สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

เรื่องเล่าจากพระที่นั่ง ตอนจบ

วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๑.๐๐ น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ   พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ อทิตยาทรกิติคุณ คุณพลอยไพลิน เจนเซน คุณสิริกิติยา เจนเซน ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ๓๐ รูป ทรงสดับพระธรรมเทศนา จากนั้นทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ ๘๙ รูป ในการพระราชพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๑๐ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่หน้าพระบรมโกศก่อนเริ่มพิธีธรรม

Cr ภาพ โพสต์ทูเดย์  (ไม่ใช่ภาพจากวันที่ผู้เขียนไป  แต่ขอยกมาประกอบให้เห็นภาพจากมุมที่เจ้าภาพร่วมนั่ง)

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ ๑๓๖ วันนี้จะมาคุยกันต่อว่าเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการไปร่วมบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบรมศพในหลวงร.๙   และเกร็ดความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยจะเป็นตอนต่อจากบทความตอนที่แล้วที่เริ่มเล่าถึงวันที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายฯ  ซึ่งตอนที่แล้วเราได้คุยกันไว้ว่าเราจะบำเพ็ญกุศลถวายฯ อย่างไรจึงจะได้กุศลสูงสุด  รวมทั้งเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ควรสังเกตเมื่อท่านเข้าไปกราบพระบรมศพ เพื่อให้ท่านผู้อ่าน ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าไปกราบพระองค์ท่าน

ขั้นตอนพระพิธีธรรม

พระพิธีธรรมจะเริ่มจากองค์ประธานในพิธีจุดเทียนและเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอาราธนาพระปริตร  ซึ่งขอแนะนำให้ทุกท่านน้อมใจให้เป็นกุศลตามบทสวดไปด้วย ตามคำแปลดังนี้

“..ขอพระสงฆ์ทั้งหลายจงสวดพระปริตรอันเป็นมงคล เพื่อป้องกันความวิบัติ เพื่อความสำเร็จ
ในสมบัติทั้งปวง และเพื่อให้ทุกข์ทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้ภัยทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้โรคทั้ง
ปวงพินาศไป…”

จากนั้น พระสงฆ์จะสวดพระอภิธรรม  เนื้อหาโดยรวมของพระอภิธรรมนั้นจะเป็นการสอนธรรมะที่นำไปสู่การดับทุกข์  โดยจะสอนเรื่องความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ และทุกข์จากการพลัดพราก

จากนั้นจึงเป็นการยกจิตของผู้ฟังให้คลายความโศกเศร้าโดยชี้ให้เห็นถึงปรมัตถธรรมว่าแท้ที่จริงนั้น “บุคคล” นั้นไม่มีโดยปรมัตถ์  แต่ทุกสิ่งเป็นเพียงเหตุปัจจัยที่เกิดสืบเนื่องกันเท่านั้น  และยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเรามีญาณปัญญา (ซึ่งเกิดจากการฝึกสติ) ในทุกสิ่งที่มากระทบอายตนะต่าง ๆ นั้น  ก็จะเกิดกุศลธรรมที่นำไปสู่ความสุขได้

R 10 อาราธนา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๑๐ ทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระภิกษุที่มาสวดพระอภิธรรม  Cr ภาพ มติชน

พระธรรมเทศนา

หลังจากการสวดพระอภิธรรมจบลง เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็จะอาราธนาศีล และ อาราธนาธรรม  จากนั้นพระภิกษุก็จะแสดงพระธรรมเทศนา

ในวันที่ผู้เขียนไปร่วมเป็นเจ้าภาพนั้น  พระคุณเจ้าที่มาแสดงพระธรรมเทศนามาจากวัดสังเวชวิศยาราม พระอารามหลวง  ท่านได้เลือกแสดงธรรมในหัวข้อ “ปุญญกถา”  หรือพระคาถาที่ว่าด้วยบุญ

พระคุณเจ้าได้แสดงธรรมในหัวข้อนี้โดยนัยของบุญกิริยาวัตถุ  ซึ่งแปลว่า สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือการกระทำใด ๆ ทางกาย วาจา ใจที่เกิดเป็นบุญนั่นเอง

ในวันนั้น พระคุณเจ้าได้กล่าวถึงบุญกิริยา ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนา โดยได้ยกเอาพระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของในหลวงร.๙ มาอธิบายอย่างชัดเจนว่า  ระหว่างที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบุญกิริยาครบทั้งสามข้ออย่างสม่ำเสมออย่างไรบ้าง

พระคุณเจ้าแสดงธรรมต่อไปว่า ด้วยบุญกิริยาทั้งหลายที่ในหลวงร.๙ ทรงบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องตลอดพระชนมชีพนี้เอง ย่อมส่งอานิสงส์ให้ทรงได้รับผลของบุญเหล่านั้น  อีกนัยหนึ่ง ย่อมส่งผลให้ทรงได้เสวยทิพยสุขในสวรรคาลัยอย่างแน่นอน

King on Ground with the People

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของอาณาประชาราษฎร์ตลอดพระชนมชีพ Cr ภาพ Pantip

เมื่อได้ยินพระธรรมเทศนาถึงตอนนี้  ผู้เขียนก็ตระหนักขึ้นมาว่า  พระคุณเจ้าได้เลือกที่จะแสดงธรรมหัวข้อ “ปุญญกถา” นี้เพื่อยกจิตและปลอบประโลมพวกเราบรรดาพสกนิกรที่พากันโศกเศร้าจากการที่ในหลวงร.๙ เสด็จสู่สวรรคาลัยนั่นเอง

เมื่อผู้ฟังธรรมได้รับการให้สติว่า ขณะนี้ในหลวงร.๙ ผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเรากำลังเสวยทิพยสุขอยู่ในภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยพลานิสงส์จากบุญทั้ง ๓ ประเภทที่ได้ทรงบำเพ็ญอยู่ตลอดพระชนมชีพ ก็รู้สึกคลายความโทมนัสและรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง

คำเปิดพระธรรมเทศนาสะท้อนความเป็นธรรมราชาของบูรพกษัตริย์ไทย

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากนำมาเล่าต่อ คือ เนื้อหาของคำเกริ่นนำพระธรรมเทศนาของบรรดาพระคุณเจ้าทุกรูปที่เข้าไปแสดงพระธรรมเทศนาถวายฯ นั่นคือการเกริ่นนำด้วยรูปแบบเดียวกันทุกครั้งว่า…

“…ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้ อาตมภาพจักรับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมีใน…(ชื่อหัวข้อพระธรรมเทศนา เช่น ปุญญกถา)…”

“…ถ้าอาตมภาพถวายพระธรรมเทศนามิต้องด้วยโวหารอรรถาธิบายแห่งพระธรรมเทศนาบทใดบทหนึ่งก็ดี ขอเดชะพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ พระขันติคุณ จงทรงพระกรุณาโปรดอภัย แก่อาตมะผู้มีปัญญาน้อย ขอถวายพระพร…”

R 10 ทรงสดับพระธรรมเทศนา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร. ๑๐ ทรงสดับพระธรรมเทศนา ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ครบ ๑๐๐ วัน) ถวายพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙  Cr ภาพ WeLoveThaiKing

สิ่งที่ผู้เขียนอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านให้สังเกตประการแรกก็คือ  ถึงแม้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๑๐ จะไม่ได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวัน  แต่พระธรรมเทศนาก็จะเป็นการแสดงถวายพระองค์ท่านทุกครั้ง

โดยสังเกตได้จากคำเกริ่นนำที่ว่า “อาตมภาพจักรับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมี…” ซึ่งจะเกริ่นนำเช่นนี้ทุกวัน

ข้อสังเกตในประการแรกนี้แฝงความนัยว่าพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่ในอดีตทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง  จึงได้ทรงจัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาถวายในเขตพระราชฐานอยู่เนือง ๆ  จนเกิดเป็นธรรมเนียมที่จะแสดงพระธรรมเทศนาประหนึ่งว่าทรงประทับอยู่ ณ ที่นั้นด้วยทุกครั้ง

ประการที่สอง  คำสรรพนามที่พระคุณเจ้าผู้แสดงธรรมใช้เรียกองค์พระมหากษัตริย์ คือ “สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า”  ซึ่งบ่งบอกว่า  คณะสงฆ์ของไทยถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ว่าทรงเป็น “พระธรรมราชา”

ประการที่สาม  พระคุณเจ้าที่มาแสดงธรรมจะกล่าวออกตัวว่า ถ้าแสดงธรรมผิดพลาดประการใด ก็ขอพระราชทานอภัยแก่ตนผู้  “มีปัญญาน้อย” ด้วย

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่านี่เป็นการถ่อมตนที่งดงามมาก  เพราะพระภิกษุที่ได้รับนิมนต์มาแสดงพระธรรมเทศนาถวายถึงในพระที่นั่งนี้แต่ละรูปล้วนเป็นพระเถระที่เป็นเลิศในทางปริยัติธรรม  แต่กระนั้นทุกรูปต่างก็ยกให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงปัญญาทางธรรมยิ่งกว่าตน

พระธรรมราชาในประวัติศาสตร์ไทย

เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ไทย  พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้ชื่อว่าทรงเป็นพระธรรมราชาคือ พญาลิไท หรือ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ แห่งอาณาจักรสุโขทัย

พญาลิไทนั้นนองจากจะเคยทรงผนวชแล้ว  ยังทรงปราดเปรื่องในพระพุทธศาสนา ทรงมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก พระองค์ได้ทรงแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น ๒ ฝ่ายคือฝ่าย “คามวาสี” เน้นการศึกษาพระไตรปิฎกสั่งสอนราษฎรในเมือง  และฝ่าย “อรัญวาสี” เน้นด้านการสอนวิปัสสนาและประจำอยู่ตามป่าหรือชนบท

เนื่องจากพญาลิไททรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนาตลอดพระชนมชีพ ราษฎรจึงถวายพระนามว่า “พระมหาธรรมราชา”

เกร็ดความรู้ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้มาจากมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่คือ พญาลิไททรงเป็นผู้แตกฉานทั้งปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรม  โดยทรงเคยเป็นวิปัสสนาจารย์ด้วยพระองค์เองด้วย

นั่นย่อมแสดงว่าทรงมีความเข้าใจหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งจนเกิดปฏิเวธธรรมจนทรงสามารถถ่ายทอดต่อผู้อื่นได้  นับเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินไทยเป็นอย่างยิ่งที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงธรรมอย่างยิ่งมาตั้งแต่บุพพกาล

พญาลิไท

รูปปั้นพญาลิไท หรือ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ แห่งอาณาจักรสุโขทัย  Cr ภาพจาก Wikipedia

หลังจากยุคพญาลิไท ก็ยังมีเรื่องเล่าถึงการที่พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยอาณาจักรอยุธยาหลายพระองค์ทรงศึกษาการเจริญสมถกรรมฐานอย่างลึกซึ้งแตกฉานถึงขั้นทรงอภิญญา

ในยุครัตนโกสินทร์  บูรพกษัตริย์ไทยทุก ๆ พระองค์ล้วนทรงแตกฉานในหลักธรรมในพระพุทธศาสนา  ดังเช่นเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ต่อไปนี้

เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑  พ.ศ. ๒๔๑๑  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงรู้พระองค์ว่ากำลังจะเสด็จสวรรคตแน่

หลังจากทรงสั่งเสียการต่าง ๆ ทั้งการแผ่นดินและการส่วนพระองค์แล้ว ก็ทรงเรียกพระศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) ให้มาจดพระราชนิพนธ์ขอขมาและลาพระสงฆ์ให้ไปอ่านในที่ประชุมสงฆ์ เนื้อหาในพระราชนิพนธ์นี้เป็นภาษาบาลีล้วน พระศรีสุนทรโวหารยืนยันว่าไวยากรณ์ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน แสดงถึงพระสติอันบริบูรณ์

บทสุดท้ายเป็นบทพระราชนิพนธ์ตามฉันทลักษณ์บาลีว่า

“…อาตุรสฺมึปิ เมกาเย จิตฺตํ น เหสฺสตาตุรํ

แม้เมื่อกายของข้าพเจ้ากระสับกระส่ายอยู่

จิตใจของข้าพเจ้าจักไม่กระสับกระส่าย

ข้าพเจ้าทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ศึกษาอยู่ด้วยประการดังนี้…”

จากนั้นเวลาสองทุ่ม ก็ยังทรงมีพระสติสมบูรณ์ ทรงกล่าวว่า จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว และทรงตั้งจิตภาวนากำหนดลมหายใจเรื่อยไปตราบจนสวรรคตในเวลาสามทุ่มของคืนนั้น…

King Rama IV

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  Cr ภาพจากวิกิพีเดีย

สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ของเรา ไม่เพียงแต่พระจริยวัตรและพระราชกรณียกิจเท่านั้นที่ทำให้พวกเราพสกนิกรทุกคนซาบซึ้งในความเป็นพระธรรมราชาของพระองค์ท่าน  แต่ถ้าหากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสอ่านพระราชปุจฉา-วิสัชนาระหว่างพระองค์ท่านกับพระสุปฏิปันโนต่าง ๆ แล้ว  ทุกท่านก็ย่อมจะยิ่งตระหนักถึงพระปัญญาญาณอันลึกซึ้งทางธรรมอย่างแน่นอน

หลวงปู่มั่นยืนยันความเป็นพระธรรมราชาของพระมหากษัตริย์ไทย

เรื่องเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งหลวงปู่มั่นได้มาพักที่วัดป่าบ้านหนองผือ พระอุปัชฌาย์อุ่น อุตตโมได้ไปกราบนมัสการฟังเทศน์ และได้นำรูปพระแก้วมรกตขนาด ๒๐ นิ้ว เป็นภาพพิมพ์ใส่กรอบไปถวายหลวงปู่ด้วย  ซึ่งหเมื่อหลวงปู่มั่นเห็นว่าเป็นรูปพระแก้วมรกตก็ได้เปรยขึ้นว่า

“…วัดพระแก้วนี้เป็นวัดพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ พระสงฆ์อยู่ไม่ได้ เพราะพระสงฆ์มาจากตระกูลต่างๆ ทั้งหยาบทั้งละเอียด ไม่รู้พุทธอัธยาศัย พุทธธรรมเนียม เพราะพระพุทธเจ้าเป็นทั้งกษัตริย์ และผู้สุขุมาลชาติ เมื่อพระสงฆ์ไม่รู้พุทธธรรมเนียม ถ้าไปอยู่ก็มีแต่บาปกินหัว…”

“…ผู้รู้ทั้งพุทธอัธยาศัยและพุทธธรรมเนียม มีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวเท่านั้น ครั้งพุทธกาลก็มีพระเจ้าพิมพิสารเท่านั้นที่ทรงรู้ แต่จอมไทย คือ พระมหากษัตริย์ไทยทรงรู้มาแล้ว จึงได้ทรงสร้างวัดถวายจำเพาะพระแก้วเท่านั้น…”

“…พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร คือ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ต่างแต่วาสนาบารมีมากน้อยต่างกันเท่านั้น ท่านจึงทรงรู้พุทธอัธยาศัยเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า…”

ภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินพระโพธิสัตว์

เมื่อผู้เขียนได้อ่านคำรับรองของหลวงปู่มั่นนี้ก็นึกอนุโมทนาและเกิดจิตโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง  รู้สึกเป็นบุญเหลือเกินที่ได้เกิดในแผ่นดินของพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน…

…ดังนั้น หนึ่งพระชาติที่เพิ่งผ่านไปนี้  แม้พวกเราผู้อยู่เบื้องหลังจะรู้สึกเป็นทุกข์ปวดร้าวใจเป็นอย่างยิ่ง  แต่ขอให้ลองคิดว่าอีกนัยหนึ่งในหลวงร.๙ ผู้เป็นที่รักอย่างยิ่งของพวกเราก็ได้ทรงก้าวเข้าไปใกล้การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอีก ๑ ก้าว  ความรู้สึกทุกข์ใจแต่เดิมก็จะบรรเทาเบาคลายลงอย่างแน่นอน

ปิดท้ายงานบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ

งานบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมเป็นเจ้าภาพในวันนั้น ปิดท้ายด้วยการถวายเพลแด่พระภิกษุสงฆ์  และในที่สุดก็ได้เวลาที่เจ้าภาพร่วมจะได้กราบพระบรมศพ…

…ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ อยู่สองครั้ง  ครั้งแรกเมื่อได้รับ พระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระองค์  ผู้เขียนยังจำความรู้สึกของกระแสพระเมตตาที่เปี่ยมไปด้วยพลังได้เป็นอย่างดี

ในตอนนั้น ผู้เขียนยังอายุน้อยและไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน จึงไม่ทราบว่านั่นคือกระแสพระเมตตาอันอบอุ่น  ทราบแต่ว่าร่างกายของตนเองสามารถสัมผัสถึง “ออร่า” ที่มีพลังอย่างยิ่งชนิดที่ไม่เคยได้สัมผัสจากที่ใดอีกเลย

อีกครั้งคือเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ ๘๕ พรรษาในปีพ.ศ. ๒๕๕๕ เมื่อเสด็จออกมหาสมาคมที่สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม  ในตอนเสด็จฯ กลับรถพระที่นั่งเคลื่อนอย่างช้ามาก ๆ ผ่านถนนหน้าวัดเบญจมบพิตร ซึ่งผู้เขียนกำลังจะเดินกลับไปเรียกรถพอดีโดยไม่ทราบว่านี่เป็นเส้นทางเสด็จฯ กลับ เพราะเป็นคนละทางกับทางที่เสด็จฯ มา

ผู้เขียนจะไม่มีวันลืมพระพักตร์ที่แย้มพระสรวลอย่างสว่างไสวชนิดที่ผู้เขียนไม่เคยเห็นมาก่อนในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพวกเราพสกนิกรที่จู่ ๆ ก็ได้เข้าเฝ้าอย่างไม่คาดฝันในระยะใกล้ชิดมาก ๆ ชนิดสามารถเอื้อมมือไปแตะรถพระที่นั่งถึง

ความรู้สึกตื้นตันในอดีตที่ได้เข้าเฝ้าฯ ทั้งสองครั้งท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจอีกครั้งเมื่อผู้เขียนเงยหน้าขึ้นมองพระบรมโกศ  ในเวลานั้นเองที่ผู้เขียนตั้งจิตอธิษฐานต่อพระองค์ท่านว่าจะทำหน้าที่ของตนในการรับใช้ประเทศชาติให้ดีที่สุดตามพระบรมราโชวาทที่ทรงพระราชทานให้ในวันพระราชทานปริญญาบัตร และที่ผู้เขียนได้กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ต่อหน้าพระพักตร์ในวันนั้น

และนั่นคือเหตุผลที่ผู้เขียนทำทุกสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้

น้ำตาซึมขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผู้เขียนก้มลงกราบพระองค์ท่านด้วยหัวใจ  ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้…ไม่ง่ายเลยที่จะกราบถวายบังคมลา…

ผู้เขียนบอกตนเองว่า ถ้าจะให้มีบุญพอได้เกิดเป็นข้ารองพระบาทอีก  เราก็ต้องหมั่นสร้างกุศลให้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา…อย่างตั้งมั่นไปตลอดชีวิต…

…จนกว่าจะได้มีโอกาสกราบพระบาทอีกในกาลข้างหน้า…

King Waves

ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอกราบถวายบังคมลา…

พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ครั้งเสด็จฯ ออกสีหบัญชร เมื่อปี ๒๕๔๙ Cr ภาพ OKNation

King's Funeral Portrait

กราบถวายบังคมลาเบื้องหน้าพระบรมศพด้วยหัวใจที่แหลกสลาย…ขอมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย…ตราบนิจนิรันดร์

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙  Cr ข่าวสด

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่  (สามารถชำระเงินด้วย LinePay ได้ทันทีผ่านมือถือ)

—————

สนใจฝึกเจริญสติที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่คลิก ที่นี่  

สนในคอร์ส ทำขนมวิถีเซน กับดร.ณัชร ที่กรุงเทพ เสาร์ที่ 22 เม.ย. คลิก ที่นี่

สนในคอร์ส ทำขนมวิถีเซน กับดร.ณัชร ที่กรุงเทพ อาทิตย์ที่ 23 เม.ย. คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

Please follow and like us:
0