สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

นักธรรมพบนักธุรกิจ

Screen Shot 2560-06-09 at 7.14.50 PM

คุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ แห่งเพจ Trick of the Trade กำลังตั้งคำถามผู้เขียนในรายการ Live

เมื่อนักธรรมเอกพบกับนักธุรกิจจะเกิดอะไรขึ้น?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 141 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “นักธรรม พบ นักธุรกิจ”

ไม่นานมานี้  ผู้เขียนได้รับเชิญไปออก Live กับคุณปิ๊ก ธรรศภาคย์ ที่ปรึกษาธุรกิจจะดับแนวหน้าแห่งเพจ Trick of the Trade ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ด้านธุรกิจชื่อ “ทำธุรกิจ คิดเยอะจึงเหนื่อยน้อย”

คุณปิ๊กได้จุดประกายให้ผู้เขียนมากมาย  และด้วยความ “ใจเด็ก” นี้เอง  ทำให้ผู้เขียนกล้าสมัครเข้ารับการอบรมจากคุณปิ๊กใน project ชื่อ  แปลงร่าง 1.0  ทันที  ทั้ง ๆ ที่คุณปิ๊กอายุน้อยกว่าผู้เขียนแท้ ๆ

Project แปลงร่างนี้เป็นงานสาธารณะกุศลที่คุณปิ๊กจะเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้ประกอบการรายย่อย 6 รายได้มีโอกาสค่อย ๆ แปลงร่างจากดักแด้จนเป็นผีเสื้อที่โบยบินได้

การอบรมครั้งแรกเพิ่งผ่านไป  ผู้เขียนได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก  จึงขอนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

จะเรียกว่าเป็นการมองการพัฒนาธุรกิจด้วยหลักธรรมก็ได้

อริยสัจ Model

การพบกันครั้งแรก คุณปิ๊กตั้งชื่อว่า Defining Problems, Competitive Landscape, and Your Strengths

ผู้เขียนฟังไปฟังมา แล้วจดโน้ตในสมุดตัวเองว่า นี่คือหลักการพัฒนาธุรกิจด้วย “อริยสัจ Model”  (ผู้เขียนตั้งเองโดยสรุปจากเนื้อหาที่คุณปิ๊กสอน)  นั่นคือ

1)  เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่จะมอง “ปัญหา” ของตนเองในส่วน “ผล” เท่านั้น  ถ้าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นต้อง “สาวไปหาเหตุ”   ให้เจอก่อน

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผู้เขียนไหมว่าฟังเหมือนขั้นตอนที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ 2 ข้อแรกในอริยสัจสี่ไม่มีผิด

2)  การแก้ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  เมื่อเหตุเปลี่ยน ผลก็จะเปลี่ยน

ฟังถึงตรงนี้ พระคาถาของพระอัสสชิที่สอนอุปติสสะมาณพ (ภายหลังได้เป็นพระสารีบุตร) ก็ลอยขึ้นมาในใจ

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา      ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ

เตสํ เหตุ ตถาคโต           พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ        และความดับของธรรมเหล่านั้น

เอวํ วาที มหาสมโณ       พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

แปลสรุปสั้น ๆ ได้ว่า  “ปัญหาต้องแก้ที่เหตุ  ถ้าเหตุดับ ผลก็ดับ”

3)  ดังนั้นสิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจต้องทำ คือ หา “สมุทัย”  (เหตุแห่งทุกข์) ให้เจอ

4)  จากนั้นจึงหาว่าตอนนี้ธุรกิจเรา “ยืนอยู่ตรงไหน”  และตั้งเป้าว่าจะย้ายไปที่ใด

คล้าย ๆ กับการปักหมุดจุดที่เป็นนิโรธ คือจุดสิ้นสุดแห่งทุกข์ (ปราศจากปัญหา) เอาไว้ให้เห็นชัดว่าอยู่ที่ไหน แล้วจะได้ออกเดินไปตามมรรค หรือเส้นทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ได้

5)  ลำดับต่อไปเจ้าของธุรกิจต้องมองให้ขาดว่า  คนมาซื้อสินค้าหรือบริการในอุตสาหกรรมที่เราอยู่เพราะอะไร  หรือการมองว่าสินค้าหรือบริการของเราไปช่วย “ดับทุกข์” ใดของผู้ซื้อนั่นเอง

ยิ่ง list ออกมาได้มากแค่ไหน  ก็จะยิ่งหาจุดยืนบนมรรคได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

6)  พอ list เหตุผลที่คนมาซื้อสินค้าในอุตสาหกรรมเราออกมาได้แล้ว  ก็ให้เลือก 2 ข้อที่คิดว่าสำคัญที่สุดและตรงกับเรามากที่สุด  แล้วทำเป็น Positioning Map  หรือแผนผังที่ยืนของเรา

แล้วก็วางตำแหน่ง Now (ทุกข์) กับ Next (นิโรธ) ลงไปในแผนผังนั้น

7)  จากนั้นคุณปิ๊กสั่งให้ทุกคนทดลองหาจุดแข็งของตนเอง (มีจับเวลาด้วยทุกขั้นตอน กดดันมาก 55555)  โดยจุดแข็งต้องมีลักษณะดังนี้

7.1)  ควบคุมได้  เช่น คุณภาพ

7.2)  เราเป็นเจ้าของ  เช่น องค์ความรู้

7.3)  คนอื่นมีอย่างเราไม่ได้  ข้อนี้แล้วแต่ธุรกิจใคร ธุรกิจมัน

ในชั้นเรียนนี้ สิ่งที่ทุกคนเขียนออกมาถูกคุณปิ๊กแก้เสียเละ 55555  แล้วโดนสั่งให้กลับไปทำมาใหม่เป็นการบ้าน

การบ้านสะท้านธรรม

การบ้านสามอย่างซึ่งผู้เขียนจดในแบบที่ตนเองเข้าใจ ได้แก่
1)  หาสมุทัยตนเองให้เจอ

นั่นคือ หาสาเหตุของปัญหาที่ธุรกิจตนกำลังประสบอยู่ให้เจอ

2)  หานิโรธให้เจอ แล้วหาด้วยว่าต้นทางของมรรคที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้อยู่ตรงไหน

ซึ่งคือ การให้ไปทำ Positioning Map ตามหลักการตลาดนั่นเอง

และ

3)  หา “พลัง” ของเราให้เจอ

นั่นคือ หาว่าจุดแข็ง (Strengths) ของธุรกิจเรามีอะไรบ้าง

คำว่า Strengths ตรงกับภาษาบาลีว่า “พล”  (อ่านว่า พะ-ละ) หรือบางครั้งก็ผันตามไวยากรณ์เป็น พลํ (พะ-ลัง)

เอาล่ะซี่…ให้นักธรรมเอกไปหาจุดแข็งธุรกิจ…จะหาอย่างไรดี?

อยู่ ๆ สุภาษิตหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัว  “นตฺถิ กมฺม สมํ พลํ  แรงใดเสมอด้วยแรงกรรม ไม่มี”

ดังนั้น จุดแข็งของแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน  ก็อยู่ที่ว่าคนนั้น “ลงมือทำ” อะไรนั่นเอง!!!  (การลงมือทำ = กรรม)

แล้วการกระทำแบบไหนจะจัดเป็น “พลัง” ของเราได้?

ก็การกระทำที่เราทำบ่อย ๆ หรือ อาจิณณกรรม ไง!!!

จุดแข็งเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วย “สติ”

แต่ทำบ่อย ๆ อย่างเดียวไม่พอ  ต้องทำโดยมีสติรู้ตัวเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นกรรม

ถ้าทำอะไรไปลอย ๆ แบบไม่มีเจตนาหรือความตั้งใจที่ชัดเจน  ไม่จัดว่าเป็นกรรม

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ  ภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวว่า การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น จึงจะเป็นกรรมได้”

รู้หรือไม่ว่าตัวเจตนา ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าความรับรู้  ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ อย่าง  คือ

๑) บุพเจตนา เจตนาก่อนทำ

๒) มุญจนเจตนา เจตนาในขณะกำลังทำ  และ

๓)  อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว

ธุรกิจที่ “ตั้งใจ” ทำอะไรเป็นประจำ มีความตั้งใจทั้งในขั้นวางแผน  ตั้งใจในขั้นลงมือปฏิบัติ และตั้งใจติดตามผลหลังผลิต  ก็น่าจะกล่าวได้ว่ามีสิ่งนั้นเป็นจุดแข็ง

ฉันใดฉันนั้น  สิ่งใดที่เรา “ตั้งใจ” ทำเป็นประจำในระดับปัจเจกบุคคล  ก็น่าจะเป็นจุดแข็งของเราด้วย

ว่าแล้วผู้เขียนขอให้การบ้านคุณผู้อ่านต่อเลยว่า  คุณมีจุดแข็งด้านไหนกันบ้าง?

เชิญนำไปขบคิดและเขียนตอบในช่องคอมเม้นท์ได้ตามอัธยาศัย

 

ถ้านึกไม่ออกจริง ๆ ก็ลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่า ถ้าคุณต้องจีบใคร  หรือต้องการให้ใครมาจีบ  คุณจะทำอย่างไร  ไม่แน่ คุณอาจจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ไว้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จก็ได้เพราะคุณได้พบจุดแข็งของคุณแล้ว!

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก (นักธรรมเอก) สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

Love Promo with Book

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

คอร์ส Zen Baking ทำขนมวิถีเซน เปิดรับสมัครแล้ว

Photo for Application Form

อยากมีความสุขแบบง่าย ๆ ในทุก ๆ กิจกรรมประจำวัน…

อยากทำขนมอร่อย ๆ หน้าตามืออาชีพให้คนที่คุณรักแต่ไม่มีประสบการณ์  ไม่มีอุปกรณ์  ไม่แน่ใจสูตร ไม่มีเวลาไปหาซื้อส่วนผสม และ…ไม่มีเวลาล้างอุปกรณ์…

อยากสัมผัสและดื่มด่ำกับวิธีรับประทานอาหารแบบคนญี่ปุ่น…

เชิญพบกับคอร์ส 3-in-1 ครั้งแรกของประเทศไทย…

Zen Baking ทำขนมวิถีเซน: สุขตอนทำ ซึ้งตอนทาน

มอบความสุขโดย

– ดร.ณัชร สยามวาลา     Life Coach ใจดีผู้เชี่ยวชาญการเจริญสติและวิถีเซน  ผู้มักใจอ่อนเมื่อเจอขนมอร่อย ๆ

– คุณสุภาสิณี วิทยานุกรณ์     เชฟฝีมือดีด้านขนมอบนานาชาติ จบตรงจาก Cordon Bleu ผู้ทำขนมอร่อยจนคนต้องบินมาเรียนด้วยจากทั่วโลก

– คุณเกตุวดี Marumura  กูรูด้านญี่ปุ่นแห่ง marumura.com ผู้มีความสุขกับการทานขนมอร่อย ๆ

สิ่งที่ท่านจะได้รับ:

  • เคล็ดลับการฝึกสติวิถีเซนกับกิจกรรมทำขนม
  • การได้ลงมือทำบราวนี่ แบบเลือกใส่ topping เพิ่มในแบบของตนเองได้ โดยมาตัวเปล่า ทางโรงเรียนจะจัดเตรียมอุปกรณ์และส่วนผสมทุกชนิดไว้ให้ท่านครบทุกอย่าง
  • บราวนี่อบสดใหม่ร้อน ๆ ในแม่พิมพ์ฟอยล์ขนาด 16×16 cm กลับบ้านไปฝากคนที่คุณรัก (สามารถตัดแบ่งขนาดพอดีคำ เหมาะสำหรับรับประทานกับชา-กาแฟ จำนวน 16 ชิ้น)
  • การฝึกรับประทานขนมด้วยความสุขดื่มด่ำไปถึงจิตวิญญาณแบบเซน
  • พิเศษ:
    • ชา, กาแฟ และตัวอย่างบราวนี่อบใหม่ ๆ จากเชฟสุภาสิณีให้ลองชิมก่อนลงมือทำ เพื่อที่ท่านจะสามารถเลือกปรับส่วนผสมตามแบบที่ท่านต้องการได้
    • พักผ่อนกายใจอย่างมีคุณภาพระหว่างรอขนมอบเสร็จด้วยการนำเดินจงกรมและนั่งสมาธิผ่อนคลายโดยดร.ณัชร
    • Q & A สุดแสน exclusive กับวิทยากรทั้ง 3 ผู้ร่วมลงมือทำขนมพร้อมทุกคนอย่างใกล้ชิด
    • นั่งเล่นกับเซบาสเตียน สุนัขพันธ์ Pug ที่ชอบให้แขกเกาพุงให้ในสวน Secret Garden

Sunkist ZestMixing IngredientsKate Smiles While Decorating

Nash with Cake in Box

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 (รอบใหม่ เพราะรอบวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. เต็มแล้ว)

13:00-16:00 น.

ที่ Big Rabbits Bakery & Secret Tea Garden

หมู่บ้านชัยพฤกษ์ รามอินทรา 55  ตรงข้าม Big C Extra รามอินทรา

(เราสามารถส่ง Location ให้ท่านผ่านทาง LINE

เพื่อให้ท่านเปิดใน Google Map และขับตามแผนที่มาได้)

มีบริการรับส่งจาก BTS อ่อนนุช

ค่าใช้จ่าย 4,200 บาท

พิเศษเพียง 3,600 บาท สำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า

(ลงทะเบียนภายในวันพุธที่ 8 มี.ค.)

เพื่อคุณภาพสูงสุดของการฝึก เราสามารถรับได้เพียง 10 ท่านเท่านั้น

กรอกใบลงทะเบียนได้ ที่นี่

Please follow and like us:
0

พรุ่งนี้…ฉันจะยังได้พบเธออีกไหม?

Tomorrow-I-Will-Date-With-Yesterday’s-You-4

Cr ภาพจาก Metalbridges

คุณคิดว่าคุณจะได้พบกับคนที่คุณรักอีกในวันพรุ่งนี้ไหม?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 134 วันนี้จะมาคุยถึงความประทับใจและข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Tomorrow I will Date with Yesterday’s You  หรือชื่อไทยว่า พรุ่งนี้ผมจะเดทกับเธอคนเมื่อวาน  (อาจมีกึ่ง ๆ spoil เล็กน้อย)

ภาพยนตร์รักญี่ปุ่นเรื่องนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เพิ่งเจอกันและตกหลุมรักกันใหม่ ๆ ทั่วไป  แน่นอนเราจะสัมผัสความรักโรแมนติคหวานชื่นล้นจอจนรู้สึกอบอุ่นใจและยิ้มตามไปด้วย

การถ่ายทำสวย ภาพงดงาม โทนสีและการจัดแสงนุ่มนวลมาก โลเคชั่น perfect สำหรับหนังรัก บทสนทนาชวนอมยิ้ม และ chemistry ระหว่างตัวแสดงก็เป็นธรรมชาติมาก ๆ

ภาพนตร์ตัวอย่าง

แต่เรื่องราวเริ่มสร้างความปวดร้าวใจเมื่อความลับถูกเปิดเผยว่า…คู่รักนี้อยู่บนโลกคู่ขนาน…

โลกคู่ขนานที่ว่านี้นำความปวดร้าวมาให้ถึงสองอย่าง  อย่างแรกคล้ายกับตำนานดวงดาวทานาบาตะ ซึ่งเป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่พูดถึงคู่รักหนุ่มสาวในสวรรค์ที่ต้องคำสาปให้ต้องแยกจากกันและจะมีโอกาสได้เจอกันเพียงปีละครั้ง  เหมือนกลุ่มดาวสองดวงที่จะโคจรมาใกล้ชิดกันที่สุดปีละครั้งเท่านั้น

แต่ความปวดร้าวของคู่รักคู่นี้มีมากกว่านั้น  เพราะความปวดร้าวอย่างที่สองคือ นอกจากโชคชะตาจะลิขิตให้มีโอกาสได้พบกันเพียง 5 ปีต่อครั้ง ครั้งละ 30 วัน  แต่เส้นเวลาของแต่ละคนก็ยังเดินไปในทิศตรงกันข้ามด้วย

เรื่องราวในภาพยนตร์นี้เป็นตอนที่หนุ่มสาวทั้งคู่อายุ 20 ปีเท่ากัน  แต่เส้นเวลาของฝ่ายชายจะเหมือนพวกเราทั่วไปคือเดินไปข้างหน้า  ส่วนของฝ่ายหญิงจะย้อนหลังคล้าย ๆ กับภาพยนตร์เรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ที่ Brad Pitt แสดงนำในปี 2008

ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องนี้จะมีภาพ flash back และ flash forward สั้น ๆ ให้เห็นการพบพานในช่วงอายุต่าง ๆ  โดยที่ในแต่ละช่วงจะมีเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้นที่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าที่วัยต่างกับตน 15 ปี, 25 ปี หรือ 30 ปี คือใคร

จากความรักสู่ความปวดร้าว และบีบคั้นหัวใจอย่างที่สุดเมื่อปมค่อย ๆ เผยให้เห็นจากมุมมองของฝ่ายหญิงว่า  ทุกสิ่งที่ฝ่ายชายคิดว่าเป็น “ครั้งแรก”  ของการพบกันในช่วงอายุ 20 ปีเท่ากันนี้ ในโลกของเธอล้วนเป็น “ครั้งสุดท้าย”

วันที่ฝ่ายชายพบเธอครั้งแรก แท้ที่จริงคือวันสุดท้ายที่เธอจะได้พบเขาในช่วงอายุนี้  ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกันไปแล้วจะจำกันไม่ได้อีก

เมื่อฝ่ายชายขอเดทเธอครั้งแรก  แท้ที่จริงสำหรับเธอคือการเดทครั้งสุดท้าย

การจับมือครั้งแรก คือการจับมือครั้งสุดท้าย

ยิ่งหนังขมวดใกล้จบ  ผู้ชมก็จะยิ่งรู้สึกเห็นใจฝ่ายหญิงมากที่สุดเพราะจะเห็นว่าทุกครั้งที่คู่รักคู่นี้พบกันและเธอดูร่าเริงแจ่มใสเพื่อเขา  แท้ที่จริงเธอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อความสุขของ “เขาและเธอ”…ในปัจจุบันขณะ

เธอต้องซ่อนความโศกเศร้าที่สุดของเธอเอาไว้เพราะมีเธอคนเดียวที่รู้ว่าสิ่งที่ทำด้วยกันวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย…

ผู้กำกับเล่าเรื่องได้ดีเยี่ยมด้วยการใช้มุมกล้องต่างกันในฉากเดียวกัน  โดยกล้องจะมองจากมุมมองของฝ่ายชายตอนต้นเรื่อง และมองจากมุมมองของฝ่ายหญิงในฉากเดิมตอนท้ายเรื่อง

นอกจากความประทับใจชนิดต้องซับน้ำตากันทั้งโรงแล้ว ผู้เขียนคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สอนธรรมะเรื่อง “ความสำคัญของปัจจุบันขณะ” ได้อย่างดี

ถ้าคุณมีคนรัก คุณจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นสองอย่าง

อย่างแรกคือ คุณจะนึกขอบคุณอย่างที่สุดที่ชีวิตรักของคุณทั้งคู่ไม่ได้อยู่บนโลกคู่ขนาน  ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตรักของคุณมีค่า มีความหมายยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่สองคือ คุณจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่าคุณ “ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด”  เพราะ “ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะยังได้เจอกันอีกหรือไม่”

เหมือนสุภาษิตเซนที่ว่า 一期一会 ichi-go ichi-e “หนึ่งโอกาส หนึ่งการพานพบ”  ซึ่งมีความหมายว่า  จงทำการพบกันทุกครั้งให้ดีที่สุด…

…เพราะมันอาจเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ในลักษณะนี้  ในเวลานี้  ในสถานที่นี้…

…เพราะเวลาเช่นนี้อาจไม่มีอีกแล้ว…

“…Ashita, aeru kanaa…(明日、会えるかなぁ。。。)”

“…พรุ่งนี้…จะได้พบเธออีกไหมนะ…”  — จากบทภาพยนตร์ Tomorrow I will Date with Yesterday’s You

Boku_wa_Ashita,_Kinou_no_Kimi_to_Date_Suru-p1

Cr ภาพ Asianwiki

_________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และ “See First”

 

 

Please follow and like us:
0

เศรษฐกิจพอเพียง: ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

King and Sufficiency Economy

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  Cr ภาพ Storify

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 130

บทความนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของผู้เขียนที่อยากนำเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองง่าย ๆ มีตัวอย่างธุรกิจพอเพียงที่ประสบความสำเร็จประกอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสุขที่เกิดจากสติและความรัก

รักใคร รักอย่างไร ทำไมต้องรัก ลองอ่านกันดู

เศรษฐกิจพอเพียง: เศรษฐกิจเพื่อความสุข

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่พระราชทานให้ชาวไทยมากว่า ๓๐ ปีแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนับว่าเป็นพระวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลนัก

แก่นของเศรษฐกิจพอเพียงสะท้อนให้เห็นพระเมตาที่จะให้พวกเราพสกนิกรได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และมีความสุขภายใต้ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในกระแสโลกาภิวัฒน์

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นจากความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ที่มีต่อพวกเราชาวไทยทุกคน

และเนื่องจากเป็นหลักที่มีความเป็นสากล คือ ใครนำไปใช้ก็จะได้ผล  ในปัจจุบันหลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงได้รับการยอมรับ ยกย่อง และชื่นชมอย่างสูงในเวทีโลกด้วย

สำหรับชาวไทย  การทำความเข้าใจและการน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้อาจทำได้ง่ายขึ้นถ้านำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว นั่นคือ หลักธรรมข้อต่าง ๆ

เศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรม และการนำไปใช้

คุณสมบัติของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเรียบง่ายและมีเพียง 3 ข้อ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน  เรามาดูกันว่าตรงกับหลักธรรมข้อใดบ้างเพื่อสะดวกต่อการนำไปใช้

  1. ความพอประมาณ  หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ในส่วนของการผลิตและการบริโภคในระดับพอประมาณนั้น ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “สันโดษ”  คือ ความยินดีในสิ่งที่มีอยู่

ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ว่า  ความยินดีพอใจในสิ่งที่มีอยู่เป็นการหล่อเลี้ยงให้เรามีความสุข มีกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น มากยิ่งขึ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม

ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าความสันโดษนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับยิ่งทำให้การพัฒนานั้นสนุกไปในทุก ๆ ขั้น  วันนี้ทำได้แค่ไหนก็ยินดีพอใจในสิ่งนั้น

หรือ “เป็นสุขไปพลาง ทำงานไปพลาง”

เคยมีผู้ถามท่านพุทธทาสว่า เมื่อไหร่โบสถ์จะสร้างเสร็จ  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จแล้ว”  ผู้นั้นก็ถามต่อว่า “เสร็จตรงไหน เห็นชัด ๆ ว่ายังไม่เสร็จ”  ท่านก็ตอบว่า “เสร็จของวันนี้”

ในส่วนของการไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนั้น  ผู้เขียนมองว่าคือ “ศีล” นั่นเอง

มีพระพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้มีศีล ย่อมมีสุข ผู้มีศีล ย่อมมีทรัพย์”  ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้บริโภครายใดที่มีศีลอยู่เสมอ ก็ย่อมจะมีทั้งความสุข และความเจริญรุ่งเรืองทางโภคทรัพย์ไปด้วยเป็นธรรมดา

  1. ความมีเหตุผล  หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือหลัก “อริยสัจ 4”  นั่นก็คือ การพิจารณาผลแล้วสาวไปหาเหตุ  เช่น ถ้าต้องการให้ผลออกมาเช่นไร  ก็ให้มองย้อนกลับขึ้นไปว่า ต้องสร้างเหตุใดจึงจะนำไปสู่ผลที่ต้องการนั้น ๆ ได้

เช่น ถ้าต้องการจะให้ธุรกิจของตนเติบโตได้อย่างยั่งยืน จะต้องสร้างเหตุอะไรบ้าง

ในยุคปัจจุบันนักธุรกิจทั่วโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่าการที่ธุรกิจของตนจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ตนต้องเป็นฝ่ายมอบความมั่นคงยั่งยืนให้กับสังคมที่ตนอยู่ก่อน

ต่อเมื่อสังคมอยู่ได้อย่างมั่นคง ผู้คนเป็นสุขเท่านั้น ธุรกิจจึงจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย

  1. มีภูมิคุ้มกัน  หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

หลักธรรมในข้อนี้ ผู้เขียนมองว่าคือ “วิมังสา” ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้อธิบายความหมายไว้ว่า  คือ

“…ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น…”

ในทางธุรกิจ วิมังสาเปรียบได้กับการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือ risk management  คือจะทำอะไรก็ควรมีทางเลือก หรือ Plan B ไว้คอยรับมือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ซึ่งเป็นหลักการที่นำมาใช้ในระดับบุคคลได้เช่นเดียวกัน  พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เคยเปรียบเทียบ วิมังสา ไว้ว่า คือการมีความคิดสร้างสรรค์ โดยท่านได้ยกตัวอย่าง Steve Jobs ว่าเป็นผู้ที่มีวิมังสา และคุณธรรมข้ออื่น ๆ ในอิทธิบาท 4 หรือ หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จครบทุกข้อ

เศรษฐกิจพอเพียงในคำเพียงคำเดียว

ถ้าไม่อยากจำข้อธรรม “สันโดษ”, “ศีล, “อริยสัจ 4” และ “วิมังสา” ให้ยุ่งยาก  ก็สามารถสรุปได้ทั้งหมดลงในคำเพียงคำเดียว

คือคำว่า “สติ”

เพราะโดยแก่นแท้แล้ว  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือ “หลักการผลิต การจัดจำหน่าย การให้บริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ” นั่นเอง

สติช่วยผู้ประกอบการและธุรกิจให้พัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

1.ความช่างสังเกต   ผู้ที่มีสติในความหมายเชิงพุทธนั้น จะเป็นผู้ช่างสังเกต สามารถมองเห็นรายละเอียดปลีกย่อยได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งนำไปสู่ความมีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมได้อยู่เรื่อย ๆ

2.  ความใส่ใจ  เมื่อมีสติและความช่างสังเกตแล้ว ก็จะเกิดความเอาใจเขามาใส่ใจเราโดยปริยาย  ซึ่งเหมาะเป็นพิเศษสำหรับธุรกิจประเภทบริการ  เพราะจะทำให้สามารถคาดเดาสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้

3. ความมีเมตตา เมื่อมีสติ ช่างสังเกต หมั่นเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจในทุกข์หรือปัญหาของลูกค้า หรือแม้แต่ของพนักงานขององค์กรตนเอง  นำไปสู่ความรู้สึกมีเมตตา ปรารถนาดี อยากเห็นเขาเหล่านั้นมีความสุข และพ้นจากทุกข์  ทำให้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะเป็น “ผู้ให้”

กล่าวง่าย ๆ ก็คือ  เมื่อเกิดความเมตตาแล้ว ผู้ประกอบการจะอยาก “มอบความสุข” ให้กับทั้งลูกน้อง ลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมนั่นเอง

4. ความเข้าใจในเรื่องของกรรม นอกจากคุณสมบัติข้อ 1-3 แล้ว การฝึกสติจะทำให้คนเราเกิดความเข้าใจภายในขึ้นมาเองว่า ทุก ๆ การกระทำย่อมมีผลเสมอ

เมื่อมีความเข้าใจเรื่องนี้  ผู้ประกอบการก็จะทำอะไรด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในแง่ลบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย

นำไปใช้ได้จริงหรือ?

ท่านอาจสงสัยว่าแนวคิดเหล่านี้นำไปใช้ได้จริงหรือ?  แนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ?

ในประเทศญี่ปุ่น มีตัวอย่างของบริษัทหลายแห่งที่ทำธุรกิจแบบพอเพียง กล่าวคือ การทำธุรกิจด้วยสติ ด้วยความใส่ใจ ปรารถนาดีที่จะมอบความสุขให้กับผู้อื่น และมอบความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม  โดยมุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” มากกว่าการนึกถึงผลกำไร

และเป็นเพราะเขามุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” นี่เอง ยิ่งส่งผลให้ธุรกิจเหล่านั้นเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อตั้งเป้าที่จะ “มอบความสุข” ธุรกิจจะยิ่งเติบโต

Chuo Taxi

Chuo Taxi เป็นบริษัทแท็กซี่ที่ดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาว่า “ลูกค้ามาก่อน กำไรมาทีหลัง” พนักงานทุกคนตั้งใจทำเพื่อลูกค้า เช่น ครั้งหนึ่งมีผู้โดยสารที่เป็นนักท่องเที่ยวเมารถและอาเจียนเลอะเสื้อสเวตเตอร์ เมื่อกลับถึงโรงแรม ผู้โดยสารเอาเสื้อใส่ถุงพลาสติกและฝากคนขับให้ทิ้งเสื้อให้

แต่คนขับ Chuo Taxi นำเสื้อกลับไปซักที่บ้านตนเองและนำกลับมาส่งคืนที่โรงแรมโดยไม่คิดค่าบริการ  เขาให้เหตุผลภายหลังว่า  เวลาคนเราเดินทางท่องเที่ยว เราย่อมนำเสื้อตัวโปรดที่ใส่ถ่ายรูปแล้วดูดีติดตัวไป ถ้าต้องทิ้งเสื้อตัวโปรดไป เจ้าตัวคงจะรู้สึกเสียดายมาก

คนขับ Chuo Taxi ทุกคนมีแนวคิดใส่ใจผู้โดยสารเช่นนี้ ความใส่ใจและความปรารถนาดีของพวกเขาสร้างความประท้บใจให้กับบรรดาผู้คนจำนวนมาก  ทำให้ Chuo Taxi ก้าวขึ้นครองอันดับหนึ่งในตลาดแท็กซี่ในจังหวัดนากาโนะที่ตนเองให้บริการมานานนับสิบปีแล้ว

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Chuo Taxi ได้ ที่นี่

Ina Food Products

Ina Food Products เป็นบริษัททำผงวุ้นที่แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ อย่างโตโยต้ายังต้องไปดูงาน ประธานบริษัทเน้นการ “ไม่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไป” เนื่องจากเห็นว่าไม่ยั่งยืน

Ina Food Products ไม่เน้นการทำกำไรแต่กลับมุ่งการทำดีแทน กล่าวคือ ดีต่อพนักงาน ดีต่อลูกค้า และดีต่อสังคม

นโยบายเน้นการทำดีอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้มากมายหลายอย่างของ Ina Food Products เช่น การมุ่งทำที่ทำงานให้มีความรื่นรมย์สะดวกสบายสำหรับพนักงานมากที่สุด  การเปิดสวนของบริษัทเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนในละแวกนั้นเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ฟรี  การคิดเส้นทางขับรถมาทำงานให้รบกวนการจราจรแถวนั้นน้อยที่สุด

แม้กระทั่งการให้พนักงานเลือกจอดรถในตำแหน่งที่ไกลที่สุดเมื่อไปเยี่ยมลูกค้า(ที่เป็นร้านค้า ซูเปอร์มารเก็ต) เพื่อเก็บพื้นที่จอดใกล้ ๆ ทางเข้าร้านเอาไว้ให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าของร้านค้าเหล่านั้นได้ใช้อย่างสะดวก

การใส่ใจมอบความสุขให้พนักงาน คู่ค้า และสังคมอย่างสม่ำเสมอทำให้บริษัทที่ไม่ตั้งเป้าเรื่องผลกำไรกลับสามารถทำกำไรได้สูงขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลาถึง 48 ปีแล้วและแทบจะไม่เคยมีพนักงานลาออกจากบริษัทเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

Muji

นอกจาก Muji จะมีนโยบายมุ่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคด้วยการมอบ “ประสบการณ์ดี ๆ ” ที่เรียบง่ายละเมียดละไมแล้ว บริษัทยังปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณขยะ และเลือกใช้แต่วัตถุดิบออร์แกนิคเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงานอีกด้วย

แน่นอนการทำเช่นนี้ย่อมเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัท  แต่พวกเขามีความสุขมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้แก่สังคมและแก่โลก  และเลือกที่จะทำเช่นนี้แทนที่จะแสวงผลกำไรเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นยังมีความใส่ใจแฝงอยู่อีกมากมาย  พูดสั้น ๆ คือทีมดีไซน์ของ Muji ได้ “คิดเผื่อไว้ให้แล้วเพื่อความสุขของผู้ใช้” เช่น ปากกาไฮไลท์ที่มี “หน้าต่างกระจก” ตรงใกล้ปลายปากกาทำให้เราสามารถ “มองทะลุ” และ “อ่านตาม” ไปยังตัวอักษรที่เรากำลังขีดทับได้

หรือ สมุดโน้ตปกอ่อนที่เย็บเข้าเล่มด้วยวิธีพิเศษที่ทำให้เวลากางสมุดออกเพื่อจดไม่ว่าจะหน้าใดสมุดจะแบนราบสนิทไปกับพื้นโต๊ะเสมอโดยไม่กระดกขึ้นมา  ทำให้จดง่ายโดยไม่ต้องหาอะไรวางทับ

แม้แต่ตัวสติ๊กเกอร์อธิบายสินค้าที่ติดมาจากญี่ปุ่น ก็ยังได้รับการคิดค้นมาให้ลอกออกง่ายไม่ติดเกรอะกรังอยู่กับสินค้าให้ลูกค้าต้องหงุดหงิด

ที่สำคัญ Muji ให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานมาก

การมุ่งที่จะมอบอะไรดี ๆ ต่อพนักงาน ลูกค้า และสังคมชนิดที่สัมผัสได้จริง ๆ นี่เอง ทำให้ Muji เติบโตอย่างยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

บทส่งท้าย: ธุรกิจไทยนำไปปรับใช้ได้อย่างไร

จากตัวอย่างธุรกิจญี่ปุ่นที่พอเพียงทั้ง 3 เรื่อง  จะเห็นได้ว่า ความพอเพียงเกิดจาก “ความมีสติ” และ “ความรัก” นั่นเอง

อีกนัยหนึ่ง  หลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็คือการผลิต การจัดจำหน่าย การบริการ การตลาด และการบริโภคด้วยสติ  ซึ่งนำไปสู่ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีอยากเป็นผู้ให้  อยากเห็นผู้อื่นเป็นสุข

ผู้อื่นในที่นี้ไม่ได้มีแค่พนักงาน, ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเช่นนักลงทุนเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงสังคมและโลกโดยรวมด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ เคยตรัสไว้ว่า  สังคมไทยอยู่รอดได้ถึงทุกวันนี้เพราะเรายังมีการ “ให้” ต่อกัน

ความหมายแฝงก็คือ  เพราะเรายังมี “ความรัก” ต่อกัน

ถ้าผู้ประกอบการใดน้อมนำพระราชดำรัสนี้ไปใช้  มุ่งเป็น “ผู้ให้” แก่สังคมอย่างจริงใจ ใช้การทำธุรกิจเป็นกลไกในการขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขขึ้น  ผลของการกระทำที่ดีนี้ก็จะนำความสำเร็จอย่างยั่งยืนมาสู่ผู้ประกอบการนั้น ๆ อย่างแน่นอน

————-

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ วิทยาศาสตร์ทางสมองและจิตวิทยา เคยทำงานด้านโฆษณาและการตลาด  ปัจจุบันมีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดยคุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

________

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙  ผ่านการนำเสนอเรื่องดี ๆ หลากหลายประเภทเพื่อมอบความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้ชาวไทยทุกคน

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0

เมื่อญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับ “ละครศักดิ์สิทธิ์”

shikimi tengu

การแสดงละครโนห์เรื่อง Shikimi Tengu (ต้นไม้บนหลุมฝังศพ) Cr ภาพจาก ntj.jac

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 127

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนพิเศษ

วันก่อนผู้เขียนได้อ่านและแชร์บทความดี ๆ ชื่อ “อนุรักษ์อย่างสร้างสรรค์ … บทเรียนจาก “โขน” ญี่ปุ่น” ของคุณเกตุวดี Marumura

เธอเลือกเล่าเรื่องละครโนห์โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “โขนญี่ปุ่น”

ในฐานะที่เคยศึกษาละครโนห์มาบ้าง ผู้เขียนขอต่อยอดบทความดังกล่าวสักเล็กน้อยว่า…

…ทำไม “ละครโนห์” จึงเปรียบได้กับ “โขน?”

…ละครโนห์ ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?

และประเด็นสุดท้ายที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในตอนนี้ คือ

…ศิลปินญี่ปุ่น “กล้า” นำละครโนห์มาปรับให้ร่วมสมัยได้อย่างไร?  และพวกเขาได้รับการตอบรับอย่างไร

ทำไม “ละครโนห์” จึงเปรียบได้ว่าเป็น “โขนญี่ปุ่น”

จากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนเรื่องละครญี่ปุ่นมาเล็กน้อยในวิชา Introduction to Japanese Literature (Drama) ที่มหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น  ในโครงการทุนการศึกษาของสายการบินแจแปน แอร์ไลนส์ ทางมหาวิทยาลัยเลือกละครแบบดั้งเดิมมาสอนสามประเภทหลัก คือ ละครโนห์ ละครคาบุกิ และละครหุ่นบุงระขุ

Noh Book

นอกจากการฟังบรรยายเรื่องประวัติละครโนห์แล้ว  พวกเรายังต้องอ่านบทละครโนห์ 10 เรื่องในเล่มนี้และไปค้นคว้าเพิ่มในห้องสมุดเพื่อเขียนรายงานปลายภาคยาว 50 หน้า…Noh Programinside program

…และไปเข้าชมการแสดงละครโนห์เรื่องที่คลาสสิคมากเรื่องหนึ่ง คือ Aoi no Ue (Lady Aoi) อีกด้วย  ในภาพคือหน้าปกและด้านในสูจิบัตรการแสดง ที่มีทั้งเรื่องย่อและบทภาษาอังกฤษประกอบภาพเพื่อให้ผู้ชมสามารถดูละครได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

Aoi no Ue

ภาพโปสเตอร์ละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue  Cr ภาพจาก pamandjapan

จากละครสามประเภทที่เรียนมา  ผู้เขียนรู้สึกว่าละครโนห์มีความคล้ายโขนมากกว่าละครประเภทอื่นตรงที่

1) เน้นสอนปรัชญาขั้นลึกซึ้ง 

ละครโนห์จะมีเนื้อเรื่องที่สอนพุทธปรัชญา เช่น ความทุกข์จากการพลัดพราก  โดยในบทละครบางเรื่อง เช่น Aoi no Ue (Lady Aoi) จะแทรกเนื้อหาจากพระไตรปิฎกโดยตรง เช่น เปรียบเทียบสังสารวัฏเหมือนบ้านที่ไฟกำลังไหม้  พูดถึงภพภูมิต่าง ๆ และกำเนิด 4 ประการ เป็นต้น

ส่วนโขนซึ่งเน้นเล่นเรื่องรามเกียรติ์เพียงเรื่องเดียวจะแฝงปรัชญาความเชื่อของฮินดู เช่น การที่พระนารายณ์อวตารมาเป็นพระราม เป็นต้น

2) เป็นการละเล่นของชนชั้นสูง 

โขนของไทยนิยมเล่นกันในวัง  ส่วนละครโนห์เป็นที่นิยมของชนชั้นปกครองญี่ปุ่น ได้แก่เหล่าซามูไรในยุคศักดินา และต่อมาก็ขยายไปถึงขุนนางชั้นสูงในวัง

โดยใน “ยุคทอง” ของละครโนห์คือคริสต์ศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. 1300-1399 หรือ พ.ศ. 1843-1942) นั้น  โชกุนหรือผู้นำทหารที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศทางพฤตินัยนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้อุปถัมภ์หลักของคณะละครโนห์ระดับปรมาจารย์

ในประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการเล่นโขนในวังมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

สำหรับละครคาบุกินั้น มีความเป็น “ชาวบ้าน” มากกว่า คือ นิยมกันในหมู่พ่อค้า และชาวเมืองทั่วไป  ผู้เขียนเองไม่มีความรู้เรื่องละครพื้นบ้านไทยมากนัก แต่ขอเดาเล่น ๆ ว่าน่าจะพอเทียบได้กับ “ลิเก”

3) วิธีการดำเนินเรื่อง

ทั้งละครโนห์และโขน ดำเนินเรื่องด้วยบทกวีในฉันทลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งในบทร้อง บทพากย์ และบทเจรจา  และมีการใช้ดนตรีในการดำเนินเรื่องเหมือนกัน  และยังใช้ความสามารถในการการร่ายรำหรือการเต้นของตัวละครเป็นหัวใจในการดำเนินเรื่องเหมือนกันด้วย

ในขณะที่ละครโนห์มีบทร้องและการเคลื่อนไหวที่ดูสงบ สง่า มีสมาธิ  ละครคาบุกิจะดูจัดจ้าน มีสีสัน และมีความ “โฉ่งฉ่าง” มากกว่า

4) มีการใช้หน้ากาก

ข้อนี้อาจจะเป็นประเด็นย่อย  แต่ละครโนห์และโขนคล้ายกันตรงที่ตัวละครโนห์ใส่หน้ากากเพื่อระบุว่าผู้เล่นนั้น ๆ เป็นตัวละครใด  เหมือนกับโขนที่ใส่หัวโขนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวละครนั้น ๆ

สำหรับละครคาบุกินั้นไม่ใช้หน้ากาก แต่ใช้วิธีแต่งหน้าด้วยสีสันฉูดฉาดแทน

ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของละครโนห์

สำหรับผู้เขียน ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของละครโนห์ไม่ได้อยู่ที่เป็นการละเล่นของชนชั้นสูง หรือว่าเน้นสอนพุทธปรัชญาให้คนรู้สึกเข็ดขยาดกับทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น แต่อยู่ที่ “การแสดง” เองด้วย!

ทั้งนี้เพราะการแสดงละครโนห์ต้องอาศัยพื้นฐาน “หลักการเจริญสติของเซน” อย่างยิ่งยวด

การเล่นละครโนห์ทุกครั้งคือการ “เล่นสด” ระหว่างศิลปิน 3 กลุ่มที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นคณะละครโนห์  ได้แก่ กลุ่มนักแสดง กลุ่มนักดนตรี และกลุ่มนักร้องเพลงประสานเสียงประกอบเรื่อง  ต่างฝ่ายต่างแยกกันซ้อม

เรียกว่าเจอกันสด ๆ ในวันแสดงเลย!

กล่าวกันว่าบทบาทที่ยากที่สุดคือบทของนักแสดง  เพราะต้องมีสติรู้ว่าดนตรีจะเป็นอย่างไร  มีสติรู้ว่าคณะผู้ประสานเสียงจะร้องอย่างไร  เพื่อที่ตนเองจะได้แสดงสีหน้าท่าทาง เดินไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อเต้นและร้องให้เหมาะสมกลมกลืนได้

3 Noh Components

ภาพการแสดงสดของนักแสดง นักดนตรี และผู้ขับร้องเพลงประสานเสียงของคณะละครโนห์  จะเห็นได้ว่าทุกคนใช้ทั้งสติและสมาธิอย่างจริงจังมาก  Cr ภาพ ourgoldennews

เมื่อละครเป็น “เครื่องมือ” สู่การตื่นรู้

ฟุกุชิมะเซนเซ อาจารย์สอนวิชาดาบซามูไรโบราณของผู้เขียนเล่าว่า การเคลื่อนไหวของผู้เล่นละครโนห์เหมือนการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกศิลปะป้องกันตัว  คือต้องมีสติรู้ชัดในทุกการเคลื่อนไหวและในทุกประสาทสัมผัส  อีกทั้งยังต้องตัดความเป็นตัวตนออกไปให้ได้

ให้เหลือแต่ “ตัวรู้” เท่านั้น!

สำหรับชาวไทยที่เคยเจริญสติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4  เมื่อได้ชมละครโนห์จะเห็นด้วยตัวเองว่า ทั้งผู้แสดง นักดนตรี และนักร้องล้วนกำลัง “เจริญสติในอิริยาบถย่อย” นั่นเอง

แม้แต่ผู้ชม  ถ้าจะดูให้เป็นแบบเซน ๆ ในยุคโบราณ  ก็ต้องดูด้วยความ “มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในปัจจุบันขณะ  โดยไม่มีการคิดปรุงแต่ง”

เรียกได้ว่าต้องมีสติทั้งผู้เล่นและผู้ดูเลยทีเดียว  ซึ่งแน่นอนว่า  ถ้าได้เจริญสติต่อเนื่องไปนาน ๆ  ก็สามารถเกิดการตื่นรู้หรือ ซาโตริ ขึ้นได้ด้วย!

ละครโนห์จึงมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ที่ลึกซึ้งตรงนี้

เมื่อญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับของ “ศักดิ์สิทธิ์”

แม้จะมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ขนาดนี้  ศิลปินชาวญี่ปุ่นก็ยัง “กล้าเล่น” กับละครโนห์  โดยปรับให้มีความร่วมสมัยน่าสนใจอยู่เสมอได้

ในบทความของคุณเกตุวดีได้ยกตัวอย่างที่เอเจนซี่โฆษณาดังของญี่ปุ่นนำละครโนห์มาใส่เทค “โนห์” โลยีลงไปในการจัดแสดงภาพศิลปะของซัลวาดอร์ ดาลี่อย่างกลมกลืน  โดยยังระมัดระวังและอนุรักษ์ในส่วนที่พึงอนุรักษ์ไว้ให้คงมีความขลังและดูมีระดับเหมือนเดิมได้ด้วย  ไม่ใช่ดูเก่าแก่คร่ำครึขึ้นหิ้ง

แต่งานแสดงภาพศิลปะดังกล่าวซึ่งจัดในปี 2559 นี้ไม่ได้เป็น “ครั้งแรก” ที่ชาวญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับละครโนห์อันมีกลิ่นไอ “ความศักดิ์สิทธิ์”

เพราะศิลปินญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2493 แล้ว!

ในช่วงระหว่างปี 2493-2498 นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง ยุคิโอะ มิชิม่า ได้นำบทละครโนห์โบราณมาเขียนขึ้นใหม่ให้มีความร่วมสมัยถึง 5 เรื่อง

mishima portrait

ยุคิโอะ มิชิม่า Cr ภาพจาก cna

มิชิม่ารักษาสไตล์ของบทละครและจิตวิญญาณของละครโนห์เอาไว้ครบถ้วน  เพียงแต่ย้ายเวลาและสถานที่มายังยุคสมัยใหม่  ชนิดที่มิชิม่าเองเปรียบเทียบว่าสามารถนำไปแสดงบนม้านั่งในสวนสาธารณะเซ็นทรัล ปาร์ค กลางกรุงนิวยอร์คได้ทีเดียว!

ทั้งนี้มิชิม่าไม่ใช่ศิลปินธรรมดา ๆ  แต่เขาเป็น “มือหนึ่ง” ของญี่ปุ่นในยุคนั้น  โดยเคยได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมถึง 3 ครั้ง

พูดง่าย ๆ ก็คือ  ผู้ที่ “กล้า” กระโดดเข้ามาฉีกกรอบบทละครโนห์ไม่ใช่ศิลปินระดับไก่กา  แต่เป็นศิลปินระดับชาติที่มีผลงานที่หลากหลายถึงเกือบ 150 ชิ้น

งานของมิชิม่ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ภาษางดงามและมีคุณค่าทางวรรณกรรมสูง  เขาได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มี “คลังคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น” มากที่สุดของยุคด้วยความเป็นนักอ่านตั้งแต่เด็ก งานของเขาได้รับการบรรจุเข้าเป็นตำราเรียน  ได้รับการแปลไปหลายภาษา  อีกทั้งยังขายได้ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบทละครโนห์แบบร่วมสมัยของมิชิม่าจึงได้รับการนำไปต่อยอดเล่นเป็นทั้งละครและภาพยนตร์ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศจนกระทั่งทุกวันนี้  (มิชิม่าเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2513)

ที่น่าสนใจที่สุดคือ ถึงแม้มิชิม่าจะกล้านำเสนอบทละครโนห์ในรูปแบบร่วมสมัยชนิดฉีกกรอบ แทนที่จะได้รับกระแสต่อต้านจากสังคม  มิชิม่ากลับได้รับรางวัล Kishida Prize for Drama ซึ่งเป็นรางวัลด้านการละครที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

Mishima's Aoi No UeMishima's Sotoba Komachi

ภาพบน เป็นละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue (Lady Aoi) ส่วนภาพล่าง เป็นละครโนห์เรื่อง Sotoba Komachi (โคบาจิบนหลุมฝังศพ) ที่มิชิม่านำมาเล่าแบบร่วมสมัยและนำเสนอในรูปแบบของละครและภาพยนตร์  ถ่ายทำในราวปีค.ศ. 1975  Cr ภาพจาก Martygrossfilm

และเมื่อปี 2556 นี้เอง  ก็มีปรากฏการณ์ที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่าเป็นวิธีคิดต่อยอดที่สร้างสรรค์อย่างที่สุดของศิลปินร่วมสมัยญี่ปุ่นเกิดขึ้นอีก  คือ ละครโนห์เดิมเรื่อง Aoi no Ue (Lady Aoi) ซึ่งมิชิม่าได้มาเขียนบทใหม่ให้เป็นอุปรากรร่วมสมัย  ได้ถูกนำไปแสดงใหม่ในรูปแบบของละครหุ่นบุงระขุ!

ถ้าจะนำเสนอด้วยภาพ  ละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue นี้ ได้มีวิวัฒนาการในญี่ปุ่นจากลักษณะนี้

Aoi No Ue in Action

ละครโนห์ Aoi no Ue แบบดั้งเดิมจากศตวรรษที่ 14 Cr ภาพ Theatrenohgaku

มาสู่ภาพล่างนี้…

Mishima's Aoi No Ueละครโนห์ Aoi no Ue ในรูปแบบภาพยนต์ร่วมสมัยในการตีความและเขียนบทใหม่ของมิชิม่า ในปี 1975

มาสู่ภาพนี้…

Mishima's Noh-Cum-Bunraku

ละครโนห์ Aoi no Ue จากบทละครของมิชิม่า ที่ถูกนำไปเล่นในรูปแบบละครหุ่นบุงระขุในปี 2556  Cr ภาพ Japantimes

ล่าสุด ในปี 2558 International House of Japan องค์กรการกุศลกลางกรุงโตเกียวซึ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้จัดให้มีการแสดงละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue แบบดั้งเดิมหนึ่งฉากย่อยในภาษาญี่ปุ่น   และการอ่านบทละครโนห์เรื่องเดียวกันฉบับร่วมสมัยของมิชิม่าเป็นภาษาอังกฤษ “ควบคู่กันไป” ในงานเดียวกันอีกด้วย!

คงไม่มีวิธีใดที่จะ “ปิดฉาก” บทความนี้อย่างเหมาะสมเท่ากับการยกบทพูดตอนหนึ่งของละครเรื่อง Aoi no Ue มาทิ้งไว้ให้ชวนคิด…

“…In this world

where all the lightning passes,

there should be none for me to hate…”

 “…ในโลกนี้…

โลกซึ่งชีวิตล้วนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบชั่วพริบตา

ฉันไม่ควรจะเสียเวลา(ไปกับการ)เกลียดชังใคร…”

ประพันธ์โดย — Zeami Motokiyo

(ปรมาจารย์ละครโนห์ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างค.ศ. 1363 – 1443)

สรุปการเรียนรู้จากซามูไร

๑.  ถ้าจะดูตัวอย่างจากละครโนห์ จะเห็นว่า  ญี่ปุ่นมีทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเก่าไว้อย่างเหนียวแน่น  และมีทั้งการนำไปต่อยอดให้มีความร่วมสมัย สามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยยังรักษา “แก่น” หรือจิตวิญญาณของเรื่องเดิมไว้ได้ครบถ้วน

๒.  สังคมญี่ปุ่นมีการเปิดรับการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างใจกว้างมาตลอดหลายศตวรรษ

๓.  อีกนัยหนึ่ง ญี่ปุ่นมีผลงานศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายให้ผู้ชมเลือกเสพได้ตามใจชอบ  ใครชอบดูของดั้งเดิมก็ยังมีให้ดู  ใครนิยมดูสไตล์ร่วมสมัยก็มีมาให้เลือกชมอย่างสร้างสรรค์มากมายไม่ขาดสาย  แถมล่าสุดยังจัดแสดงทั้งสองแบบควบคู่กันไปอีกด้วย

๔.  ทุกเหรียญย่อมมีสองด้าน บางทีสิ่งที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากทั้งสองด้านด้วยใจที่เป็นกลางนั่นเอง

———————

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

————————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

สำหรับเล่มใหม่ล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่ 

————————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

——————–

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

——————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0

ถอดรหัสบูชิโด ตอน 2

Kenjutsu Practice

ภาพการฝึกดาบแบบวิชา kenjutsu ในภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai Cr ภาพจาก quotesgram

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 124

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 6

ตอนที่แล้ว เราได้ถอดรหัสคำว่า “บูชิโด” โดยความหมายตรง ๆ ตามตัวอักษร  เพื่อทำความเข้าใจที่มาที่ไปของแนวคิดที่ได้ชื่อว่าเป็นแก่นของการพัฒนาตนเองของซามูไรญี่ปุ่น

ใครที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสสังคมวัฒนธรรมญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็คงอดรู้สึกไม่ได้ว่า  คนญี่ปุ่นนั้นรักการพัฒนาตนเองมาก มีระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี และความเสียสละ…ราวกับเป็นทหาร…

จะเรียกว่านั่นเป็นมรดกที่ยังหลงเหลือจากชนชั้นซามูไรก็คงไม่เกินความจริงนัก…

รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เคยกล่าวไว้ในหนังสือชุด Martial Arts and Sports in Japan ว่า บูชิโดเป็นแนวคิดที่ไม่ได้หายไปไหนและได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของศิลปะป้องกันตัว

ศิลปะป้องกันตัวนั้น ภาษาญี่ปุ่นเรียกรวม ๆ ว่า “บุโด” ซึ่งใช้ตัวอักษรเดียวกับ บูชิโด เพียงแต่ตัดคำว่า ชิ ออกไปเท่านั้น  (อ่านความหมายเต็ม ๆ ของคำว่า บูชิโด ได้ ที่นี่)

ทั้งนี้ คำว่า บุโด ในความหมายของชาวญี่ปุ่นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “เทคนิคป้องกันตัว” เท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงวิถีชีวิต วิธีพัฒนาตนเองทั้งกายและใจ และวิธีคิดโดยรวมอีกด้วย

koryu enbu

ภาพการฝึกศิลปะป้องกันตัวโบราณ วิชาการใช้ดาบซามูไร battoujutsu Cr ภาพ Richard Stonell

เราจะมาคุยกันถึงเรื่องศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่นโดยโดยเฉพาะวิชาดาบโบราณว่ามีส่วนพัฒนาจิตใจอย่างไรในตอนต่อ ๆ ไปของซี่รี่ส์  วันนี้เรามา “ถอดรหัส” ที่เหลือของคำว่า “บูชิโด” กันก่อน

โดยเราจะเจาะลึกถึงความหมายโดยนัยของตัวอักษร “บุ”  ว่ามีผลต่อความนึกคิด จิตใจ และลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่นอย่างไร

13562149_c0673df7f5_b

ภาพตัวอักษรคำว่า บุ (นักรบ/ การทหาร)  Cr ภาพ tiseb

ความเชื่อมโยงกับจักรพรรดิพระองค์แรกและความเป็นญี่ปุ่นโดยรวม

ก่อนที่ชนชั้นนักรบจะก้าวขึ้นเป็นชนชั้นปกครองโดยพฤตินัยนั้น องค์จักรพรรดิและชนชั้นสูงในวังเป็นผู้มีอำนาจปกครองญี่ปุ่นมาก่อน

โดยชาวญี่ปุ่นจะเริ่มนับประวัติศาสตร์ชาติตนเองจากเมื่อจักรพรรดิพระองค์แรกทรงรวบรวมแคว้นต่าง ๆ ที่มีการตั้งรกรากอยู่ในญี่ปุ่นขณะนั้นเข้าอยู่ใต้การปกครองเดียวกันสำเร็จ  นั่นก็คือ จักรพรรดิจิมมุ (禅武)ผู้น่าจะมีพระชนมชีพอยู่ในช่วง 711 ปีก่อนคริสตกาลถึง 582 ปีก่อนคริสตกาล หรือเทียบได้กับ 168 ปี ถึง 39 ปีก่อนพุทธศักราช (พ.ศ. 1)  (หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุปีได้เพียงคร่าว ๆ)

จากพระนามของพระองค์ ผู้เขียนพบว่า ตัวอักษรตัวที่สองคือ “มุ” นั้นเป็นอักษรตัวเดียวกับคำว่า “บุ” ใน บูชิโด และ บุโด (ตัวอักษรเดียวกันออกเสียงได้หลายอย่าง)

โดยคำว่า “จิมมุ” มีความหมายว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า (god-warrior)” หรือ “พลังอันศักดิ์สิทธิ์ (divine might)”

หลังจากองค์จักรพรรดิพระองค์แรกนี้  ผู้เขียนพบว่ามีจักรพรรดิอีกหลายพระองค์ที่มีคำว่า “มุ” หรือ “บุ” ที่แปลว่า นักรบ อยู่ในพระนาม  แต่หลังจากชนชั้นซามูไรขึ้นครองอำนาจปกครองประเทศจริง ๆ โดยชูให้องค์จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์รวมใจเท่านั้น  ก็ไม่มีจักรพรรดิพระองค์ใดมีคำว่า บุ นี้อยู่ในพระนามอีกเลย

คล้าย ๆ กับเป็นการสื่อโดยนัย ๆ ว่าจากนี้ไปหน้าที่การ “บู๊” เพื่อชาติบ้านเมืองได้ถูกส่งผ่านจากองค์จักรพรรดิสู่ชนชั้นนักรบหรือเหล่าซามูไรโดยสมบูรณ์

ภาษามีผลต่อความคิดมนุษย์

ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ระบุว่า ภาษามีผลต่อความคิดของมนุษย์  ดังนั้น การที่พระนามขององค์จักรพรรดิองค์แรกแปลว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า”  ก็คงส่งผลลงไปในจิตใต้สำนึกของชาวญี่ปุ่นจะรู้สึกว่าชนชาติตนเป็น “ชาตินักรบทางจิตวิญญาณ (spiritual warrior)”

และตนเองก็มีหน้าที่สืบทอดคุณลักษณะด้านบวกของเหล่านักรบในอดีต

คล้าย ๆ กับคนไทยที่รู้สึกลึก ๆ อยู่เสมอว่าเราเป็นชนชาติที่เป็นอิสระ ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครมาก่อน  เพราะคำว่า “ไทย” มีความพ้องเสียงกับคำว่า “ไท” นั่นเอง

ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นสามัคคี

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ล้วนแสดงถึงความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานและมรดกทางวัฒนธรรมตลอดจนความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณของชาติตน (อ้างใน Yamato damashii) และหนึ่งในความภูมิใจนั้นก็คือ  การสืบต่อสันตติวงศ์อย่างไม่ขาดสายขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิ (อ้างจาก Hearns)

ความผูกพันดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นความรู้สึกจากด้านเดียว  เพราะแม้แต่องค์พระจักรพรรดิฮิโรฮิโตเองก็ได้เคยทรงมีพระราชดำรัสหนึ่งว่า  ความผูกพันของสถาบันจักรพรรดิที่มีต่อประชาชนนั้นเป็นไปในลักษณะของความผูกพันแบบครอบครัวซึ่ง “มีความรักและไว้วางใจให้กันและกันเสมอมา  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำนานและความเชื่อ” (อ้างใน Iwayuru Ningen Sengen)

ความผูกพันเสมอเป็นคนในครอบครัวเดียวกันนี้เอง คือส่วนสำคัญของ “ความเป็นญี่ปุ่น”  คนญี่ปุ่นมองตนเองเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่เสมอ  และกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่ทุกคนเป็นสมาชิกร่วมกันก็คือ เชื้อชาติญี่ปุ่นของตนนั่นเอง

คำว่า “บุ” เชื่อมโยงจิตใจของชาวญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

จะเห็นว่าจากการศึกษาความหมายโดยนัยของคำว่า “บุ” เพียงคำเดียว  เราก็สามารถสาวไปถึงที่มาของความรู้สึกสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาติญี่ปุ่นได้

นั่นก็คือ  การที่บรรพบุรุษของทุกคนล้วนมีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานสืบต่อกันมา โดยมีองค์จักรพรรดิพระองค์แรก พระนามว่า “นักรบแห่งเทพเจ้า” เป็นสัญลักษณ์แทนความสืบเนื่องไม่ขาดสายเกือบสามพันปีของ “ความเป็นญี่ปุ่น” นั่นเอง!

ในตอนหน้า เชิญติดตามความหมายโดยนัยยะของคำว่า “โด”

เรียนรู้จากซามูไร

  1. ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นไอของ “บูชิโด” จงไปลองเรียนศิลปป้องกันตัวแบบโบราณของญี่ปุ่น
  2. ภาษามีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์ผู้ใช้ภาษานั้น ๆ
  3. ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความสามัคคีกันสูงคือจิตใต้สำนึกที่บอกว่าพวกเขามีบรรพบุรุษร่วมชาติด้วยกันมายาวนานไม่ขาดสายกว่าสามพันปี

————————–

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

————–

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ที่นี่

————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจทำความดีถวายในหลวง

————–

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” และเลือกรับการแจ้งเตือนแบบ “See First”

————–

 

Please follow and like us:
0

ถอดรหัสบูชิโด ตอน 1

chuudan

ภาพการฝึกเดี่ยวดาบไม้ในวิชา kenjutsu เพื่อการขัดเกลาจิตใจตนเอง  Cr ภาพจาก lehu.pt

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 122

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 5

ถ้าจะพูดถึงญี่ปุ่น แต่ห้ามใช้คำว่าญี่ปุ่น คุณจะใช้คำว่าอะไรกันบ้าง?

“ปลาดิบ”  “ซามูไร”  “อาทิตย์อุทัย”  “พี่ยุ่น” และ… “บูชิโด”

สี่คำแรกนั้นชัดเจนอยู่แล้ว  แต่คำว่า “บูชิโด” นี่สิ  คุณเคยสงสัยไหมว่ามันคืออะไรกันแน่?

ในตอนก่อนหน้า เราได้พูดไปถึงการที่ชาวญี่ปุ่นใช้ธรรมชาติรอบตัวมาพัฒนาตนเองตั้งแต่ยุคโบราณ  และได้เจาะไปที่ชนกลุ่มหนึ่งที่เป็น “นักพัฒนาตนเองตัวพ่อ” ของญี่ปุ่น  นั่นก็คือ ชนชั้นซามูไร

คำคำหนึ่งที่ผู้คนมักพูดถึงเมื่อกล่าวถึงเรื่องการศึกษา หรือการทำงานของญี่ปุ่น คือคำว่า “บูชิโด” หรือ “วิถีแห่งนักรบ”

คำคำนี้ สะท้อนระเบียบวินัย จิตวิญญาณความอดทน ต่อสู้ต่อความยากลำบาก และความทุ่มเท ของชาวอาทิตย์อุทัยได้ดีเสมอ   แต่คุณทราบหรือไม่ว่าแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้เต็มที่ว่า

“บูชิโด” คือ อะไร

จนทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นก็ยังเห็นไม่ตรงกันอยู่หลายเรื่อง  ดังนี้

บูชิโด คืออะไร  เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่? 

ประการแรก คือการเห็นไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรกันแน่  ระหว่าง จรรยาบรรณ (code of conduct)  จริยธรรม (ethics) หลักศีลธรรม (morality) หลักจรรยามารยาท (social etiquettes)  หรือว่าเป็นปรัชญา (philosophy)

ประการที่สอง  เห็นไม่ตรงกันว่า “บูชิโด” เริ่มปรากฎขึ้นในญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่

นักวิชาการทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเห็นว่าบูชิโดน่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคคามาคูระ (ค.ศ. 1185-1333)  ในขณะที่พจนานุกรมเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่นชื่อ Shogakukan Kokugo Daijiten ที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 3,000 คน กลับเห็นว่าน่าจะเริ่มมีมาจากสมัยมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573)

แต่สารานุกรมสองภาษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคือ Kodansha ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกกลับกล่าวว่า บูชิโด เป็นแนวคิดจากยุคโตกุกาว่า หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคเอโดะ (ค.ศ. 1600-1868)

ถ้าคุณคิดว่าแค่นี้ก็น่ามึนพอแล้ว ผู้เขียนอยากจะบอกว่ามีที่มึนยิ่งกว่านี้อีก!

บูชิโด อะไร?  ไม่รู้จัก!

ในยุคเอโดะเป็นยุคที่แนวคิดแนวประพฤติปฏิบัติของชนชั้นนักรบเริ่มชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคก่อน ๆ ที่ต่างกันไปแล้วแต่แคว้น  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเหล่าซามูไรทั้งหลายก็ไม่ได้เรียกวิถีการใช้ชีวิตของตนเองว่า “บูชิโด” เสียด้วยซ้ำ!

เรียกว่าถ้าเรานั่งไทม์แมชชีนกลับไปในยุคเอโดะ หรือยุคใดก็ได้ก่อนหน้านั้นที่เหล่านักรบเป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นแล้วถามเหล่าซามูไรว่า  “บูชิโด” คืออะไร  พวกเขาคงจะมองท่านแปลก ๆ

ในยุคเอโดะ เหล่าซามูไรเรียกวิถีการใช้ชีวิตของพวกตนต่าง ๆ กันออกไป  เช่น  ชิโด (士道)หรือ วิถีของสุภาพบุรุษ  บุโด (武道)หรือ วิถีแห่งทหาร  หรือ โมะโนะโนะฟุ โนะ มิจิ (もののふ の 道)เส้นทางแห่งนักรบ ฯลฯ

อ้าว…ถ้าในยุคที่ซามูไรครองอำนาจจริง ๆ นั้นเขาไม่มีคำว่า บูชิโด กัน  แล้วคำนี้มันมาจากไหนกันล่ะ?

คำที่คนรุ่นหลังสร้างขึ้น

คำตอบก็คือ  คำว่า “บูชิโด” นี้ เพิ่งจะเริ่มมาแพร่หลายก็ต่อเมื่อชนชั้นซามูไรถูกยกเลิกไปจากญี่ปุ่นแล้วต่างหาก!  นั่นก็คือ ยุคเมจิ (ราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ของไทย) เมื่อญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาตนเองตามแบบตะวันตก  คำนี้เกิดขึ้นตามกระแสรักชาติจากนักคิด นักเขียน ยุคดังกล่าว

แต่ไม่ว่าเหล่านักวิชาการจะมองว่าบูชิโดคืออะไรหรือเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคไหนกันแน่ก็ไม่น่าจะสำคัญเท่าคำถามที่ว่า…

“เพราะเหตุใด  แนวคิดบูชิโดจึงประสบผลสำเร็จในการพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่ซามูไรได้เป็นอย่างดี  จนทำให้เป็นกลายเป็นกลุ่มชนตัวอย่างของชนชั้นอื่น ๆ ในสังคมได้  และเป็นมรดกตกทอดมาสู่ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้”

เราจะตอบคำถามนี้ในตอนต่อ ๆ ไป  แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักคำว่า บูชิโด ให้มากขึ้นกันก่อน

ภาษาสะท้อนแนวคิด…ถอดรหัส “บูชิโด”

จะถอดรหัสกันทั้งที  เรามาดูกันทั้งคำแปลตรง ๆ และความหมายโดยนัยกันดีกว่า

ความหมายโดยนัยนั้นสำคัญมาก  เพราะชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นชนชาติที่นิยมการสื่อสารแบบอ้อม ๆ โดยนัยยะมากที่สุดในโลกก็ว่าได้  เช่น

ในภาษาพูดก็ชอบละประโยคท้ายไว้ค้าง ๆ อย่างนั้น…

ในขณะเดียวกันก็นิยมใช้ภาษาสีหน้าแววตาท่าทางร่างกายสื่อความในใจ…

หรือนิยมใช้ “สัญญะ” ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พระเซนสื่อสารเรื่อง “ความว่างอย่างเซน” ด้วยการใช้พู่กันวาดรูปวงกลมที่เรียกว่า Ensō

หรือเวลาที่ซามูไรนั่งสนทนากันแล้วแลกดาบกันชม (โดยดาบยังอยู่ในฝัก  เพื่อชื่นชมดาบในฐานะงานศิลปะอย่างหนึ่ง) พวกเขาจะส่งให้กันในแนวนอน โดยหันด้ามจับไปยังมือข้างถนัดของอีกฝ่าย พร้อมทั้งหันด้านคมเข้าตนเองเสมอเป็นการสื่อถึงความใส่ใจ ความเคารพและการไม่ประสงค์ร้าย

zen-enso

ภาพ Ensō วงกลมที่แทนความว่างอย่างเซน  Cr ภาพ zen-brush.com

ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า บูชิโด

ถ้าจะแปลกันตรง ๆ ตามตัวอักษร  คำว่า บูชิโด (武士道)หมายถึง วิถีการใช้ชีวิตแห่งนักรบ  โดยอักษรตัวแรกคือ บุ (武)แปลว่า การทหาร นักรบ และทักษะในเรื่อง “บู๊” ประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ ผู้เขียนคาดว่าคนไทยออกเสียงว่า บู ตามตัวสะกดภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็เพราะเห็นว่าเป็นคำเดียวกันกับ บู๊ ในภาษาจีนแต้จิ๋ว

คำว่า ชิ (士)หมายถึง นักรบ ผู้ใฝ่วิชา ผู้ชาย สุภาพบุรุษ

คำว่า โด (道)หมายถึง ทาง  ซึ่งอาจหมายถึงถนนหนทางจริง ๆ หรือหมายถึง วิถี หรือ มรรควิธีก็ได้

คำว่า บูชิ หรือ สุภาพบุรุษนักรบ นั้น  เป็นคำจากภาษาจีนที่เข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อญี่ปุ่นรับเอาวรรณคดีจีนเข้ามาศึกษา  เดิมนั้นญี่ปุ่นเองก็มีคำเรียกนักรบอยู่แล้วเป็นภาษาท้องถิ่นของตนเองอย่างน้อยสองคำได้แก่ Tsuwamono (強者 นักรบที่แข็งแรง) และ Mononofu (もののふ นักรบ)

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการใช้คำว่า บูชิ นี้ครั้งแรกใน Shoku Nihongi ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นระหว่างปีค.ศ. 679-791 โดยคำว่า บูชิ ปรากฏอยู่ในบทที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 721 ในบริบทที่บ่งบอกถึงความชื่นชมและความต้องการนักรบในอุดมคติที่มีความเชี่ยวชาญด้าน “บุ๋น” ด้วย

ถ้าคุณคิดว่าปีค.ศ. 721 (พ.ศ. 1264) ฟังดูช่างยาวนานมาแล้วสำหรับการเริ่มเอ่ยถึงชนชั้นนักรบ  แต่แท้ที่จริงมีหลักฐานว่านักรบก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในญี่ปุ่นตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว  หรือก่อนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจะเริ่มขยายอำนาจมาทางเอเชียเกือบร้อยปี และก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้จะรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวถึงเกือบสองร้อยปี!

จึงไม่น่าแปลกใจถึงอิทธิพลของเหล่านักรบญี่ปุ่นในอดีตที่มีต่อชาวญี่ปุ่นโดยรวมจวบจนทุกวันนี้

สุภาพบุรุษผู้หยุดคมหอก

William Scott Wilson ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวรรณกรรมนักรบ  เลือกที่จะตีความคำว่า “บูชิโด” ด้วยหลักทางภาษาศาสตร์ในแง่รากศัพท์  Wilson เห็นว่า  คำว่า บุ (武)นั้น มาจากรากศัพท์สองคำคือ คำว่า หยุด (止)และคำว่า หอก (戈)

ดังนั้น แม้ว่าทุกวันนี้คำว่า “บุ” จะมีความหมายว่า “บู๊” หรือ เรื่องการทหาร  ในเนื้อแท้ของคำนั้นจริง ๆ แล้วหมายถึงการหยุดการคุกคามจากฝ่ายตรงข้าม  นั่นก็คือ เป็นผู้ตั้งรับมากกว่าจะเป็นผู้ที่ก้าวร้าวบุกรุก

คำว่า ชิ (士)นั้น ไม่ได้แปลว่านักรบอย่างเดียว  แต่ยังหมายถึงสุภาพบุรุษ ผู้ใฝ่รู้ และนักวิชาการด้วย

ส่วนคำว่า โด (道)นั้น มาจากรากศัพท์คำว่า คอ (首)และคำว่า การเคลื่อนไป (⻌)

ซึ่งเมื่อมารวมกันแล้ว  Wilson วิเคราะห์ว่าเป็นคำที่สะท้อนให้เห็นถึง “การกระทำ(การเคลื่อนไป) ที่เกิดขึ้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญ (ผ่านคอและหัว) ดีแล้ว”

สรุปก็คือ  ถ้าจะดูทั้งความหมายตรง ๆ และความหมายผ่านทางรากศัพท์  บูชิโด น่าจะหมายถึง “การกระทำของสุภาพบุรุษนักรบที่ผ่านการใคร่ครวญใตร่ตรองดีแล้ว”

หรืออีกนัยหนึ่ง  คือการกระทำทุกสิ่งด้วย “สติ” นั่นเอง!

ในตอนหน้า พบกับความหมายโดยนัยยะของ “บุ” และ “โด” ที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งอย่างยิ่งในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นมามากว่า 2,000 ปี!

เรียนรู้จากซามูไร 

  1. การที่จะเข้าใจสิ่งใดก็ตามไม่ควรทำอย่างผิวเผิน  อย่าเพิ่งลงความเห็นแบบฟันธงสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งจนกว่าเราจะศึกษาสิ่งนั้น ๆ หรือบุคคลนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งเสียก่อน
  2. สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การศึกษาว่าสิ่งนี้คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คือการรู้จักตั้งคำถามว่าสิ่งนี้สร้างคุณค่าให้ชีวิตและสังคมได้อย่างไร
  3. บางครั้งการสื่อสารโดยนัยก็สามารถสื่อความหมายได้มีพลังกว่าการสื่อสารตรง ๆ
  4. ผู้ที่จะเป็นนักปกครองคนควรจะทำอะไรโดยผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยสติอย่างดีก่อน
  5. ครั้งต่อไปที่มีคนชวนท่านถกเถียงเรื่อง “บูชิโด” บางทีวิธีที่ดีสุดในการตอบอาจเป็นการวางท่าทีแบบเซน ๆ นั่นก็คือการนิ่งเสียแล้วก็ยิ้มน้อย ๆ เท่านั้น…

——————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

—————

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

ซึ้งแบบเซน ๆ: จดหมายจากท่านแม่ของอิ๊คคิวซัง

beautiful momiji

ใบไม้เปลี่ยนสีในกรุงเกียวโต  ภาพจาก sankyo.asoblo

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 121

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนพิเศษ

ถ้าท่านรู้ตัวว่าท่านกำลังจะเสียชีวิต…อะไรคือสิ่งที่ท่านอยากจะบอกคนที่ท่านรัก…?

ในตอนที่แล้วช่วงเทศกาลวันแม่ ผู้เขียนได้เขียนจดหมายขอบคุณคุณแม่และเปรยไว้ว่าคุณแม่มีวิธีเลี้ยงลูกแบบเซน

ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามีความสัมพันธ์แบบ “เซน ๆ” ของแม่ลูกคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่น่านำมากล่าวถึง นั่นคือความสัมพันธ์ของอิ๊คคิวซังกับท่านแม่ของเขา

อิ๊คคิวกับท่านแม่

อิ๊คคิว ผู้ซึ่งชาวไทยเรารู้จักกันดีจากการ์ตูนซีรี่ส์ อิ๊คคิวซัง เป็นอาจารย์สอนเซนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคมุโระมะจิของญี่ปุ่น  มีชีวิตอยู่ในช่วงค.ศ. 1394-1481 หรือ พ.ศ. 1937-2024 ตรงกับช่วงปลายอาณาจักรสุโขทัยและต้นอาณาจักรอยุธยา

ตัวอิ๊คคิวนั้นความจริงมีฐานะเป็นพระโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิโกะโคมัตสึกับสตรีในวังจากตระกูลนักปกครองเก่าแก่ คือ ตระกูลฟุจิวะระ นามว่า อิโยะ โนะ ทสึโบะเนะ ต่อมาท่านแม่ของอิ๊คคิวได้ออกจากราชสำนักและได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมแบบเซนในวัดแห่งหนึ่ง

อิ๊คคิวเองถูกแยกจากท่านแม่ตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบและได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาในวัดเซนอีกวัดในฐานะเณรน้อย

ikkyu's mom 2

ภาพท่านแม่ของอิ๊คคิวจากจินตนาการของผู้วาดการ์ตูนเรื่อง อิ๊คคิวซัง  ภาพจาก matome.naver.jp

ikkyu and mom

ภาพจากการ์ตูนซีรี่ส์อิ๊คคิวซัง  Cr ภาพ heartwish

ถึงแม้ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะไม่ได้เลี้ยงดูอิ๊คคิวเองโดยตรงแต่ก็มีการเขียนจดหมายถึงกันบ้าง และแน่นอนมีการสั่งสอนลูกชายตามแบบเซนด้วย

จดหมายของท่านแม่ที่เขียนหาอิ๊คคิวที่เป็นที่รู้จักกันมากท่ี่สุดคือจดหมายฉบับสุดท้ายที่เป็นคำสั่งเสียก่อนที่ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะเสียชีวิต

จดหมายสั่งเสียของท่านดูเผิน ๆ อาจจะเข้าใจยากอยู่สักนิดเพราะแฝงคำสอนของเซนอยู่เต็มไปหมด ผู้ที่สามารถร้อยเรียงออกมาได้กลมกลืนเช่นนี้ย่อมมีภูมิธรรมที่ไม่ธรรมดา

ผู้เขียนจะขอยกจดหมายดังกล่าวมาแล้วอธิบายเพิ่มเติมบ้างในบางส่วน ดังนี้

พินัยกรรมและคำสั่งเสียฉบับสุดท้าย

ถึง อิ๊คคิว,

แม่ได้หมดหน้าที่ในภพชาตินี้แล้ว และกำลังจะกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง แม่หวังว่าเจ้าจะเป็นผู้ที่หมั่นเพียรศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อที่เจ้าจะสามารถเข้าถึงความเป็นพุทธะได้ ซึ่งถ้าเจ้าทำได้แล้ว เจ้าก็จะทราบเองว่า แม่ไปอยู่ที่ไหน ไปตกนรกอยู่หรือไม่ หรือว่าคอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอ…”

คำว่า “กลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง” เป็นคำที่อธิบายสภาวะของผู้ที่เข้าถึงธรรมขั้นสูง นั่นก็คือ หมดอัตตาตัวตน คลายความยึดมี่นถือมั่นในสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติทั้งมวล

แม้ท่านแม่ของอิ๊คคิวจะไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตใกล้ชิดกับอิ๊คคิว แต่ประโยคที่ว่า “เจ้าก็จะทราบเองว่า แม่ไปอยู่ที่ไหน ไปตกนรกอยู่หรือไม่ หรือว่าคอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอ…” นั้น บ่งบอกถึงความรักความห่วงใยของผู้เป็นแม่อย่างชัดเจน

ถ้ามองในแง่การสื่อสารแบบญี่ปุ่น คือ การสื่อสารแบบอ้อม ๆ และนิยมพูดค้าง ๆ ไว้กลางประโยคให้ผู้ฟังคิดตามและเข้าใจเองนั้น ท่านแม่ของอิ๊คคิวน่าจะต้องการสื่อว่า เจ้าก็จะทราบเองว่าแม่คอยอยู่เคียงข้างเจ้าอยู่เสมอหรือไม่(ไม่ว่าแม่จะมีชีวิตอยู่หรือจากเจ้าไปแล้ว)…” ซึ่งเป็นประโยคที่ซาบซึ้งมาก

 
“…เมื่อใดก็ตามที่เจ้าได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์คนหนึ่งที่สามารถตระหนักรู้ได้ว่า พระพุทธองค์ก็ดี และพระสาวก เช่น พระโพธิธรรม ก็ดี แท้ที่จริงแล้วคือผู้ที่คอยช่วยเหลือเจ้า เจ้าก็สามารถเลิกศึกษาเล่าเรียนและเริ่มออกรับใช้มนุษยชาติได้…”

การใช้คำว่า “ช่วยเหลือ” ในที่นี้ น่าจะหมายถึงพุทธภาษิตที่ว่า “อกฺขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกคือชี้ทางให้ ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ ส่วนการกระทำนั้น เป็นเรื่องที่ท่านต้องพยายามกระทำเอาเอง” คำว่า “ช่วยเหลือ” ก็คือ “ช่วยชี้ทาง” ให้นั่นเอง

อนึ่ง พระพุทธองค์ทรงออกโปรดสัตว์โลกอยู่เป็นเวลาถึง ๔๐ กว่าพรรษา โดยที่ตลอดเวลานั้นพระองค์ไม่ทรงเห็นความจำเป็นของการต้องเอ่ยปากพูดแม้แต่เพียงคำเดียว เจ้าควรจะทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด หากเจ้ายังไม่ทราบ แต่อยากจะทราบล่ะก็ จงหลีกเลี่ยงการขบคิดฟุ้งซ่านเสีย…”

เป็นคติความเชื่อของเซนว่า การถ่ายทอดธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูดก็สามารถทำได้ และเซนมักอ้างถึงการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมลักษณะนี้ครั้งแรกด้วยการทรงยกดอกไม้ขึ้นมาดอกหนึ่ง แล้วมีพระมหากัสสปะแสดงกิริยาว่าเข้าใจด้วยการยิ้มรับน้อย ๆ

ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นดังนั้น ก็ทรงกล่าวยืนยันว่ามีพระมหากัสสปะอยู่องค์เดียวที่เข้าใจธรรมะที่ทรงแสดงนี้ พระสูตรนี้นิกายเซนเรียกว่า The Flower Sermon

ส่วนประโยคสุดท้ายในย่อหน้าที่ว่า “จงหลีกเลี่ยงการขบคิดฟุ้งซ่านเสีย” นั้น บ่งบอกถึงวิธีการเข้าถึงปัญญาของเซน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับการเจริญสติวิปัสสนาของเถรวาท คือให้ตามดูตามรู้กายใจของตนอย่างที่มันเป็น โดยไม่ไปขบคิดใคร่ครวญด้วยตรรกะเหตุผล

…(ลงชื่อ) แม่ของเจ้า,

ไม่เกิด, ไม่ตาย

เดือนเก้า วันที่ 1…”

ในนิกายเซน สำนวน “ไม่เกิด ไม่ตาย” หมายถึงสภาวะของการหลุดพ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิง นั่นคือ พระนิพพาน ในที่นี้เข้าใจว่าท่านแม่ของอิ๊คคิวต้องการสื่อว่า ถ้าไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการที่ต้องตายจากกันกับคนที่เรารัก ดังนั้น เพื่อให้หลุดพ้นจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ ควรตั้งเป้าที่จะไม่เกิดอีก คือปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระนิพพานนั่นเอง

.. คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีไว้เพื่อให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่น ถ้าเจ้ายังต้องมัวคอยพึ่งวิธีการใดวิธีการหนึ่งอย่างเดียวแล้วล่ะก็ เจ้าก็ไม่ต่างอะไรไปกับแมลงอันไม่รู้เหนือรู้ใต้ตัวหนึ่งเท่านั้น พระไตรปิฎกนั้นมีจำนวนมากกว่า ๘๐,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ หากเจ้าอ่านหมดทุกพระธรรมขันธ์แล้วแต่ยังไม่สามารถอ่าน “ใจ” ของตัวเจ้าเองได้ล่ะก็ เจ้าก็จะไม่สามารถอ่านแม้กระทั่งจดหมายฉบับนี้ได้รู้เรื่องเช่นกัน นี่คือพินัยกรรมและคำสั่งเสียของแม่…”

ในที่นี้ ประโยคที่ว่า “คำสอนของพระพุทธองค์มีไว้เพื่อให้ความรู้แจ้งแก่ผู้อื่น” นั้น คำว่า “ผู้อื่น” น่าจะหมายถึง ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวนิกายเซน โดยเซนนั้นจะไม่เน้นการศึกษาคำสั่งสอนในเชิงปริยัติ แต่จะเน้นปฏิบัติเพียงอย่างเดียว คือ ให้มีสติตื่นรู้อยู่กับ ปัจจุบันขณะตลอดเวลาเท่านั้น

วันนี้ถ้าท่านต้องเขียนจดหมายสั่งเสียฉบับสุดท้ายทิ้งไว้ให้คนที่ท่านรัก ท่านจะเขียนว่าอะไร?

kouyou floor

ใบไม้เปลี่ยนสีร่วงลงบนพื้นในกรุงเกียวโต  ภาพโดย dejikaji

—————-

***หมายเหตุ***

ด้วยอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ชาวญี่ปุ่นโบราณโดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาเช่นเหล่าซามูไรและชนชั้นสูงจะให้ความสำคัญกับจิตสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิตมาก เราจะเข้าใจจดหมายสั่งเสียของท่านแม่ของอิ๊คคิวลึกซึ้งขึ้นถ้าเราเข้าใจบริบทของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเรื่องนี้ ดังนั้นลองมาดูธรรมเนียมปฏิบัติที่เหล่าซามูไรที่ดีพึงทำตอนใกล้วาระสุดท้ายกันสักเล็กน้อย

วาระสุดท้ายในอุดมคติของซามูไร

ในคัมภีร์สอนซามูไรหนุ่มในยุคเอโดะ “บุโด โฉะชินชู” (บูชิโดสำหรับซามูไรมือใหม่) ผู้ประพันธ์คือ ไดโดจิ ยูซัง ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดถึงสิ่งที่ซามูไรพึงประพฤติปฏิบัติในยามต้องเผชิญหน้ากับความตาย

แน่นอนว่าถ้าอยู่ในสนามรบก็ต้องเผชิญความตายด้วยความนิ่ง เด็ดเดี่ยว อาจหาญ ไม่แสดงความกลัวแม้แต่น้อยให้ปรากฏต่อข้าศึก ส่วนในยามสงบสุขปราศจากสงคราม เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะต้องตายซามูไรที่ดีต้องทำตามขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้

1) ส่งคนไปเชิญหััวหน้าของตนมาเพื่อกล่าวขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ท่านกรุณาชุบเลี้ยงมา กล่าวขอโทษที่ไม่สามารถอยู่ทำประโยชน์รับใช้เจ้านายสูงสุดได้ต่อไป และฝากกล่าวคำอำลากับเจ้านายด้วย

2) สะสางและสั่งเสียธุระส่วนตัวที่ยังค้างคาให้เรียบร้อย

3) สอนลูกหลานให้มีความกตัญญูรู้คุณและจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างเคร่งครัด

4) กล่าวคำพูดสุดท้ายให้ดีด้วยสติ เพื่อที่จะได้ตายไปด้วยสติอย่างสงบ

ณ จุดนี้ถ้าเป็นซามูไรชั้นสูงจะนิยมกล่าวเป็นบทกวีสั้น ๆ ก่อนตายเรียกว่า จิเซ (辞世) จิเซเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเพราะถ้าแต่งตอนช่วงที่ผู้นั้นใกล้จะเสียชีวิตจริง ๆ จะสะท้อนความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตของบุคคลผู้นั้นทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งคือแสดงระดับภูมิธรรมที่เจ้าตัวมี

————-

เรียนรู้จากซามูไร

  1. ชาวญี่ปุ่นโบราณเข้าใจความสำคัญของวาระสุดท้ายของชีวิต จึงมีการเตรียมตัวต้อนรับโมงยามนั้นอย่างดี เพื่อให้จากไปด้วยสติ

  2. ในยามช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้จิตสงบคือการระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อเราทุกคนด้วยความขอบคุณ

  3. ในบางครั้ง การสื่อสารแบบอ้อม ๆ ทิ้งไว้เป็นนัยให้ผู้รับสารได้ไปขบคิดเอาเองอาจสามารถถ่ายถอดความรู้สึกของผู้นั้นได้ลึกซึ้งกว่าการสื่อสารตรง ๆ

  4. แม้จะอ่านพระไตรปิฎกครบทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ แต่ถ้ายังไม่สามารถอ่าน “ใจ” ตนเองออก (ด้วยการปฏิบัติธรรม) ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

  5. สิ่งที่แม่ทุกคนรักและห่วงใยมากที่สุดก็คือลูกของตน ดังนั้นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายย่อมจะสะท้อนสิ่งสำคัญที่สุดที่แม่อยากจะบอกลูก ซึ่งสิ่งที่ท่านแม่ของอิ๊คคิวต้องการบอกลูกชายก็คือ “ถ้าอยากพ้นทุกข์จากการต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักเช่นนี้ ก็จงพากเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรม จะได้ไม่ต้องเกิดอีก”

————————————

joudan

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว เล่ม

————————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

————————-

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่ 

————————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง 

————————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจสำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

 

Please follow and like us:
0

เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้” ตอน 1

Kate Mom 1

คุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ และอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (คุณเกตุวดี marumura)

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 118

ซีรี่ส์พิเศษ “เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้”…” ตอนที่ 1

รู้จัก “ผู้ให้”

ลำพังอาชีพครูบาอาจารย์ก็นับว่าเป็น “ผู้ให้” แก่ลูกศิษย์แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการให้วิทยาทานด้วยการประสิทธิ์ประสาทวิชา หรือการให้ธรรมทานผ่านการเป็นที่ปรึกษาแก่ศิษย์สารพัดเรื่อง แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำมากกว่าหน้าที่ประจำของการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  นั่นก็คือ  มุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” แก่สังคมโดยรวมด้วย

Kate CBS Edited

อาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ ขณะสอนนิสิต  ขอบคุณภาพจาก Chulalongkorn Business School

อาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ  อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 นักเรียนไทยที่ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

นอกจากนี้ เธอยังเป็นที่รู้จักกันในหมู่แฟนหนังสือและลูกเพจว่า “เกตุวดี Marumura” เป็นนักเขียนอาสาผู้เล่าเรื่องที่ทั้งสนุกและน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมต่าง ๆ ให้กับเวบไซต์ marumura มานานกว่า 4 ปีแล้ว  โดยเล่าจากประสบการณ์ที่ได้ทุนไปเรียนและทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมากว่า 8 ปี

เมื่อราวต้นปีที่แล้ว อาจารย์กฤตินีได้เปิดเพจของตนเอง ชื่อ Japan Gossip by เกตุวดี marumura ด้วยความตั้งใจที่จะ “มอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม” อย่างลึกซึ้งขึ้น  บทความที่อาจารย์กฤตินีเขียนเป็นประจำในเพจดังกล่าวเป็นเรื่องราวจากญี่ปุ่นที่ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจและข้อคิดแก่ทั้งคนทำงานและผู้ประกอบการ

โดยเป็นการยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของบริษัทญี่ปุ่นที่ “มีหัวใจ” อาทิ บริษัทที่ทำการตลาดเพื่อสังคม  บริษัทที่ให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานเป็นอันดับหนึ่งเหนือผลกำไร  หรือบริษัทที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ได้ทุก ๆ ปีโดยอาศัยแต่จิตใจที่รักที่จะให้บริการแก่ลูกค้าอย่างสุดหัวใจเพียงอย่างเดียว

คอมเม้นท์ที่ลูกเพจของเธอเขียนไว้ให้เธอบ่อยที่สุดก็คือ “ขอบคุณมาก ๆ นะคะ/ครับ สำหรับบทความดี ๆ”  “จะรออ่านเรื่องต่อไปอย่างใจจดจ่อค่ะ/ ครับ” บางคนถึงกับบอกเธอว่า “ขอบคุณสำหรับความตั้งใจเสนอบทความดีๆ ขอบคุณแทนสังคมไทย”

นอกจากนี้ อาจารย์กฤตินียังรับเชิญไปบรรยายเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่น  เป็นที่ปรึกษาองค์กรใหญ่ ๆ  โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันราบรื่นในการทำงานระหว่างชาวไทยกับชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

แน่นอนว่าเบื้องหลังจิตใจที่มุ่งเป็น “ผู้ให้” กับสังคมอยู่ตลอดเวลานี้ มีที่มาจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ของเธอ

รู้จักกับ “แม่ของผู้ให้”

เมื่อราว 30 ปีที่แล้ว คุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ เป็นสาวเก่งที่ทั้งทำงานออฟฟิศและทั้งทำหน้าที่ภรรยากับแม่บ้านด้วย   คุณแม่ขนิษฐาทำงานด้านบัญชีที่บริษัท Panasonic Siew Sales (ประเทศไทย) จำกัด

เมื่อทราบว่าจะมีลูก  คุณแม่ขนิษฐาก็เหมือนคุณแม่มือใหม่ทั่วไปที่ตื่นเต้น  หาหนังสือมาอ่าน และดูแลตนเองเพื่อเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ตัวน้อย  จากนั้นก็ไปหาที่ฝากครรภ์ หาหมอ และสอบถามเรื่องการเตรียมตัวต่าง ๆ จากบรรดาเพื่อนที่มีประสบการณ์มาแล้ว

“ตอนนั้นมีการตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูเพศของบุตรแล้วค่ะ  แต่แม่ไม่ได้ดู  รอลุ้นเอา (ยิ้ม)  ขอแค่เขาออกมาครบ 32 ก็ดีใจแล้วค่ะ”  คุณแม่ขนิษฐากล่าว

Milk Bottle

เด็กหญิงลูกเกดกับรอยยิ้มของเธอ

Q:  พอมีลูกจริง ๆ แล้วเหมือนที่คิดไว้ไหมคะ?  อาจารย์กฤตินีตอนเด็ก ๆ เลี้ยงง่ายหรือยากอย่างไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…เขาเลี้ยงง่ายค่ะ  เป็นเด็กที่เงียบ ๆ ขี้อาย ไม่ค่อยพูด  และสนใจการอ่านหนังสือมาตั้งแต่อยู่อนุบาล  คุณพ่อจะคอยดูแลอ่านหนังสือให้ฟัง  แม่ก็สนับสนุนเต็มที่นะคะเมื่อเห็นเขาชอบด้านนี้  ก็ซื้อหนังสือสารานุกรม Time-Life ที่เป็นชุด ๆ ให้เขามาตลอดค่ะ…”

“…อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเราพาเขาไปงานสัปดาห์หนังสือ  หรือเวลาพาเขาไปห้างก็จะทิ้งเขาไว้ที่ร้านหนังสือด้วยค่ะ…”


Lying down to read

Sit Read

เด็กหญิงลูกเกดผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก

Q:  มีวิธีเลี้ยงลูกอย่างไรให้เรียนเก่งมาก จิตใจดี คิดทำอะไรเพื่อสังคม และสร้างแรงบันดาลใจได้ขนาดนี้คะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…อืมม…ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราเปิดโอกาสให้เขาได้เป็น “ผู้ให้” ตั้งแต่เล็กมั้งคะ  สมัยก่อนแถวบ้านมีพวกลูกคนงานก่อสร้างอยู่  เกดเขาก็อยู่มัธยมแล้ว  เราก็ให้เขาไปสอนหนังสือเด็กพวกนั้นบ้าง  แม่ก็บอกเขาว่า  ถ้าหนูสอนเขา หนูก็จะเรียนเก่งขึ้นนะจ๊ะ…  นอกจากนี้ก็ให้เขาสอนภาษาไทยให้เด็กลูกครึ่งอเมริกันข้างบ้านด้วยค่ะ…”

“…นอกจากนี้ตอนเด็ก ๆ แม่ก็จะมีเกมที่เล่นสนุก ๆ กับเขานะคะ  เช่น เวลาเขานั่งรถมากับแม่  แม่ก็จะให้เขาฝึกบวกเลขจากทะเบียนคันข้างหน้า  บวกเลข 2 ตัว บ้าง 4 ตัวบ้าง หรือบางทีเราก็เล่นอ่านป้ายบ้าง เขาก็สนุกไปกับการเล่นเกมนี้นะคะ  เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการบังคับให้เขาเรียน…”

“… ถ้าเป็นเรียนพิเศษก็แค่มีเรียนว่ายน้ำ เรียนเลข และภาษาอังกฤษช่วงเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเองค่ะ…”

 White Dress Edited

“หนูหน้าเหมือนเด็กญี่ปุ่นไหมคะ? ^__^”

Q:  สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกสมัยเด็กหรือวัยรุ่นมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…ก็ภูมิใจที่เขาสอบเข้าบดินทร์ได้  สอบเข้าเตรียมอุดมได้ ตอนเข้าเตรียมนั้นเข้าได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของศิลป์คำนวณ  ก็ภูมิใจที่เขาเป็นเด็กขยัน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ค่ะ…”

“…และเขาก็ได้อะไรจากคุณพ่อเขาหลายอย่างด้วย เช่น การรักการอ่าน สนใจเรื่องธรรมะ สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ…”

“…แล้วก็ดีใจตอนที่เขาได้ทุน  เขาสอบได้ทุนญี่ปุ่นก่อน แล้วก็สอบข้อเขียนทุนคิง (ทุนเล่าเรียนหลวง) ได้  แต่ไม่ยอมไปสัมภาษณ์ทุนคิงค่ะเพราะเขาบอกว่าเขารับปากกับทางญี่ปุ่นไปแล้วว่าเขาจะรับทุนนั้น  ความจริงแม่ก็แอบผิดหวังนิดหน่อยนะคะเพราะเด็กส่วนใหญ่มักจะเลือกทุนคิง  แต่เขาเป็นคนที่รักษาคำพูดค่ะ…”

“…แต่ในที่สุดแล้ว  เขาก็ได้อะไรดี ๆ จากญี่ปุ่นเยอะนะคะ  ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม  ความเกรงใจ  การมองคนอื่นก่อนตนเอง  ความซื่อสัตย์  การช่วยตัวเองได้  แล้วก็มีระเบียบขึ้นเยอะเลยค่ะ…”

“…แล้วก็ภูมิใจที่เขาได้รางวัลจากการไปประกวดสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง  แล้วก็ได้รางวัลงานวิจัยทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกค่ะ  เขาได้คะแนนดีที่สุดในชั้น…”

“…นอกจากเรื่องเรียนแล้วก็ประทับใจที่เขาชอบแอบมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราค่ะ  ก่อนไปญี่ปุ่นนั้นเขาเป็นวัยรุ่นที่ไม่เคยบอกรักแม่  แต่พอเขาไปแล้วเขาแอบอัดเสียงใส่ ringtone ของโทรศัพท์ไว้ว่า  “เกดรักแม่ เกดคิดถึงแม่นะคะ”…”

“….ตอนเดินทางไปเรียนญี่ปุ่นครั้งแรกเขาก็แอบทำอัลบั้มภาพครอบครัวพร้อมคำพูดประกอบน่ารัก ๆ เอาไว้ให้พ่อกับแม่ค่ะ  เขาไม่บอกตรง ๆ นะคะว่าอยู่ที่ไหน  แต่ให้เป็นลายแทงให้พ่อกับแม่แยกกันไปหาแล้วเอามาประกอบกันเป็นคำเฉลยค่ะว่าเขาซ่อนอัลบั้มไว้ที่ไหน (หัวเราะ)…”

Q:  สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกในปัจจุบันมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…ก็หมดห่วงค่ะ  คือเขามีงานที่มีเกียรติ  และสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง  ไม่มีเราเขาก็อยู่ได้  ขอแค่เขาเป็นคนดี ว่านอนสอนง่ายก็พอแล้วค่ะ (ยิ้ม)…”

Q:  ขอคำแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่  ทั้งที่กำลังมีลูกเล็ก หรือวัยรุ่นในปัจจุบันหน่อยได้ไหมคะว่าทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงลูกออกมาให้เป็น “ผู้ให้” กับสังคมได้เหมือนคุณแม่?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…สถาบันครอบครัวต้องมาก่อนค่ะ  ต้องให้ความรัก ความอบอุ่น แล้วก็ขัดเกลาเขาด้วยศีล 5  อยากให้สอนลูกตั้งแต่เด็กนะคะ  สิ่งที่ผิดต้องเตือน สิ่งที่ถูกต้องชม  ต้องใกล้ชิดและดูแลเขาดี ๆ ค่ะ…”

Cable Car

ภาพถ่ายอันอบอุ่นของคุณแม่ขนิษฐา และเด็กหญิงลูกเกด

“…ถ้าลูกอยากเรียนอะไรให้สนับสนุน  ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนนะคะ  เราก็อยากให้เขาเรียนหมอเพราะว่าเขาเรียนดี  แต่ใจเขาไม่รัก เขาก็มีเหตุผลของเขาว่าทำไมเขาไม่อยากเรียนหมอ  ก็ต้องเข้าใจและสนับสนุนสิ่งที่เขาอยากเรียนค่ะ…”

“…ที่อยากจะฝากคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้อีกก็คือ  พ่อแม่ที่ไม่เคยตีลูกเลยนี่ อาจจะเสียใจทีหลังได้นะคะ  แต่ตีแล้วต้องอธิบายด้วยเหตุผลนะคะ ไม่ใช้อารมณ์…”

“…นอกจากนี้การให้เด็กเล่นมือถือ หรือว่า iPad นั้นก็เป็นดาบสองคม ต้องมีการควบคุมบ้างค่ะ…”

“…ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  อย่าบอกลูกว่าไม่มีเวลาค่ะ  สำหรับแม่นั้น ลูกมีความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 เสมอค่ะ…”

 Holding Handsคุณแม่ขนิษฐาและอาจารย์ ดร.กฤตินี ในช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นระหว่างแม่กับลูก ขอบคุณภาพประกอบทั้งหมดจากครอบครัวพงษ์ธนเลิศ

ขอบพระคุณจากใจจากผู้ที่ “ได้รับ” ทุกคน

สุดท้ายนี้  ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณคุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ  ที่พากเพียรอดทนสร้างคนดี  มีจิตวิญญาณของ “ผู้ให้”  ผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้กับสังคมไทยนะคะ

ผู้เขียนเชื่อว่าบรรดาผู้ที่เคยเห็นบทความของอาจารย์กฤตินีนับล้านคน  แฟนหนังสือ  รวมทั้งบรรดาลูกศิษย์  คนทำงานและผู้ประกอบการทั่วไปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์กฤตินีจากการบรรยายต่าง ๆ มาตลอดหลายปีนี้ก็คงอยากจะขอบคุณคุณแม่เช่นเดียวกันค่ะ

Kate Mom 3

ตอนต่อไป พบกับคุณแม่ของ “ผู้รักที่จะดูแลผู้สูงอายุทั่วไปอย่างไม่หวังสิ่งใดตอบแทน” กันค่ะ

———————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————-

ติดตามเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากญี่ปุ่นได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี marumura

———————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0