ยิบตา และยอมตายอย่างสง่างามที่นี่…”

“…พ่อจะทำให้ข้าศึกเห็นว่าการแสดงความอ่อนแอออกมานั้นไม่ได้อยู่ในธรรมเนียมของตระกูลเจ้านายของเรา ท่านอิเอยาสุ เลยแม้แต่น้อย…”

“…ในวิถีของนักรบนั้นการสละชีวิตของตัวเองเพื่อเจ้านายเป็นหลักการที่จะไม่มีวันเปลี่ยน  และพ่อเองก็นึกถึงความจริงข้อนี้มาก่อนหน้าแล้วอยู่บ่อย ๆ  ดังนั้นในสถานการณ์ที่พ่อกำลังเผชิญอยู่นี้ (แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัว) พ่อกลับมองว่าพ่อต้องเป็นที่อิจฉาของคนที่เข้าใจในวิถีของนักรบอย่างแน่นอน…”

“…จำไว้นะลูกว่า เจ้าจงมีสติรอบคอบ มีความสุขุมลุ่มลึกในการกระทำทุก ๆ อย่างของเจ้า  และจะต้องมีมารยาทที่เหมาะที่ควรอยู่เสมอ…จงสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันระหว่างเจ้านายและลูกน้อง  และจงมีความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า…จงให้รางวัลและลงโทษอย่างถูกต้องเหมาะสมและยุติธรรมเสมอ…”

“…สิ่งสุดท้ายที่พ่ออยากจะบอกเจ้าก็คือ หน้าที่ลูกผู้ชายนั้นตั้งอยู่บนรากฐานแห่ง “ความจริง คำสัตย์ และ สัจจะวาจา”…พ่อขอฝากเจ้าไว้เท่านี้…นอกจากนี้พ่อไม่มีอะไรจะบอกเจ้าอีกแล้ว…”

แม่ทัพโมโตทาดะสามารถนำกองกำลังกองเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยคนต้านทัพหลายหมื่นคนของแม่ทัพอิชิดะได้ถึง 10 วัน และยังนำลูกน้องออกต่อสู้จนเหลือ 10 คนสุดท้าย

ในที่สุด ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1600 แม่ทัพโมโตทาดะก็ได้สละชีพอย่างสมศักดิ์ศรีซามูไร ที่แม้กระทั่งฝ่ายข้าศึกยังให้ความเคารพ

Torii_Mototada

ภาพแม่ทัพ โทริอิ โมโตทาดะ  Credit ภาพ Wikipedia

==ที่มาของความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวญี่ปุ่น==

หนึ่งในสิ่งที่แม่ทัพโมโตทาดะสั่งเสียลูกชายไว้ก็คือให้สร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่คณะ  นี่เป็นอีกหนึ่งมรดกที่ซามูไรยุคเอโดะทิ้งไว้ให้กับชาวญี่ปุ่น

นอกจากความพยายามของผู้บังคับบัญชาที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่ซามูไรแล้ว  กลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมในยุคเอโดะเริ่มตั้งแต่ครอบครัวขึ้นไปก็ถูกสถานการณ์บังคับให้สามัคคีกลมเกลียวกันด้วย

ทั้งนี้เพราะมีกฎหมายของรัฐบาลของโชกุนที่ระบุให้กลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมต้องรับผิดชอบหากสมาชิกในกลุ่มคนใดทำความผิด

เช่น หัวหน้าครอบครัวหรือผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดชอบแทนสมาชิกครอบครัวและลูกบ้าน  หรือให้ทั้งหมู่บ้านรับผิดชอบร่วมกันหากมีบ้านใดบ้านหนึ่งทำผิด

ดังนั้น หากมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี  สมาชิกในกลุ่มก็ย่อมรู้สึกเกรงใจ ไม่อยากทำให้คนอื่น ๆ ในกลุ่มของตนเดือดร้อนเพราะตนนั่นเอง  (ซึ่งความเกรงใจว่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็ได้กลายเป็นลักษณะนิสัยสำคัญของชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้)  นับว่าเป็นกุศโลบายการปกครองคนที่ชาญฉลาดของโชกุนในตระกูลโตกุกาว่าในการนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง

เมื่อบ้านเมืองสงบสุข รัฐก็สามารถนำทรัพยากรที่มีไปใช้พัฒนาบ้านเมืองอย่างเต็มที่ได้

==แนวทางการพัฒนาตนเองที่ไม่ลืมรากเหง้า==

ในช่วงปลายยุคเอโดะ  ชนชั้นซามูไรจำต้องผันตัวไปทำอาชีพต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด  เช่น ทำการค้า (บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทในปัจจุบันก็มาจากตระกูลซามูไร เช่น มิตซูบิชิ) หรือ สอนหนังสือ

ในตอนปลายยุคเอโดะนี้เองที่เหล่าซามูไรและชาวเมืองทั่วไปเริ่มมีการศึกษาวิทยาการต่าง ๆ จากตะวันตกอย่างจริงจังแพร่หลาย  แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งจริยธรรมและจิตวิญญาณของชาติตนไป  ดังคำกล่าวของซามูไรนักวิชาการชื่อดังคนหนึ่ง คือ ซะกุมะ โชซัง ว่า “พึงเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตะวันตกแต่นำมาปรับใช้ด้วยจริยศาสตร์แบบตะวันออก”

คำกล่าวนี้ภายหลังถูกย่อเหลือเพียง “เทคนิคแบบตะวันตก จิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น” (wakon yousai 和魂洋才)  ซึ่งเป็นแนวคิดที่ญี่ปุ่นใช้พัฒนาชาติ พัฒนาตนเอง และพัฒนาองค์กรทางธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้

800px-First_Japanese_treatise_on_Western_anatomy

ภาพหนังสือเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์แบบตะวันตกเล่มแรกของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1774 (พ.ศ. 2317 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี)    Credit ภาพ Wikipedia

RangakuElectricityManual Wikipedia

ภาพจากวารสารเกี่ยวกับการทำงานของระบบไฟฟ้าเล่มแรกของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1811 (พ.ศ. 2354 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)  จะเห็นว่าแม้จะเป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ชาวญี่ปุ่นยังใส่ใจนำเสนออย่างมีศิลปะงดงามประณีตตามแบบญี่ปุ่น   Credit ภาพ Wikipedia

==เมื่อพัฒนาตนเองแล้ว ก็ช่วยพัฒนาผู้อื่น==

สาเหตุสำคัญที่ญี่ปุ่นในยุคเอโดะพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วก้าวกระโดดก่อนใครในเอเชียก็เพราะมีอัตราการรู้หนังสือสูงมากในหมู่ประชากร  โดยในกรุงเอโดะเองมีอัตราการรู้หนังสือสูงถึง 80% และอัตราการรู้หนังสือทั่วประเทศสูงถึง 40-50%  ซึ่งเทียบได้กับอัตราเฉลี่ยในยุโรปยุคเดียวกัน และสูงกว่าในยุโรปบางประเทศอีกด้วย

แน่นอนว่าผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาของญี่ปุ่นอย่างมากในยุคนั้นก็คือเหล่าซามูไรนั่นเอง  เพราะนอกจากโรงเรียนสำหรับเหล่าซามูไรในแต่ละแคว้นโดยเฉพาะ (hanko) แล้ว  เหล่าซามูไรยังผันตัวมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับทั้งลูกหลานซามูไรและสามัญชนตาม “โรงเรียนวัด terakoya 寺子屋” อีกด้วย

terakoya 1

ภาพซามูไรช่วงกลางยุคเอโดะสอนหนังสือใน “โรงเรียนวัด terakoya 寺子屋”  Credit ภาพ apjif.org

terakoya 2

ภาพซามูไรช่วงปลายยุคเอโดะ (ในภาพ ราวค.ศ.1830 หรือ พ.ศ. 2373 ต้นสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย) สอนการวาดภาพด้วยพู่กันจีนแก่เด็กชายหญิงใน terakoya  Credit ภาพ tanken.com

ในตอนหน้า เราจะมาทำความรู้จัก “บูชิโด” ที่เป็นแก่นของการฝึกฝนพัฒนาตนเองของเหล่าซามูไรโบราณญี่ปุ่นจนมีคุณสมบัติเลื่องชื่อไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

==เรียนรู้จากซามูไร==

  1. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องหมั่นศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคม และหมั่นพัฒนาปรับปรุงตนเองให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ
  2. แม้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใด หากใจมีหลักยึด มีที่พึ่ง คนเราก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสง่างาม
  3. คนเราควรมี ikigai หรือ เป้าหมายของชีวิต เพื่อเป็นแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคุณค่า เหมือนเหล่าซามูไรยุคเอโดะที่แม้จะขัดสนลำบากแต่ก็ยังอยากใช้ชีวิตเพื่อทุ่มเททำงานให้สังคมต่อไป  เพราะเขาไม่ได้ทำงานเพื่อชื่อเสียงเงินทอง  แต่ทำงานเพื่อให้ชีวิตมีความหมายและมีคุณค่า  ซึ่งในที่สุดแล้วก็นำความสุขใจมาให้
  4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ควรทำควบคู่กันอย่างสมดุลย์ทั้งทางบุ๋นและบู๊ เรียนรู้สรรพศาสตร์ต่าง ๆ ออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง และมีการพัฒนาขัดเกลาจิตใจควบคู่ไปด้วย
  5. สุดยอดผู้นำต้องฝึกสติ มีมารยาท มีความเมตตา และยึดคำสัตย์ยิ่งชีพ
  6. หากทุกคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกันต่อกลุ่มสังคมที่ตนสังกัดอยู่ สังคมก็จะสงบสุขเจริญรุ่งเรือง
  7. การพัฒนาตนเองและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ควรเป็นการพัฒนาแบบไม่ลืมรากเหง้า
  8. การพัฒนาตนเองที่แท้จริง ควรเป็นไปเพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น

———————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

———————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่

———————-

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————————–—–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

———————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

———————-

Please follow and like us:
0

ข้อคิดจากหัวใจซามูไรในยุคกลาง

The Daibutsu ("Large Buddha") in Kamakura in spring with cherry blossoms

ภาพไดบุทสุ  พระพุทธรูปองค์ใหญ่สัญลักษณ์ของเมืองคามาคุระที่โชกุนคนแรกเลือกเป็นที่ตั้งรัฐบาล ยังตั้งตระหง่านอยู่จนทุกวันนี้  Cr ภาพ acprail

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 116

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 3

ใน 2 ตอนที่แล้ว เราได้คุยกันถึงวิธีที่คนญี่ปุ่นได้อาศัยปัจจัยทางภูมิศาสตร์มาพัฒนาตนเอง และได้เจาะไปที่ชนชั้นซามูไร ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองมาตั้งแต่ 1,200 กว่าปีมาแล้ว โดยตอนที่แล้วเราพูดถึงซามูไรในยุคคลาสสิกของญี่ปุ่น (ค.ศ. 592-1185)

ในตอนที่ 3 นี้ เราจะมาทำความรู้จักกับซามูไรในยุคถัดไป คือ ยุคกลาง  ได้แก่ยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185-1333)  ยุคมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573) และยุคอะซึจิ-โมโมยาม่า (ค.ศ. 1568-1603) เพื่อดูว่า พวกเขามีวิถีชีวิตอย่างไร พัฒนาตนเองอย่างไร  และเราจะถอดบทเรียนนั้นมาใช้ได้อย่างไรบ้าง

==เมื่อซามูไรก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศ==

ยุคคามาคุระเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ชนชั้นซามูไรก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านการปกครองอย่างสมบูรณ์โดยการก้าวขึ้นสู่อำนาจของโชกุนจากตระกูลมินาโมโต้ โดยช่วงเวลาของยุคคามาคุระนี้เทียบได้กับราวยุคอาณาจักรศรีวิชัย (พ.ศ.1728) ถึง ยุคปลายแผ่นดินพระนเรศวร (พ.ศ. 2146)

ตำแหน่งโชกุนคือตำแหน่งผู้นำสูงสุดทางทหาร  คนที่จะครองตำแหน่งโชกุนได้นั้นนอกจะต้องมีภาวะผู้นำ มีฝีมือในการรบและรู้กุศโลบายทางทหารและการปกครองแล้ว ยังต้องเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิองค์ใดองค์หนึ่งในอดีตอีกด้วย

==ก้าวแรกสู่ความก้าวหน้า – การรู้หนังสือและรักการอ่าน==

เดิมซามูไรในยุคคลาสสิกนั้น ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้และมีบทบาทเป็นเพียงผู้รับใช้ คุณธรรมยังไม่ใช่สิ่งนำใจของพวกเขา พวกเขาทำงานเพื่อเงินและมีเรื่องเล่าของการรับสินบนเพื่อลอบฆ่าเจ้านายตนเอง

แต่ในยุคคามาคุระนี้เองที่บรรดาซามูไรเริ่มอ่านออกเขียนได้  มีวัฒนธรรมและคุณธรรมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “หนังสือเรียน” ที่เหล่าซามูไรใช้ในการหัดอ่านหนังสือมักจะเป็นหลักคำสอนต่าง ๆ ในพุทธศาสนา  และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในอดีตนั่นเอง

==กำเนิด “คู่มือการพัฒนาตนเอง” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น==

ถัดมาในยุคมุโรมาจิ จากการที่เหล่าซามูไรเริ่มอ่านออกเขียนได้ เหล่าผู้นำตระกูลซามูไรตระกูลใหญ่ ๆ ที่ปกครองคนจำนวนมากก็เริ่มเขียนกฏระเบียบของตระกูลไว้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติให้ผู้สืบเชื้อสายและคนในตระกูลอื่น ๆ ปฏิบัติตาม

กฏระเบียบประจำตระกูลนี้เรียกว่า คะคุง (家訓)ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของป้ายแผ่นไม้ที่แขวนไว้ในโถงใหญ่ของคฤหาสน์หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรบนกระดาษญี่ปุ่นก็ได้ในรูปแบบของจดหมายที่พ่อเขียนถึงลูกเพื่อสั่งสอน

เนื้อหาของคะคุงนี้ไม่ได้มีสาระเฉพาะเรื่องการปกครองคนเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงเรื่องคุณธรรม  โดยเน้นด้านการให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้มีเมตตาธรรมต่อประชาชนทั่วไปที่อยู่ใต้การปกครองของตนด้วย  โดยเห็นได้ชัดว่าเนื้อหาของคะคุงได้รับอิทธิพลมาจากหลักการเจริญสติในแบบเซน

800px-Letter_from_Uesugi_Kenshin_to_Uesugi_Kagekatsu

ภาพ ลายมือของแม่ทัพอุเอซึกิ เค็นชินในจดหมายถึงลูกชายบุญธรรม    Cr ภาพ AlexHe34

==ตัวอย่างคำสอนของผู้นำตระกูลซามูไรในยุคกลาง==

“…ถ้าแม่ทัพที่ต้องครองแคว้นต่าง ๆ นั้นไม่มีสติที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษแล้ว  การทำหน้าที่ของเขาให้สำเร็จก็จะเป็นไปได้ยาก  เขาจะต้องไม่ปกครองด้วยการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน  แต่จะต้องดูแลความอยู่เย็นเป็นสุขของบรรดาชาวบ้านทั่วไป…”                  — คุโรดะ นางะมาสะ (ค.ศ.1568-1623)

“…บุรุษผู้มีอาชีพนักรบควรจะฝึกจิตใจให้สงบและหมั่นศึกษาเพื่อให้เข้าใจจิตใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง…”  — ชิบะ โยชิมาสะ (ค.ศ. 1350-1410)

“…คนเราควรฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดด้วยใจที่นิ่งสงบ  แม้ว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นจะมีผิดพลาดไปบ้างเพราะความสูงวัยของท่าน……เมื่อยามต้องไปเข้าสมาคมกับชนชั้นที่มีสถานะต่ำต้อยกว่าเรา  เราควรใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายธรรมดา  ไม่ควรแต่งตัวหรูหรา…เราควรฟังภรรยาและลูก ๆ ด้วยความอ่อนโยนใส่ใจ…อีกทั้งควรใส่ใจซามูไรชั้นผู้น้อยที่ร่วมโต๊ะอาหารกับเรา…และไม่ควรพูดถึงความผิดพลาดของผู้อื่น แม้จะเป็นเพียงการล้อเล่นก็ตาม…”       — โฮโจ ชิเกโทกิ (ค.ศ. 1198-1261)

“…ไม่ว่าซามูไรผู้นั้นจะมีตำแหน่งสูงหรือต่ำ  เขาห้ามใช้ชีวิตตามใจชอบด้วยความประมาทและละเลยกฎแห่งกรรมเด็ดขาด…”            — อิมากาว่า เรียวชุน (ค.ศ. 1325-1420)

==กำเนิดบูชิโด – วิถีของนักรบผู้สมถะ==

นักวิชาการหลายคนเชื่อว่า บูชิโด (武士道)หรือ วิถีแห่งนักรบ ได้กำเนิดขึ้นในยุคนี้เป็นครั้งแรก  ตัวอย่างเช่น วิถีชีวิตที่สมถะเรียบง่ายของซามูไรสมัยคามาคุระนับตั้งแต่โชกุนคนแรกเป็นต้นมาได้กลายเป็นสิ่งที่ซามูไรรุ่นหลัง ๆ ชื่นชมว่าเป็นลักษณะในอุดมคติของซามูไรที่แท้จริง 

นั่นก็คือ ถึงแม้นักรบทุกคนในยุคหลัง ๆ จะทำตามวิถีชีวิตอันสมถะเรียบง่ายตามแบบคามาคุระนี้ไม่ได้ทั้งหมด  แต่ก็ไม่เคยมีนักรบคนใดลุกขึ้นมาเขียนวิถีแห่งนักรบในรูปแบบอื่นเพื่อคัดค้านวิถีอันสมถะนี้เลย

แล้วซามูไรในยุคคามาคุระเป็นอย่างไร?  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพวกเขากินอยู่อย่างง่าย ๆ ติดดิน ใส่เสื้อผ้าเรียบ ๆ ธรรมดา และรับประทานอาหารเพียงวันละ 2 มื้อเท่านั้น

ความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ซามูไรในยุคคามาคุระเปิดรับหลักคำสอนแบบเซนที่เน้นความเรียบง่ายเช่นกันได้อย่างดี

800px-Minamoto_no_Yoritomo

ภาพโชกุนคนแรกของญี่ปุ่น โยริโตโมะ มินาโมโต้  โชกุนผู้ “ติดดิน”  และเป็นผู้ริเริ่มการบริหารราชการ “จากเต๊นท์ผู้บัญชาการทหาร” (bakufu 幕府)  Cr ภาพ Wikipedia

==การฝึกตนแบบเซนมีอิทธิพลในการพัฒนาภาวะผู้นำในเหล่าซามูไร==

ในยุคมุโรมาจิ  มีหลักฐานการพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่นักรบระดับเจ้าแคว้นและแม่ทัพนายกอง  ซึ่งได้แก่การนิยมส่งลูกชายไปเรียนหนังสือในวัดและเรียนการฝึกสมาธิอย่างจริงจังเหมือนพระเซนฝึก

อีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของนิกายเซนต่อชนชั้นซามูไรคือ แม่ทัพที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคมุโรมาจิ 2 คน คือ ทาเคดะ ชินเง็น และ อุเอซึกิ เค็นชิน เป็นที่รู้จักกันใน “ฉายา” หรือชื่อทางพุทธศาสนาของทั้งสองคน คือ ชินเง็น และ เค็นชิน มากกว่าชื่อเดิมของตนเอง คือ ทาเคดะ ฮารุโนบุ และ อุเอซึกิ มาซาโทระ

ถึงแม้แม่ทัพที่มีชื่อเสียงสองรายนี้จะรบกันเป็นระยะ ๆ เพื่อชิงอำนาจเนื่องจากแคว้นของทั้งสองมีพรมแดนติดกัน  แต่พวกเขาก็ยังให้เกียรติกันและกันและคงไว้ซึ่งหลักมนุษยธรรมอยู่

มีเรื่องเล่าอันลือลั่นในประวัติศาสตร์ว่า  ครั้งหนึ่งแคว้นของชินเง็นกำลังขาดแคลนเกลืออย่างหนักเพราะเจ้าแคว้นอื่น ๆ ที่เคยขายเกลือให้เกิดข้อขัดแย้งกับชินเง็นและต้องการบีบให้เขาจนมุม

เมื่อเค็นชินผู้เป็นคู่แค้นกับชินเง็นได้ข่าวนี้ก็ส่งเกลือจากแคว้นของเขาที่อยู่ติดทะเลไปให้  โดยส่งจดหมายแนบไปด้วยว่า  เขาคิดว่าการต่อสู้ควรจะเป็นไปอย่างยุติธรรมนั่นคือในสนามรบ  และขอให้ชินเง็นรับเกลือจากแคว้นของเขาไปด้วย  ซึ่งชินเง็นก็รับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

Takeda_Shingen_versus_Uesugi_Kenshin_statue

รูปปั้นจำลองการเผชิญกันในสนามรบระหว่างเค็นชิน (บนหลังม้า) และชินเง็น ในสมรภูมิ คาวานาคาจิมะ  Cr ภาพ ussblandy

==ต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนญี่ปุ่นในปัจจุบัน==

แม้ซามูไรในช่วงต้นยุคกลางจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย  แต่ช่วงปลายยุคซามูไรระดับแม่ทัพระดับสูงและเจ้าแคว้นจะมีลักษณะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  พวกเขากลายเป็นผู้อุปถัมภ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศอย่างเต็มที่อย่างเช่น พิธีชงชา ละครโน  เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่าซามูไรในช่วงปลายของยุคกลางเป็นผู้ที่ “เต็มที่กับชีวิต” หรือ work hard, play hard   นั่นก็คือ ยามเรียนก็เรียนอย่างจริงจัง  ยามรบก็รบอย่างจริงจัง  ยามฝึกศิลปวัฒนธรรมก็ฝึกอย่างจริงจัง

เห็นได้ชัดว่าค่านิยมการ “เรียนดี กีฬาเด่น ฝึกการละเล่นศิลปะ” นี้ได้รับการสืบสานเจตนารมณ์และกลายมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาเยาวชนของญี่ปุ่นจนกระทั่งทุกวันนี้

==เรียนรู้จากซามูไร==
  1. ก้าวแรกสู่ความก้าวหน้า คือ การรู้หนังสือและการรักการอ่าน
  2. วิถีชีวิตของผู้มีภาวะผู้นำที่แท้จริงควรสมถะและเรียบง่าย
  3. การฝึกตนแบบเซนมีอิทธิพลในการพัฒนาภาวะผู้นำในเหล่าซามูไร ถ้าเทียบกับของไทยคือการฝึกปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนา
  4. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำจำเป็นต้องมีคุณธรรม มีเมตตา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  5. การพัฒนาตนเองควรทำพร้อมกันไปทุก ๆ ด้าน ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งทางกายและทางใจ

————————–

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

————————–

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

————————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————————–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่ 

————————————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————————————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

 

Please follow and like us:
0

ซามูไร: เปิดตำนานการพัฒนาตนเองกว่า 1,200 ปี

Heian Samurai Minamoto no Yoshiie

ภาวะผู้นำจากเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว  ภาพแม่ทัพยุคเฮอัน Minamoto no Yoshiie เครดิตภาพจาก jyuluckdo

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 114

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้ว เราได้คุยกันถึงวิธีที่คนญี่ปุ่นได้อาศัยภูมิศาสตร์ของประเทศตนมาเป็นตัวกระตุ้นในการพัฒนาตนเอง

ในตอนที่ 2 นี้ เราจะมาเจาะเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นพิเศษ  เพราะถ้าพูดกันอย่างง่าย ๆ แล้วก็ต้องบอกว่า คนกลุ่มนี้เป็น “นักพัฒนาตนเองตัวพ่อ” ของญี่ปุ่นทีเดียว ถ้าเอ่ยชื่อ ทุกท่านต้องร้องอ๋อแน่นอน

กลุ่มคนที่เริ่มต้นพัฒนาตนเองมาตั้งแต่ 1,222 ปีที่แล้ว

คนกลุ่มนี้ได้เริ่มต้นพัฒนาตนเองมาตั้งแต่ราวปีค.ศ. 794  หรือ พ.ศ. 1337  ซึ่งในไทยตรงกับช่วงร่วมระหว่างอาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรละโว้และอาณาจักรหริภุญไชย

อธิบายง่ายๆ ว่า ชาวญี่ปุ่นกลุ่มนี้เริ่มต้นฝึกฝนพัฒนาตนเองอย่างจริงจังมาก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยถึง 455 ปี

พวกเขาคือชนชั้นนักรบ หรือที่คนทั่วโลกมักเรียกกันรวม ๆ ว่า “ซามูไร”

กว่าจะเป็นซามูไร

ว่าแต่ชนชั้นซามูไรมีที่มาอย่างไร  พวกเขาเป็นคนแบบใด?  เหมือนที่เราเห็นกันในหนังดังทั้งหลายของ Kurosawa หรือไม่?

…ไม่เสมอไป  เราไม่อาจกล่าวได้ว่ามีซามูไรคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนซามูไรทั้งหมดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเนื่องจากวิถีแห่งนักรบนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมแต่ละยุค

ถ้ายังไม่พูดถึงประเด็นการขัดเกลาตนเองและการพัฒนาจิตใจ  เพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ต่างกันแล้ว

นักรบก่อนยุคคลาสสิกจะใช้ธนูยิงบนหลังม้า  ถ้าเข้าระยะประชิดจึงใช้ดาบ  ส่วนนักรบยุคหลังจะพกดาบเป็นหลัก  โดยยุคเอโดะถึงกับมีกฎหมายให้นักรบต้องพกดาบ 2 เล่ม คือดาบยาว (คาตานะ) และดาบสั้น (โคดาจิ)

แม้แต่ดาบซามูไรแต่ละยุคก็ไม่เหมือนกัน

และยังมีทั้งดาบยุคคลาสสิกที่นิยมพกบนหลัง  ดาบยุคกลางที่ใช้พกข้างอานม้า  และดาบยุคก่อนสมัยใหม่ที่พกที่เอวอีกด้วย

ไม่เฉพาะแต่วิธีพกดาบ  แม้แต่หน้าตาของดาบก็เปลี่ยนไป  ในยุคก่อนคลาสสิกจะเป็นดาบทรงตรง ๆ หน้าตาเหมือนกระบี่ของจีน และสั้นเพียงประมาณ 70 ซม.  แต่ยุคช่วงรอยต่อยุคคลาสสิกและยุคกลาง ดาบจะมีลักษณะโค้งมาก และยาวที่สุดถึง 90 ซม. ซึ่งนับว่ายาวกว่ายุคใด ๆ

Swords from Different Periods

(เครดิตภาพดาบยุคต่าง ๆ  จาก 日本刀南北朝時代考察 โดย komainu 417)

สัปดาห์นี้เราจะมาทำความรู้จักซามูไรในยุคคลาสสิก (ค.ศ. 592-1185) ซึ่งประกอบไปด้วยยุคอะซึกะ, ยุคนารา และยุคเฮอัน

นักรบที่ยังไม่เท่นัก

เรามักนึกว่าซามูไรทั้งหลายควรจะมีคุณธรรม อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีความซื่อสัตย์จงรักภักดี

แต่ภาพลักษณ์ของซามูไรในต้นยุคคลาสสิกอาจทำให้คนที่ชื่นชมซามูไรโดยทั่วไปผิดหวังได้เพราะเหล่าซามูไรยังไม่มีวัฒนธรรมนัก  นักรบส่วนใหญ่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และเป็นเพียงผู้รับใช้หรือผู้ติดตามชนชั้นสูงในวังเท่านั้น

ที่สำคัญพวกเขายังไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอุดมการณ์อันสูงส่งใดๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเหตุการณ์ชื่อ isshi no hen ในปีค.ศ. 645 เมื่อนักรบที่ทำหน้าที่องครักษ์หลายคนรับสินบนเพื่อลอบสังหารเจ้านายของตน

เป็นแค่ผู้รับใช้​?

ซามูไร อาจฟังดูเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ สูงศักดิ์  แต่ในยุคคลาสสิกนี้ คนญี่ปุ่นแบ่งนักรบเป็น 2 ประเภท  ได้แก่  1) บุชิ (武士)ซึ่งแปลว่า “สุภาพบุรุษนักรบ”  ใช้เรียกนักรบที่มีเชื้อสายจากชนชั้นสูง  และ 2) ซามูไร (侍)มาจากคำกริยา saburau (侍う)ซึ่งแปลว่า ผู้รับใช้  ใช้เรียกทหารชั้นผู้น้อยซึ่งเกณฑ์มาจากชาวนา

ที่น่าสนใจก็คือ  คำที่ใช้เรียกนักรบนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนกระทั่งทั้ง 2 คำมีความหมายเท่าเทียมกัน  และในที่สุดเมื่อ 800 ปีต่อมาในยุคโตกุกาว่า (หรือยุคเอโดะ) คำว่าซามูไรก็ได้กลายเป็นคำที่นิยมใช้มากกว่าโดยมีความหมายรวมไปถึงนักรบชั้นสูงด้วย

เรียกได้ว่า ถ้านักรบชั้นสูงในยุคเฮอันที่เรียกตัวเองว่าเป็น “บุชิ” นั่งไทม์แมชชีนมาโผล่ในยุคโตกุกาว่าแล้วโดนนักรบคนอื่นเรียกว่าเป็น “ซามูไร” ล่ะก็  คงมีเคืองถึงขั้นท้าดวลกันแน่ ๆ!

เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ใจก็เปลี่ยนแปลง

แต่ในตอนท้ายของยุคคลาสสิก ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเลียนแบบจีน  จึงมีการกระจายอำนาจทางทหารออกไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทำให้ชนชั้นนักรบเริ่มมีอำนาจมากขึ้นและค่อย ๆ เริ่มพัฒนาวิถีชีวิตของตนเอง

ตัวอย่างเช่น ลักษณะการรบแบบกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ใช่กองทัพใหญ่ก่อให้เกิดความผูกพันใกล้ชิดกันในกลุ่ม  และพลอยทำให้เหล่านักรบให้ความสำคัญต่อความสามารถทางทหารในระดับบุคคลมาก  โดยมองว่าเป็นเรื่องของเกียรติศักดิ์ของแต่ละคน (personal honor)

ดังนั้นคุณสมบัติแรก ๆ ที่เหล่านักรบพัฒนานาตนเองขึ้นมาคือความกล้าหาญและทักษะในการต่อสู้แบบต่าง ๆ นั่นเอง

ตำนานเศร้าไม่มีวันตายจากปลายยุคคลาสสิก

ภาพรวมของนักรบในช่วงท้ายยุคคลาสสิกคือในสมัยเฮอันที่นักรบเริ่มมีการพัฒนาตนเองนี้จากบันทึกทางประวัติศาสตร์พบว่ามีอายุเฉลี่ยค่อนข้างน้อย  มีรายหนึ่งกลายเป็นตำนานที่ได้รับการบันทึกไว้ในวรรณกรรมชื่อ The Tales of the Heike  เขาชื่ออัทซึโมริ อายุเพียง 15 ปี

อัทซึโมริเป็นตัวแทนของนักรบในช่วงท้ายยุคคลาสสิกนี้ที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีเกียรติ มีอุดมการณ์ มุ่งมั่นที่จะเสียสละเพื่อครอบครัวของตน

คำพูดสุดท้ายอันห้าวหาญเด็ดเดี่ยวของอัทซึโมริที่มีการบันทึกไว้เมื่อเขาต่อสู้แพ้ศัตรูฝ่ายตรงข้ามในการทำศึก… คือ “เชิญตัดหัวข้าได้เดี๋ยวนี้”

ตำนานอันแสนเศร้าของการสละชีพตั้งแต่ยังหนุ่มของอัทซึโมริได้ถูกจารึกไว้ในละครประเภทต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมากมายจนถึงทุกวันนี้ เช่น ละครโน ละครคาบุกิ ไปจนถึงละครหุ่นบุงระขุ

บทเรียนที่คนยุคนั้นต้องการส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลังก็คือหลักพุทธธรรมเรื่อง “ความไม่เที่ยง”  ดังจะเห็นได้จากบทละครโนเรื่อง “อัทซึโมริ” ที่ว่า

思へばこの世は常の住み家にあらず

In truth, this world is not eternally inhabited

เมื่อคิดให้ดีแล้ว คนเราก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ตลอดไป

草葉に置く白露、水に宿る月よりなほあやし

It is more transient than dewdrops on the leave of grass, or the moon reflected in the water.

ชีวิตมนุษย์นั้นช่างไม่เที่ยงเหมือนหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า หรือภาพดวงจันทร์ที่สะท้อนบนพื้นน้ำนั่นเอง

ถึงแม้เราจะเห็นพัฒนาการของชนชั้นนักรบจากต้นยุคคลาสสิกมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงปลายยุค  แต่ความจริงแล้วยุคถัดไปจากยุคคลาสสิกนี้ต่างหากที่ชนชั้นซามูไรเริ่มพัฒนาตนเองอย่างจริงจังชนิดที่มีบันทึก “วิธีพัฒนาตนเอง” ที่เก่าแก่ร่วม 800 ปีเป็นหลักฐานไว้มากมายหลายเล่ม

เพราะเหตุใดเขาถึงลุกขึ้นมาพัฒนาตนเองกันอย่างจริงจังจนถึงกับเขียนคู่มือทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง?  และเขาพัฒนาตนเองกันอย่างไรบ้าง?  โปรดติดตามตอนหน้า

===สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากซามูไร===

  1.  คนเราไม่ควรด่วน “เหมารวม” สรุปว่าคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีลักษณะอย่างไรจนกว่าจะได้ศึกษาพวกเขาหรือสิ่งเหล่านั้นอย่างถ่องแท้เสียก่อน
  2. การทำความเข้าใจใครหรือคนกลุ่มใด จำเป็นต้องดูบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วย
  3. การที่คนคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้พัฒนาตนเองในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่คิดพัฒนาตนเองในอนาคต  เขาเพียงต้องการแรงจูงใจที่เหมาะกับเขาเท่านั้น
  4. อย่ายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่คำเดียวกันแท้ ๆ ยังเปลี่ยนความหมายจากหน้ามือเป็นหลังมือได้
  5. จงฝึก “เรียนรู้จากเรื่องเศร้า” เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตได้ดีกว่าเรื่องที่สนุกสนาน

——————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่นรอบตัว องค์กร และสังคม

ดร.ณัชรได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ วิถีเซน จิตวิญญาณญี่ปุ่น จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม คือ

  • สมองปิ๊ง Writing Revolution! (แปลจากภาษาญี่ปุ่น)
  • วิถีดาบ วิถีเซน (รางวัลเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด)
  • สมองแห่งพุทธะ (Buddha’s Brain)
  • ทำทีละอย่าง (Just One Thing)
  • ออกกำลังใจ
  • ผู้นำอุดมสติ (Mindful Leadership)
  • Zenwise   (ผลงานภาษาอังกฤษ เขียนร่วมกับพระอาจารย์สุมโน พระสายวัดป่าชาวอเมริกันลูกศิษย์หลวงปู่เทสก์และหลวงพ่อชา)

—————————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

——————-

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

——————-

สำหรับเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  เชิญติดตามได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

——————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

——————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า nash)

————————

Please follow and like us:
0