สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ทำไมเราตื้นตันน้ำตาไหลเวลาเห็นในหลวงร.๙

King Waves Edited

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่มาเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ในงานฉลองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปี  Cr ภาพ palaces-thai

**หมายเหตุ** บทความนี้เดิมเขียนขึ้นไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ดังนั้นพระนาม “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในบทความนี้ จึงหมายถึง สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

———————————

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 128

“…พอเห็นพระองค์ท่านโบกพระหัตถ์ ผมก็น้ำตาไหลเลยครับ  ไม่รู้ว่าทำไม  อยู่ ๆ ก็ไหลออกมา…”

“…พอขบวนรถท่านเสด็จฯ ผ่าน  พี่ก็น้ำตาท่วมเลย  ได้แต่โบกธง  พยายามจะตะโกนคำว่า “ทรงพระเจริญ” แต่มันพูดไม่ออกน่ะค่ะ  มันสะอื้นเฮือกออกมาจากข้างในอกเลย  ไม่รู้ว่าเป็นอะไรค่ะ…”

ผู้เขียนเชื่อว่า พวกเราชาวไทยที่มีความจงรักภักดีทุกคนคงจะเคยมีประสบการณ์ตื้นตันน้ำตาไหลหรืออย่างน้อยก็น้ำตาคลอกันบ้างเวลาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ไม่ว่าจากการได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯ ณ สถานที่จริงหรือเพียงการได้เห็นพระองค์ท่านผ่านสื่อต่าง ๆ

หลายคนพูดเหมือนกันว่า “ไม่รู้ว่าทำไม…”

วันนี้เราจะมาพบกับคำตอบว่า “ทำไม”

เชื่อหรือไม่ว่าทั้งวิทยาศาสตร์และพุทธศาสตร์มีคำตอบ!

“ปีติ” ในแง่วิทยาศาสตร์

ผู้เขียนได้อ่านนิยามของปีติในแง่วิทยาศาสตร์ครั้งแรกเมื่อได้ลงทะเบียนเรียนออนไลน์วิชา ศาสตร์แห่งสุข (The Science of Happiness) ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งเมืองเบิร์คลีย์เมื่อปีที่แล้ว

ผู้ริเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้คือศาสตราจารย์โจนาธาน ไฮด์ท (Jonathan Haidt) นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก  เขาตั้งคำถามว่า

 “ทำไมบางครั้งมนุษย์เราจึงรู้สึกตื้นตันถึงขั้นน้ำตาไหลเมื่อได้เห็นหรือรับรู้การทำความดีหรือความเสียสละของผู้อื่น… 

…ถึงแม้ตัวเราเองจะไม่ได้เป็นผู้ได้รับประโยชน์นั้นโดยตรง?”

King with People 2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเสด็จฯ เยือนถิ่นทุรกันดารเพื่อทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทุกคน  Cr ภาพ Bloggang

หลังจากการค้นคว้าวิจัย ศ.ไฮด์ทค้นพบสิ่งที่เขาเรียกว่า “Elevation” ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “ปีติ” อันมีนิยามว่า “ความรู้สึกอบอุ่นใจ ซาบซึ้งประทับใจ และการรู้สึกว่าจิตได้รับการยกขึ้น”

ศ.ไฮด์ทกล่าวว่า สภาวะ “ปีติ” นี้ จะเกิดขึ้นเมื่อเรา “ได้เห็นผู้อื่นทำความดี แสดงความเมตตากรุณา หรือความกล้าหาญ”

ทันทีที่เห็นคำนิยาม ผู้เขียนก็นึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาทันที

King with Child

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฏิสันถารกับเด็กที่ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือ  Cr ภาพ Ohayo-tepoy

“ปีติ” ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เราน้ำตาไหลเท่านั้น  แต่ศ.ไฮด์ทค้นพบว่ามันส่งผลให้เรา “ลงมือทำ” อะไรบางอย่างต่อไปด้วย!

ลองอ่านดูว่าคุณเองก็เป็นเช่นนี้หรือไม่

ผลที่ตามมาของ “ปีติ”

ศาสตราจารย์ไฮด์ทอธิบายว่าเมื่อภาวะ “ปีติ” นี้เกิดขึ้นกับใคร มันจะส่งผลให้ผู้นั้น

๑) อยากช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง

๒) อยากเป็นคนที่ดีขึ้นมีคุณธรรมขึ้น และ

๓) ทำให้เกิดความต้องการที่จะมีส่วนร่วมหรือผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกับบุคคลที่ทำให้เราเกิดความ “ปีติ” นั้นด้วย

ฟังแล้วยิ่งขนลุกและรู้สึกขึ้นมาว่า “ใช่เลย!”

เพราะไม่เพียงน้ำตาแห่งความปีติเท่านั้น  เมื่อคนไทยเราได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เราจะอยากทำสิ่งต่อไปนี้ด้วย คือ

๑) “ทำดีเพื่อพ่อหลวง” ในรูปแบบการช่วยเหลือผู้อื่น

๒) “ตั้งใจจะเป็นคนดีเพื่อพ่อ” และ

๓) ตั้งสัจจอธิษฐานว่า “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ซึ่งก็คือความประสงค์ที่จะ “ผูกพัน” เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ท่านนั่นเอง

ตรงเป๊ะครบทั้ง ๓ ข้อตามผลการวิจัยของศ.ไฮด์ททุกประการ!

Charity for Dad Post Today

ภาพประชาชนจิตอาสาทำสาธารณะประโยชน์ในโครงการทำดีเพื่อพ่อ  Cr ภาพ โพสต์ทูเดย์

“ปีติ” ที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไปไม่ถึง

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนไทยเราจะเกิดภาวะ “ปีติ” นี้ไม่เพียงแต่ในขณะที่เราเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความลำบากเท่านั้น

เพราะเพียงแค่ได้เห็นพระองค์ท่านโบกพระหัตถ์ให้ หรือแม้แต่การได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในขณะแย้มพระสรวลน้อย ๆ ในคลิปเพลงสรรเสริญพระบารมี  คนไทยเราก็สามารถเกิดภาวะ “ปีติ” นี้ได้เช่นกัน

อย่าว่าแต่การได้เห็นพระองค์ท่านเลย  ผู้เขียนเองและเชื่อว่าชาวไทยแทบทุกคนที่ไปรอเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ริมถนนก็เคยเกิดสภาวะ “ปีติ” น้ำตาไหลจากการเพียงได้เห็นรถพระที่นั่งประดับธงประจำพระองค์วิ่งช้า ๆ มาแต่ไกลแล้ว

King's Van teenee

รถพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังเคลื่อนมาช้า ๆ โดยมีพสกนิกรจำนวนมหาศาลเฝ้ารอรับเสด็จฯ อยู่สองข้างทาง  Cr ภาพ teenee

King in Car KhamsangEnglishพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงทอดพระเนตรพสกนิกรของพระองค์ที่มารอเฝ้ารับเสด็จฯ สองข้างทางด้วยพระเมตตา  Cr ภาพ Khanmsangenglish

คำอธิบายทางพุทธศาสตร์

ถึงแม้วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแค่ได้เห็นเพียงรถพระที่นั่งพร้อมธงประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังเคลื่อนที่มาช้า ๆ พวกเราคนไทยก็เกิดปีติตื้นตันน้ำตาไหลได้แล้ว แต่พุทธศาสตร์สามารถอธิบายได้

นั่นคือ จิตมนุษย์นั้นเป็น “ธาตุรู้” พูดง่าย ๆ ก็คือ จิตเราสามารถ “รับรู้” ได้ถึง “พระเมตตา” ที่มีต่อพวกเราตลอดมาทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ไม่ว่าในวินาทีนั้นสายตาเราจะกำลังเห็นภาพของพระเมตตาอยู่หรือไม่ก็ตาม!

พระเมตตาที่บางท่านอาจยังไม่รู้

พระเมตตานั้นลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นด้วยตาจากพระราชกรณียกิจที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงช่วยราษฎรตามถิ่นทุรกันดารมากมายนัก เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง “เจริญเมตตาภาวนา” ให้พสกนิกรและสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่เสมอด้วย

การเจริญเมตตาภาวนา  คือการตั้งจิตเป็นสมาธิ ส่งความเมตตาปรารถนาดีอยากเห็นผู้อื่นเป็นสุขที่ส่งออกมาจากหัวใจอย่างไร้เงื่อนไขและไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน

King with Yatoom Anat Bunnag

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฏิสันถารกับคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ วัย 102 ปี ที่มาเฝ้ารอถวายดอกบัว 3 ดอกตั้งแต่เช้า Cr คุณอาณัติ บุนนาค

จากการศึกษาคำปรารภของเหล่าพระอริยสงฆ์ของไทยทุกองค์ที่พูดถึงพระองค์ท่าน ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญเมตตาภาวนาเพื่อพวกเราทุกวันอย่างแน่นอน

King with Luang Ta Dhammajak

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542  Cr ภาพ Dhammajak

นอกจากนี้ในทุก ๆ วันพระ (อย่างน้อยในช่วงก่อนที่จะมีพระชนมพรรษามากขึ้นและทรงพระประชวร) ก็ยังทรงรักษาอุโบสถศีล หรือศีล ๘  และทรงอธิษฐานบุญกุศลนั้นให้พสกนิกรอย่างพวกเราทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขอีกด้วย

“จิต” รู้ แม้ “สมอง” ยังไม่รู้!

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงยอมสละความสะดวกสบายส่วนพระองค์ งดพระกระยาหารเย็น งดเว้นมหรสพในวันพระ รักษาศีลเจริญภาวนา เพื่อที่จะทรงอธิษฐาน “ยกส่วนบุญกุศลนั้นให้ประชาชนทุกคน” มาเป็นเวลาหลายสิบปีนั้น  “จิต” ซึ่งเป็นธาตุรู้ของพวกเราต้องรับรู้ได้แน่นอน

“จิต” ของพวกเราทุกคนได้รับพระเมตตาและพระกุศลที่ทรงอุทิศให้พวกเรามาโดยตลอด  ดังนั้นจิตจึง “รู้” และ “จำได้”

ถึงแม้ “สมอง” ของพวกเราจะยังไม่เคยทราบเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนก็ตาม!

และนั่นคือคำอธิบายทางพุทธศาสตร์ว่า  “ทำไมเราถึงตื้นตันน้ำตาไหลเมื่อเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

King Peers Out Windows bloggang

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรลงมายังประชาชนที่เข้าเฝ้าฯ อยู่ด้านล่างของโรงพยาบาลศิริราช  ใจของผู้เขียนรู้สึกว่า แม้ขณะนี้ก็ยังทรงทอดพระเนตรลงมาที่พวกเราจากเบื้องบนอยู่ด้วยความห่วงใยเสมอ  Cr ภาพ bloggang

อย่าเพียงแต่โศกเศร้า แต่เราจงสืบสานพระราชปณิธาน

วันนี้ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จฯ สู่สวรรคาลัยแล้ว  พวกเราชาวไทยอย่าเพียงแต่โศกเศร้า  แต่เราจงร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานด้วยการ “ทำดีเพื่อพ่อ” กันตลอดไปเถิด  เพื่อที่เราจะได้มีกำลังกุศลพอที่จะได้ “เกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” จริง ๆ สมดังคำอธิษฐาน

————-

 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” ของผู้เขียน หากมีกุศลใดที่เกิดขึ้นจากการเผยแพร่บทความนี้เป็นธรรมทาน  ผู้เขียนขอถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งหมด  ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้มีโอกาสเกิดเป็นข้ารองพระบาทในชาตินี้

และขอให้ทีมงานทุกท่านที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะได้มีส่วนร่วมในกุศลดังกล่าวไปด้วยทุกประการ

Please follow and like us:
0

ถอดรหัสบูชิโด ตอน 1

chuudan

ภาพการฝึกเดี่ยวดาบไม้ในวิชา kenjutsu เพื่อการขัดเกลาจิตใจตนเอง  Cr ภาพจาก lehu.pt

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 122

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 5

ถ้าจะพูดถึงญี่ปุ่น แต่ห้ามใช้คำว่าญี่ปุ่น คุณจะใช้คำว่าอะไรกันบ้าง?

“ปลาดิบ”  “ซามูไร”  “อาทิตย์อุทัย”  “พี่ยุ่น” และ… “บูชิโด”

สี่คำแรกนั้นชัดเจนอยู่แล้ว  แต่คำว่า “บูชิโด” นี่สิ  คุณเคยสงสัยไหมว่ามันคืออะไรกันแน่?

ในตอนก่อนหน้า เราได้พูดไปถึงการที่ชาวญี่ปุ่นใช้ธรรมชาติรอบตัวมาพัฒนาตนเองตั้งแต่ยุคโบราณ  และได้เจาะไปที่ชนกลุ่มหนึ่งที่เป็น “นักพัฒนาตนเองตัวพ่อ” ของญี่ปุ่น  นั่นก็คือ ชนชั้นซามูไร

คำคำหนึ่งที่ผู้คนมักพูดถึงเมื่อกล่าวถึงเรื่องการศึกษา หรือการทำงานของญี่ปุ่น คือคำว่า “บูชิโด” หรือ “วิถีแห่งนักรบ”

คำคำนี้ สะท้อนระเบียบวินัย จิตวิญญาณความอดทน ต่อสู้ต่อความยากลำบาก และความทุ่มเท ของชาวอาทิตย์อุทัยได้ดีเสมอ   แต่คุณทราบหรือไม่ว่าแม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้เต็มที่ว่า

“บูชิโด” คือ อะไร

จนทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นก็ยังเห็นไม่ตรงกันอยู่หลายเรื่อง  ดังนี้

บูชิโด คืออะไร  เริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่? 

ประการแรก คือการเห็นไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรกันแน่  ระหว่าง จรรยาบรรณ (code of conduct)  จริยธรรม (ethics) หลักศีลธรรม (morality) หลักจรรยามารยาท (social etiquettes)  หรือว่าเป็นปรัชญา (philosophy)

ประการที่สอง  เห็นไม่ตรงกันว่า “บูชิโด” เริ่มปรากฎขึ้นในญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่

นักวิชาการทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเห็นว่าบูชิโดน่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคคามาคูระ (ค.ศ. 1185-1333)  ในขณะที่พจนานุกรมเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่นชื่อ Shogakukan Kokugo Daijiten ที่จัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางถึง 3,000 คน กลับเห็นว่าน่าจะเริ่มมีมาจากสมัยมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573)

แต่สารานุกรมสองภาษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นโดยสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นคือ Kodansha ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกกลับกล่าวว่า บูชิโด เป็นแนวคิดจากยุคโตกุกาว่า หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคเอโดะ (ค.ศ. 1600-1868)

ถ้าคุณคิดว่าแค่นี้ก็น่ามึนพอแล้ว ผู้เขียนอยากจะบอกว่ามีที่มึนยิ่งกว่านี้อีก!

บูชิโด อะไร?  ไม่รู้จัก!

ในยุคเอโดะเป็นยุคที่แนวคิดแนวประพฤติปฏิบัติของชนชั้นนักรบเริ่มชัดเจนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคก่อน ๆ ที่ต่างกันไปแล้วแต่แคว้น  แต่เชื่อหรือไม่ว่าเหล่าซามูไรทั้งหลายก็ไม่ได้เรียกวิถีการใช้ชีวิตของตนเองว่า “บูชิโด” เสียด้วยซ้ำ!

เรียกว่าถ้าเรานั่งไทม์แมชชีนกลับไปในยุคเอโดะ หรือยุคใดก็ได้ก่อนหน้านั้นที่เหล่านักรบเป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่นแล้วถามเหล่าซามูไรว่า  “บูชิโด” คืออะไร  พวกเขาคงจะมองท่านแปลก ๆ

ในยุคเอโดะ เหล่าซามูไรเรียกวิถีการใช้ชีวิตของพวกตนต่าง ๆ กันออกไป  เช่น  ชิโด (士道)หรือ วิถีของสุภาพบุรุษ  บุโด (武道)หรือ วิถีแห่งทหาร  หรือ โมะโนะโนะฟุ โนะ มิจิ (もののふ の 道)เส้นทางแห่งนักรบ ฯลฯ

อ้าว…ถ้าในยุคที่ซามูไรครองอำนาจจริง ๆ นั้นเขาไม่มีคำว่า บูชิโด กัน  แล้วคำนี้มันมาจากไหนกันล่ะ?

คำที่คนรุ่นหลังสร้างขึ้น

คำตอบก็คือ  คำว่า “บูชิโด” นี้ เพิ่งจะเริ่มมาแพร่หลายก็ต่อเมื่อชนชั้นซามูไรถูกยกเลิกไปจากญี่ปุ่นแล้วต่างหาก!  นั่นก็คือ ยุคเมจิ (ราวสมัยรัชกาลที่ ๕ ของไทย) เมื่อญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาตนเองตามแบบตะวันตก  คำนี้เกิดขึ้นตามกระแสรักชาติจากนักคิด นักเขียน ยุคดังกล่าว

แต่ไม่ว่าเหล่านักวิชาการจะมองว่าบูชิโดคืออะไรหรือเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคไหนกันแน่ก็ไม่น่าจะสำคัญเท่าคำถามที่ว่า…

“เพราะเหตุใด  แนวคิดบูชิโดจึงประสบผลสำเร็จในการพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่ซามูไรได้เป็นอย่างดี  จนทำให้เป็นกลายเป็นกลุ่มชนตัวอย่างของชนชั้นอื่น ๆ ในสังคมได้  และเป็นมรดกตกทอดมาสู่ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้”

เราจะตอบคำถามนี้ในตอนต่อ ๆ ไป  แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักคำว่า บูชิโด ให้มากขึ้นกันก่อน

ภาษาสะท้อนแนวคิด…ถอดรหัส “บูชิโด”

จะถอดรหัสกันทั้งที  เรามาดูกันทั้งคำแปลตรง ๆ และความหมายโดยนัยกันดีกว่า

ความหมายโดยนัยนั้นสำคัญมาก  เพราะชาวญี่ปุ่นนั้นเป็นชนชาติที่นิยมการสื่อสารแบบอ้อม ๆ โดยนัยยะมากที่สุดในโลกก็ว่าได้  เช่น

ในภาษาพูดก็ชอบละประโยคท้ายไว้ค้าง ๆ อย่างนั้น…

ในขณะเดียวกันก็นิยมใช้ภาษาสีหน้าแววตาท่าทางร่างกายสื่อความในใจ…

หรือนิยมใช้ “สัญญะ” ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น พระเซนสื่อสารเรื่อง “ความว่างอย่างเซน” ด้วยการใช้พู่กันวาดรูปวงกลมที่เรียกว่า Ensō

หรือเวลาที่ซามูไรนั่งสนทนากันแล้วแลกดาบกันชม (โดยดาบยังอยู่ในฝัก  เพื่อชื่นชมดาบในฐานะงานศิลปะอย่างหนึ่ง) พวกเขาจะส่งให้กันในแนวนอน โดยหันด้ามจับไปยังมือข้างถนัดของอีกฝ่าย พร้อมทั้งหันด้านคมเข้าตนเองเสมอเป็นการสื่อถึงความใส่ใจ ความเคารพและการไม่ประสงค์ร้าย

zen-enso

ภาพ Ensō วงกลมที่แทนความว่างอย่างเซน  Cr ภาพ zen-brush.com

ความหมายตามตัวอักษรของคำว่า บูชิโด

ถ้าจะแปลกันตรง ๆ ตามตัวอักษร  คำว่า บูชิโด (武士道)หมายถึง วิถีการใช้ชีวิตแห่งนักรบ  โดยอักษรตัวแรกคือ บุ (武)แปลว่า การทหาร นักรบ และทักษะในเรื่อง “บู๊” ประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ ผู้เขียนคาดว่าคนไทยออกเสียงว่า บู ตามตัวสะกดภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็เพราะเห็นว่าเป็นคำเดียวกันกับ บู๊ ในภาษาจีนแต้จิ๋ว

คำว่า ชิ (士)หมายถึง นักรบ ผู้ใฝ่วิชา ผู้ชาย สุภาพบุรุษ

คำว่า โด (道)หมายถึง ทาง  ซึ่งอาจหมายถึงถนนหนทางจริง ๆ หรือหมายถึง วิถี หรือ มรรควิธีก็ได้

คำว่า บูชิ หรือ สุภาพบุรุษนักรบ นั้น  เป็นคำจากภาษาจีนที่เข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อญี่ปุ่นรับเอาวรรณคดีจีนเข้ามาศึกษา  เดิมนั้นญี่ปุ่นเองก็มีคำเรียกนักรบอยู่แล้วเป็นภาษาท้องถิ่นของตนเองอย่างน้อยสองคำได้แก่ Tsuwamono (強者 นักรบที่แข็งแรง) และ Mononofu (もののふ นักรบ)

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการใช้คำว่า บูชิ นี้ครั้งแรกใน Shoku Nihongi ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นระหว่างปีค.ศ. 679-791 โดยคำว่า บูชิ ปรากฏอยู่ในบทที่เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 721 ในบริบทที่บ่งบอกถึงความชื่นชมและความต้องการนักรบในอุดมคติที่มีความเชี่ยวชาญด้าน “บุ๋น” ด้วย

ถ้าคุณคิดว่าปีค.ศ. 721 (พ.ศ. 1264) ฟังดูช่างยาวนานมาแล้วสำหรับการเริ่มเอ่ยถึงชนชั้นนักรบ  แต่แท้ที่จริงมีหลักฐานว่านักรบก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในญี่ปุ่นตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว  หรือก่อนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจะเริ่มขยายอำนาจมาทางเอเชียเกือบร้อยปี และก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้จะรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวถึงเกือบสองร้อยปี!

จึงไม่น่าแปลกใจถึงอิทธิพลของเหล่านักรบญี่ปุ่นในอดีตที่มีต่อชาวญี่ปุ่นโดยรวมจวบจนทุกวันนี้

สุภาพบุรุษผู้หยุดคมหอก

William Scott Wilson ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวรรณกรรมนักรบ  เลือกที่จะตีความคำว่า “บูชิโด” ด้วยหลักทางภาษาศาสตร์ในแง่รากศัพท์  Wilson เห็นว่า  คำว่า บุ (武)นั้น มาจากรากศัพท์สองคำคือ คำว่า หยุด (止)และคำว่า หอก (戈)

ดังนั้น แม้ว่าทุกวันนี้คำว่า “บุ” จะมีความหมายว่า “บู๊” หรือ เรื่องการทหาร  ในเนื้อแท้ของคำนั้นจริง ๆ แล้วหมายถึงการหยุดการคุกคามจากฝ่ายตรงข้าม  นั่นก็คือ เป็นผู้ตั้งรับมากกว่าจะเป็นผู้ที่ก้าวร้าวบุกรุก

คำว่า ชิ (士)นั้น ไม่ได้แปลว่านักรบอย่างเดียว  แต่ยังหมายถึงสุภาพบุรุษ ผู้ใฝ่รู้ และนักวิชาการด้วย

ส่วนคำว่า โด (道)นั้น มาจากรากศัพท์คำว่า คอ (首)และคำว่า การเคลื่อนไป (⻌)

ซึ่งเมื่อมารวมกันแล้ว  Wilson วิเคราะห์ว่าเป็นคำที่สะท้อนให้เห็นถึง “การกระทำ(การเคลื่อนไป) ที่เกิดขึ้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญ (ผ่านคอและหัว) ดีแล้ว”

สรุปก็คือ  ถ้าจะดูทั้งความหมายตรง ๆ และความหมายผ่านทางรากศัพท์  บูชิโด น่าจะหมายถึง “การกระทำของสุภาพบุรุษนักรบที่ผ่านการใคร่ครวญใตร่ตรองดีแล้ว”

หรืออีกนัยหนึ่ง  คือการกระทำทุกสิ่งด้วย “สติ” นั่นเอง!

ในตอนหน้า พบกับความหมายโดยนัยยะของ “บุ” และ “โด” ที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งอย่างยิ่งในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นมามากว่า 2,000 ปี!

เรียนรู้จากซามูไร 

  1. การที่จะเข้าใจสิ่งใดก็ตามไม่ควรทำอย่างผิวเผิน  อย่าเพิ่งลงความเห็นแบบฟันธงสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งจนกว่าเราจะศึกษาสิ่งนั้น ๆ หรือบุคคลนั้น ๆ อย่างลึกซึ้งเสียก่อน
  2. สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การศึกษาว่าสิ่งนี้คืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่คือการรู้จักตั้งคำถามว่าสิ่งนี้สร้างคุณค่าให้ชีวิตและสังคมได้อย่างไร
  3. บางครั้งการสื่อสารโดยนัยก็สามารถสื่อความหมายได้มีพลังกว่าการสื่อสารตรง ๆ
  4. ผู้ที่จะเป็นนักปกครองคนควรจะทำอะไรโดยผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยสติอย่างดีก่อน
  5. ครั้งต่อไปที่มีคนชวนท่านถกเถียงเรื่อง “บูชิโด” บางทีวิธีที่ดีสุดในการตอบอาจเป็นการวางท่าทีแบบเซน ๆ นั่นก็คือการนิ่งเสียแล้วก็ยิ้มน้อย ๆ เท่านั้น…

——————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

—————

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

—————

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

สง่างาม ด้วยความดี สมศักดิ์ศรีซามูไร

boshin war

ภาพเหล่าซามูไรปลายยุคเอโดะกำลังศึกษาแผนที่ในช่วงสงครามกลางเมืองโบชิน  Credit ภาพ kaigainoomaera

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 117

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 4

ในตอนก่อน ๆ เราได้พูดถึงซามูไรยุคคลาสสิก และยุคกลางกันมาแล้ว  แต่ซามูไรยุคที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาตนเองของชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมากที่สุดคือซามูไรยุคก่อนสมัยใหม่ (ค.ศ. 1600-1868)  ถ้าเทียบกับไทยคือจากรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนถึงปีแรกในรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ยุคนี้เรียกได้ 2 ชื่อ คือ ยุคเอโดะ (เรียกตามชื่อเมืองที่ตั้งรัฐบาล ปัจจุบันคือกรุงโตเกียว) หรือยุคโตกุกาว่า (เรียกตามชื่อตระกูลของโชกุนที่ครองอำนาจตลอดยุคนั้น)

ยุคเอโดะเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดของญี่ปุ่น  เริ่มจากการเข้าสู่สภาวะสงบสุขปราศจากสงครามระหว่างแคว้นเป็นครั้งแรกในตอนต้นยุคหลังจากที่ญี่ปุ่นทั้งประเทศต้องฝ่าฟันสงครามกลางเมืองติดต่อกันมาร่วมสองร้อยปี

==เมื่อซามูไรต้องตั้งรับความเปลี่ยนแปลง==

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมชนิดขุดรากถอนโคน คือรัฐบาลทหารของโชกุนในตระกูลโตกุกาว่าได้ประกาศแบ่งประชาชนออกเป็น 4 ชนชั้นอย่างชัดเจน  โดยมีซามูไรเป็นชนชั้นสูงสุด ทำหน้าที่เป็นนักปกครองเท่านั้น  ห้ามทำการค้าขายหรือเลี้ยงชีพด้วยวิธีอื่น ๆ

ถึงแม้ซามูไรจะมีสถานะทางสังคมสูงสุด  พวกเขากลับประสบความลำบากทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่เคยเป็นผู้ปกครองแต่ละพื้นที่โดยตรงและมีรายได้จากการเป็นเจ้าของสิทธิ์ที่นาเองก็ต้องสละสิทธิ์นั้นมาเป็นข้าราชการพลเรือน  โดยรับเงินเดือนจากส่วนกลางที่จ่ายเป็นปริมาณข้าวสารต่อปีแทน

ปีใดที่มีภัยแล้งหรือน้ำท่วม ผลผลิตข้าวได้รับผลกระทบ  ซามูไรจำนวนไม่น้อยก็เกิดความขัดสนอย่างมาก  ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก

==ลำบากกายอยู่ง่าย ลำบากใจอยู่ยาก==

นอกจากนั้นเหล่าซามูไรยังได้รับ “ผลกระทบทางใจ” ด้วย  พวกเขาต้องพยายามดิ้นรนมองหาบทบาทหน้าที่ตลอดจนเป้าหมายของชีวิตตนเองใหม่

ภาษาญี่ปุ่นเรียกเป้าหมายของชีวิตว่า ikigai (生き甲斐)คนญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังให้ความสำคัญกับ ikigai นี้มากพอ ๆ กับเหล่าซามูไรยุคเอโดะ  โดย ikigai นี้เป็นแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจสำคัญในการทำให้ชาวญี่ปุ่นลุกขึ้นมาทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า

ในยุคเอโดะ  เหล่าซามูไรต้องตอบตนเองให้ได้ว่า นักรบในยุคที่ปราศจากสงครามนั้นจะทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้างเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ  “เพราะเหตุใด” เหล่าซามูไรโดยเฉพาะชั้นผู้น้อยจึงสามารถอดทนต่อสภาพยากจนค่นแค้นและความอึดอัดขัดข้องต่าง ๆ ในยุคนี้ได้โดยไม่ลุกขึ้นมาทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่สร้างความยากลำบากให้กับตน

นอกจากความอดทนแล้ว  เหล่าซามูไรยังสามารถแสดงความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และความมีระเบียบวินัยอย่างเป็นที่ยกย่องและยอมรับนับถือของคนทั้งสังคมได้อีกด้วย

พูดง่าย ๆ ก็คือ แม้จะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีความเป็นอยู่อย่างขัดสน ซามูไรส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นข้าราชการที่ใจซื่อ มือสะอาดนั่นเอง

ซามูไรเหล่านั้นสามารถมีระเบียบวินัย อดทนทำสิ่งที่ทำได้ยากนั้นได้เพราะพากันประพฤติปฏิบัติตามวิถี “บูชิโด” (武士道)หรือ “วิถีแห่งนักรบ”   ซึ่งเราจะได้พูดถึง “บูชิโด” นี้อย่างละเอียดขึ้นในตอนต่อ ๆ ไป

==เป้าหมายในการพัฒนาตนเองของซามูไรยุคเอโดะ==

คำสรุปสั้น ๆ ของซามูไรในอุดมคติยุคเอโดะ คือ “bun bu ryou hou (文武両方)”  ซึ่งแปลว่า “(ผู้)เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊”

นั่นก็คือ  นอกจากควรมีฝีไม้ลายมือด้านศิลปะป้องกันตัวและมีบุคลิกลักษณะที่อาจหาญสมกับความเป็นทหารแล้ว ซามูไรในยุคเอโดะยังถูกคาดหวังให้เชี่ยวชาญให้รู้หนังสืออย่างแตกฉานอีกด้วย

โดยต้องอ่านทั้งประวัติศาสตร์  คำสอนทางพุทธศาสนา  คัมภีร์คุณธรรมของขงจื๊อ  คัมภีร์เต๋าของเล่าจื๊อและเม่งจื๊อ  ตำราพิชัยสงครามและกลยุทธทางการทหารต่าง ๆ  ไปจนถึงวรรณคดีคลาสสิกทั้งของจีนและของญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้นซามูไรชั้นสูงยังถูกคาดหวังให้สามารถแต่งกลอนเป็น และเชี่ยวชาญทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การเขียนพู่กันจีน ฯลฯ ด้วย

ส่วนการเจริญสติแบบเซนในวัดโดยตรงนั้นถึงแม้ในยุคเอโดะจะไม่แพร่หลายเหมือนในยุคกลาง  แต่ก็ยังแฝงมาในการฝึกตนผ่านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น ศิลปะป้องกันตัว พิธีชงชา เป็นต้น

==ชายชาติซามูไร  สละได้แม้ชีวิต==

ซามูไรตัวอย่างคนหนึ่งจากต้นยุคเอโดะคือแม่ทัพชื่อ โทริอิ โมโตทาดะ  ผู้ยอมสละชีพพร้อมลูกน้องโดยการต่อสู้ปกป้องปราสาทฟุชิมิจากทัพข้าศึกที่ใหญ่กว่ากองกำลังของตนหลายสิบเท่า เพื่อซื้อเวลาให้เจ้านายของตนคือ โตกุกาว่า อิเอยาสุ มีเวลาคุมทัพออกไปรบที่อีกสมรภูมิหนึ่งได้อย่างปลอดภัย ส่งผลให้อิเอยาสุสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโชกุนคนแรกของยุคเอโดะได้สำเร็จในที่สุด

สองสามวันก่อนการรบเพื่อพลีชีพให้อิเอยาสุ  โมโตทาดะเขียนจดหมายสั่งเสียครั้งสุดท้ายถึงลูกชายคนโต ทาดามาสะ ไว้อย่างกินใจว่า

“…ที่จริงมันก็ไม่ยากเกินความสามารถของพ่อหรอกลูกที่จะทะลวงด่านข้าศึกออกไปเพื่อเอาตัวรอด…แต่ถ้าทำอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่นักรบอย่างแท้จริง…พ่อขอยืนหยัดต่อสู้กองทัพของทั้งประเทศ…และถึงแม้จะมีทหารน้อยกว่าข้าศึกถึงหนึ่งต่อร้อย  พ่อก็จะตั้งป้อมสู้ยิบตา และยอมตายอย่างสง่างามที่นี่…”

“…พ่อจะทำให้ข้าศึกเห็นว่าการแสดงความอ่อนแอออกมานั้นไม่ได้อยู่ในธรรมเนียมของตระกูลเจ้านายของเรา ท่านอิเอยาสุ เลยแม้แต่น้อย…”

“…ในวิถีของนักรบนั้นการสละชีวิตของตัวเองเพื่อเจ้านายเป็นหลักการที่จะไม่มีวันเปลี่ยน  และพ่อเองก็นึกถึงความจริงข้อนี้มาก่อนหน้าแล้วอยู่บ่อย ๆ  ดังนั้นในสถานการณ์ที่พ่อกำลังเผชิญอยู่นี้ (แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัว) พ่อกลับมองว่าพ่อต้องเป็นที่อิจฉาของคนที่เข้าใจในวิถีของนักรบอย่างแน่นอน…”

“…จำไว้นะลูกว่า เจ้าจงมีสติรอบคอบ มีความสุขุมลุ่มลึกในการกระทำทุก ๆ อย่างของเจ้า  และจะต้องมีมารยาทที่เหมาะที่ควรอยู่เสมอ…จงสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันระหว่างเจ้านายและลูกน้อง  และจงมีความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า…จงให้รางวัลและลงโทษอย่างถูกต้องเหมาะสมและยุติธรรมเสมอ…”

“…สิ่งสุดท้ายที่พ่ออยากจะบอกเจ้าก็คือ หน้าที่ลูกผู้ชายนั้นตั้งอยู่บนรากฐานแห่ง “ความจริง คำสัตย์ และ สัจจะวาจา”…พ่อขอฝากเจ้าไว้เท่านี้…นอกจากนี้พ่อไม่มีอะไรจะบอกเจ้าอีกแล้ว…”

แม่ทัพโมโตทาดะสามารถนำกองกำลังกองเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยคนต้านทัพหลายหมื่นคนของแม่ทัพอิชิดะได้ถึง 10 วัน และยังนำลูกน้องออกต่อสู้จนเหลือ 10 คนสุดท้าย

ในที่สุด ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1600 แม่ทัพโมโตทาดะก็ได้สละชีพอย่างสมศักดิ์ศรีซามูไร ที่แม้กระทั่งฝ่ายข้าศึกยังให้ความเคารพ

Torii_Mototada

ภาพแม่ทัพ โทริอิ โมโตทาดะ  Credit ภาพ Wikipedia

==ที่มาของความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวญี่ปุ่น==

หนึ่งในสิ่งที่แม่ทัพโมโตทาดะสั่งเสียลูกชายไว้ก็คือให้สร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่คณะ  นี่เป็นอีกหนึ่งมรดกที่ซามูไรยุคเอโดะทิ้งไว้ให้กับชาวญี่ปุ่น

นอกจากความพยายามของผู้บังคับบัญชาที่จะสร้างความสามัคคีในหมู่ซามูไรแล้ว  กลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมในยุคเอโดะเริ่มตั้งแต่ครอบครัวขึ้นไปก็ถูกสถานการณ์บังคับให้สามัคคีกลมเกลียวกันด้วย

ทั้งนี้เพราะมีกฎหมายของรัฐบาลของโชกุนที่ระบุให้กลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมต้องรับผิดชอบหากสมาชิกในกลุ่มคนใดทำความผิด

เช่น หัวหน้าครอบครัวหรือผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดชอบแทนสมาชิกครอบครัวและลูกบ้าน  หรือให้ทั้งหมู่บ้านรับผิดชอบร่วมกันหากมีบ้านใดบ้านหนึ่งทำผิด

ดังนั้น หากมีความสามัคคีกลมเกลียวกันดี  สมาชิกในกลุ่มก็ย่อมรู้สึกเกรงใจ ไม่อยากทำให้คนอื่น ๆ ในกลุ่มของตนเดือดร้อนเพราะตนนั่นเอง  (ซึ่งความเกรงใจว่าจะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็ได้กลายเป็นลักษณะนิสัยสำคัญของชาวญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้)  นับว่าเป็นกุศโลบายการปกครองคนที่ชาญฉลาดของโชกุนในตระกูลโตกุกาว่าในการนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง

เมื่อบ้านเมืองสงบสุข รัฐก็สามารถนำทรัพยากรที่มีไปใช้พัฒนาบ้านเมืองอย่างเต็มที่ได้

==แนวทางการพัฒนาตนเองที่ไม่ลืมรากเหง้า==

ในช่วงปลายยุคเอโดะ  ชนชั้นซามูไรจำต้องผันตัวไปทำอาชีพต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด  เช่น ทำการค้า (บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทในปัจจุบันก็มาจากตระกูลซามูไร เช่น มิตซูบิชิ) หรือ สอนหนังสือ

ในตอนปลายยุคเอโดะนี้เองที่เหล่าซามูไรและชาวเมืองทั่วไปเริ่มมีการศึกษาวิทยาการต่าง ๆ จากตะวันตกอย่างจริงจังแพร่หลาย  แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทิ้งจริยธรรมและจิตวิญญาณของชาติตนไป  ดังคำกล่าวของซามูไรนักวิชาการชื่อดังคนหนึ่ง คือ ซะกุมะ โชซัง ว่า “พึงเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตะวันตกแต่นำมาปรับใช้ด้วยจริยศาสตร์แบบตะวันออก”

คำกล่าวนี้ภายหลังถูกย่อเหลือเพียง “เทคนิคแบบตะวันตก จิตวิญญาณแบบญี่ปุ่น” (wakon yousai 和魂洋才)  ซึ่งเป็นแนวคิดที่ญี่ปุ่นใช้พัฒนาชาติ พัฒนาตนเอง และพัฒนาองค์กรทางธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้

800px-First_Japanese_treatise_on_Western_anatomy

ภาพหนังสือเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์แบบตะวันตกเล่มแรกของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1774 (พ.ศ. 2317 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี)    Credit ภาพ Wikipedia

RangakuElectricityManual Wikipedia

ภาพจากวารสารเกี่ยวกับการทำงานของระบบไฟฟ้าเล่มแรกของญี่ปุ่น ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1811 (พ.ศ. 2354 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)  จะเห็นว่าแม้จะเป็นการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตะวันตก ชาวญี่ปุ่นยังใส่ใจนำเสนออย่างมีศิลปะงดงามประณีตตามแบบญี่ปุ่น   Credit ภาพ Wikipedia

==เมื่อพัฒนาตนเองแล้ว ก็ช่วยพัฒนาผู้อื่น==

สาเหตุสำคัญที่ญี่ปุ่นในยุคเอโดะพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วก้าวกระโดดก่อนใครในเอเชียก็เพราะมีอัตราการรู้หนังสือสูงมากในหมู่ประชากร  โดยในกรุงเอโดะเองมีอัตราการรู้หนังสือสูงถึง 80% และอัตราการรู้หนังสือทั่วประเทศสูงถึง 40-50%  ซึ่งเทียบได้กับอัตราเฉลี่ยในยุโรปยุคเดียวกัน และสูงกว่าในยุโรปบางประเทศอีกด้วย

แน่นอนว่าผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาของญี่ปุ่นอย่างมากในยุคนั้นก็คือเหล่าซามูไรนั่นเอง  เพราะนอกจากโรงเรียนสำหรับเหล่าซามูไรในแต่ละแคว้นโดยเฉพาะ (hanko) แล้ว  เหล่าซามูไรยังผันตัวมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับทั้งลูกหลานซามูไรและสามัญชนตาม “โรงเรียนวัด terakoya 寺子屋” อีกด้วย

terakoya 1

ภาพซามูไรช่วงกลางยุคเอโดะสอนหนังสือใน “โรงเรียนวัด terakoya 寺子屋”  Credit ภาพ apjif.org

terakoya 2

ภาพซามูไรช่วงปลายยุคเอโดะ (ในภาพ ราวค.ศ.1830 หรือ พ.ศ. 2373 ต้นสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย) สอนการวาดภาพด้วยพู่กันจีนแก่เด็กชายหญิงใน terakoya  Credit ภาพ tanken.com

ในตอนหน้า เราจะมาทำความรู้จัก “บูชิโด” ที่เป็นแก่นของการฝึกฝนพัฒนาตนเองของเหล่าซามูไรโบราณญี่ปุ่นจนมีคุณสมบัติเลื่องชื่อไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

==เรียนรู้จากซามูไร==

  1. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องหมั่นศึกษาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคม และหมั่นพัฒนาปรับปรุงตนเองให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ
  2. แม้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใด หากใจมีหลักยึด มีที่พึ่ง คนเราก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสง่างาม
  3. คนเราควรมี ikigai หรือ เป้าหมายของชีวิต เพื่อเป็นแรงผลักดันหรือแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งที่มีคุณค่า เหมือนเหล่าซามูไรยุคเอโดะที่แม้จะขัดสนลำบากแต่ก็ยังอยากใช้ชีวิตเพื่อทุ่มเททำงานให้สังคมต่อไป  เพราะเขาไม่ได้ทำงานเพื่อชื่อเสียงเงินทอง  แต่ทำงานเพื่อให้ชีวิตมีความหมายและมีคุณค่า  ซึ่งในที่สุดแล้วก็นำความสุขใจมาให้
  4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ควรทำควบคู่กันอย่างสมดุลย์ทั้งทางบุ๋นและบู๊ เรียนรู้สรรพศาสตร์ต่าง ๆ ออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง และมีการพัฒนาขัดเกลาจิตใจควบคู่ไปด้วย
  5. สุดยอดผู้นำต้องฝึกสติ มีมารยาท มีความเมตตา และยึดคำสัตย์ยิ่งชีพ
  6. หากทุกคนมีจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกันต่อกลุ่มสังคมที่ตนสังกัดอยู่ สังคมก็จะสงบสุขเจริญรุ่งเรือง
  7. การพัฒนาตนเองและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ควรเป็นการพัฒนาแบบไม่ลืมรากเหง้า
  8. การพัฒนาตนเองที่แท้จริง ควรเป็นไปเพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น

———————-

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

———————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่

———————-

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————————–—–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

———————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

———————-

Please follow and like us:
0

ข้อคิดจากหัวใจซามูไรในยุคกลาง

The Daibutsu ("Large Buddha") in Kamakura in spring with cherry blossoms

ภาพไดบุทสุ  พระพุทธรูปองค์ใหญ่สัญลักษณ์ของเมืองคามาคุระที่โชกุนคนแรกเลือกเป็นที่ตั้งรัฐบาล ยังตั้งตระหง่านอยู่จนทุกวันนี้  Cr ภาพ acprail

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 116

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนที่ 3

ใน 2 ตอนที่แล้ว เราได้คุยกันถึงวิธีที่คนญี่ปุ่นได้อาศัยปัจจัยทางภูมิศาสตร์มาพัฒนาตนเอง และได้เจาะไปที่ชนชั้นซามูไร ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองมาตั้งแต่ 1,200 กว่าปีมาแล้ว โดยตอนที่แล้วเราพูดถึงซามูไรในยุคคลาสสิกของญี่ปุ่น (ค.ศ. 592-1185)

ในตอนที่ 3 นี้ เราจะมาทำความรู้จักกับซามูไรในยุคถัดไป คือ ยุคกลาง  ได้แก่ยุคคามาคุระ (ค.ศ. 1185-1333)  ยุคมุโรมาจิ (ค.ศ. 1336-1573) และยุคอะซึจิ-โมโมยาม่า (ค.ศ. 1568-1603) เพื่อดูว่า พวกเขามีวิถีชีวิตอย่างไร พัฒนาตนเองอย่างไร  และเราจะถอดบทเรียนนั้นมาใช้ได้อย่างไรบ้าง

==เมื่อซามูไรก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศ==

ยุคคามาคุระเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ชนชั้นซามูไรก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านการปกครองอย่างสมบูรณ์โดยการก้าวขึ้นสู่อำนาจของโชกุนจากตระกูลมินาโมโต้ โดยช่วงเวลาของยุคคามาคุระนี้เทียบได้กับราวยุคอาณาจักรศรีวิชัย (พ.ศ.1728) ถึง ยุคปลายแผ่นดินพระนเรศวร (พ.ศ. 2146)

ตำแหน่งโชกุนคือตำแหน่งผู้นำสูงสุดทางทหาร  คนที่จะครองตำแหน่งโชกุนได้นั้นนอกจะต้องมีภาวะผู้นำ มีฝีมือในการรบและรู้กุศโลบายทางทหารและการปกครองแล้ว ยังต้องเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิองค์ใดองค์หนึ่งในอดีตอีกด้วย

==ก้าวแรกสู่ความก้าวหน้า – การรู้หนังสือและรักการอ่าน==

เดิมซามูไรในยุคคลาสสิกนั้น ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้และมีบทบาทเป็นเพียงผู้รับใช้ คุณธรรมยังไม่ใช่สิ่งนำใจของพวกเขา พวกเขาทำงานเพื่อเงินและมีเรื่องเล่าของการรับสินบนเพื่อลอบฆ่าเจ้านายตนเอง

แต่ในยุคคามาคุระนี้เองที่บรรดาซามูไรเริ่มอ่านออกเขียนได้  มีวัฒนธรรมและคุณธรรมมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “หนังสือเรียน” ที่เหล่าซามูไรใช้ในการหัดอ่านหนังสือมักจะเป็นหลักคำสอนต่าง ๆ ในพุทธศาสนา  และบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในอดีตนั่นเอง

==กำเนิด “คู่มือการพัฒนาตนเอง” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น==

ถัดมาในยุคมุโรมาจิ จากการที่เหล่าซามูไรเริ่มอ่านออกเขียนได้ เหล่าผู้นำตระกูลซามูไรตระกูลใหญ่ ๆ ที่ปกครองคนจำนวนมากก็เริ่มเขียนกฏระเบียบของตระกูลไว้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติให้ผู้สืบเชื้อสายและคนในตระกูลอื่น ๆ ปฏิบัติตาม

กฏระเบียบประจำตระกูลนี้เรียกว่า คะคุง (家訓)ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของป้ายแผ่นไม้ที่แขวนไว้ในโถงใหญ่ของคฤหาสน์หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรบนกระดาษญี่ปุ่นก็ได้ในรูปแบบของจดหมายที่พ่อเขียนถึงลูกเพื่อสั่งสอน

เนื้อหาของคะคุงนี้ไม่ได้มีสาระเฉพาะเรื่องการปกครองคนเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงเรื่องคุณธรรม  โดยเน้นด้านการให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา และให้มีเมตตาธรรมต่อประชาชนทั่วไปที่อยู่ใต้การปกครองของตนด้วย  โดยเห็นได้ชัดว่าเนื้อหาของคะคุงได้รับอิทธิพลมาจากหลักการเจริญสติในแบบเซน

800px-Letter_from_Uesugi_Kenshin_to_Uesugi_Kagekatsu

ภาพ ลายมือของแม่ทัพอุเอซึกิ เค็นชินในจดหมายถึงลูกชายบุญธรรม    Cr ภาพ AlexHe34

==ตัวอย่างคำสอนของผู้นำตระกูลซามูไรในยุคกลาง==

“…ถ้าแม่ทัพที่ต้องครองแคว้นต่าง ๆ นั้นไม่มีสติที่ละเอียดอ่อนเป็นพิเศษแล้ว  การทำหน้าที่ของเขาให้สำเร็จก็จะเป็นไปได้ยาก  เขาจะต้องไม่ปกครองด้วยการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน  แต่จะต้องดูแลความอยู่เย็นเป็นสุขของบรรดาชาวบ้านทั่วไป…”                  — คุโรดะ นางะมาสะ (ค.ศ.1568-1623)

“…บุรุษผู้มีอาชีพนักรบควรจะฝึกจิตใจให้สงบและหมั่นศึกษาเพื่อให้เข้าใจจิตใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง…”  — ชิบะ โยชิมาสะ (ค.ศ. 1350-1410)

“…คนเราควรฟังสิ่งที่พ่อแม่พูดด้วยใจที่นิ่งสงบ  แม้ว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นจะมีผิดพลาดไปบ้างเพราะความสูงวัยของท่าน……เมื่อยามต้องไปเข้าสมาคมกับชนชั้นที่มีสถานะต่ำต้อยกว่าเรา  เราควรใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายธรรมดา  ไม่ควรแต่งตัวหรูหรา…เราควรฟังภรรยาและลูก ๆ ด้วยความอ่อนโยนใส่ใจ…อีกทั้งควรใส่ใจซามูไรชั้นผู้น้อยที่ร่วมโต๊ะอาหารกับเรา…และไม่ควรพูดถึงความผิดพลาดของผู้อื่น แม้จะเป็นเพียงการล้อเล่นก็ตาม…”       — โฮโจ ชิเกโทกิ (ค.ศ. 1198-1261)

“…ไม่ว่าซามูไรผู้นั้นจะมีตำแหน่งสูงหรือต่ำ  เขาห้ามใช้ชีวิตตามใจชอบด้วยความประมาทและละเลยกฎแห่งกรรมเด็ดขาด…”            — อิมากาว่า เรียวชุน (ค.ศ. 1325-1420)

==กำเนิดบูชิโด – วิถีของนักรบผู้สมถะ==

นักวิชาการหลายคนเชื่อว่า บูชิโด (武士道)หรือ วิถีแห่งนักรบ ได้กำเนิดขึ้นในยุคนี้เป็นครั้งแรก  ตัวอย่างเช่น วิถีชีวิตที่สมถะเรียบง่ายของซามูไรสมัยคามาคุระนับตั้งแต่โชกุนคนแรกเป็นต้นมาได้กลายเป็นสิ่งที่ซามูไรรุ่นหลัง ๆ ชื่นชมว่าเป็นลักษณะในอุดมคติของซามูไรที่แท้จริง 

นั่นก็คือ ถึงแม้นักรบทุกคนในยุคหลัง ๆ จะทำตามวิถีชีวิตอันสมถะเรียบง่ายตามแบบคามาคุระนี้ไม่ได้ทั้งหมด  แต่ก็ไม่เคยมีนักรบคนใดลุกขึ้นมาเขียนวิถีแห่งนักรบในรูปแบบอื่นเพื่อคัดค้านวิถีอันสมถะนี้เลย

แล้วซามูไรในยุคคามาคุระเป็นอย่างไร?  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพวกเขากินอยู่อย่างง่าย ๆ ติดดิน ใส่เสื้อผ้าเรียบ ๆ ธรรมดา และรับประทานอาหารเพียงวันละ 2 มื้อเท่านั้น

ความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ซามูไรในยุคคามาคุระเปิดรับหลักคำสอนแบบเซนที่เน้นความเรียบง่ายเช่นกันได้อย่างดี

800px-Minamoto_no_Yoritomo

ภาพโชกุนคนแรกของญี่ปุ่น โยริโตโมะ มินาโมโต้  โชกุนผู้ “ติดดิน”  และเป็นผู้ริเริ่มการบริหารราชการ “จากเต๊นท์ผู้บัญชาการทหาร” (bakufu 幕府)  Cr ภาพ Wikipedia

==การฝึกตนแบบเซนมีอิทธิพลในการพัฒนาภาวะผู้นำในเหล่าซามูไร==

ในยุคมุโรมาจิ  มีหลักฐานการพัฒนาภาวะผู้นำในหมู่นักรบระดับเจ้าแคว้นและแม่ทัพนายกอง  ซึ่งได้แก่การนิยมส่งลูกชายไปเรียนหนังสือในวัดและเรียนการฝึกสมาธิอย่างจริงจังเหมือนพระเซนฝึก

อีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นอิทธิพลของนิกายเซนต่อชนชั้นซามูไรคือ แม่ทัพที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคมุโรมาจิ 2 คน คือ ทาเคดะ ชินเง็น และ อุเอซึกิ เค็นชิน เป็นที่รู้จักกันใน “ฉายา” หรือชื่อทางพุทธศาสนาของทั้งสองคน คือ ชินเง็น และ เค็นชิน มากกว่าชื่อเดิมของตนเอง คือ ทาเคดะ ฮารุโนบุ และ อุเอซึกิ มาซาโทระ

ถึงแม้แม่ทัพที่มีชื่อเสียงสองรายนี้จะรบกันเป็นระยะ ๆ เพื่อชิงอำนาจเนื่องจากแคว้นของทั้งสองมีพรมแดนติดกัน  แต่พวกเขาก็ยังให้เกียรติกันและกันและคงไว้ซึ่งหลักมนุษยธรรมอยู่

มีเรื่องเล่าอันลือลั่นในประวัติศาสตร์ว่า  ครั้งหนึ่งแคว้นของชินเง็นกำลังขาดแคลนเกลืออย่างหนักเพราะเจ้าแคว้นอื่น ๆ ที่เคยขายเกลือให้เกิดข้อขัดแย้งกับชินเง็นและต้องการบีบให้เขาจนมุม

เมื่อเค็นชินผู้เป็นคู่แค้นกับชินเง็นได้ข่าวนี้ก็ส่งเกลือจากแคว้นของเขาที่อยู่ติดทะเลไปให้  โดยส่งจดหมายแนบไปด้วยว่า  เขาคิดว่าการต่อสู้ควรจะเป็นไปอย่างยุติธรรมนั่นคือในสนามรบ  และขอให้ชินเง็นรับเกลือจากแคว้นของเขาไปด้วย  ซึ่งชินเง็นก็รับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

Takeda_Shingen_versus_Uesugi_Kenshin_statue

รูปปั้นจำลองการเผชิญกันในสนามรบระหว่างเค็นชิน (บนหลังม้า) และชินเง็น ในสมรภูมิ คาวานาคาจิมะ  Cr ภาพ ussblandy

==ต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนญี่ปุ่นในปัจจุบัน==

แม้ซามูไรในช่วงต้นยุคกลางจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย  แต่ช่วงปลายยุคซามูไรระดับแม่ทัพระดับสูงและเจ้าแคว้นจะมีลักษณะเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  พวกเขากลายเป็นผู้อุปถัมภ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศอย่างเต็มที่อย่างเช่น พิธีชงชา ละครโน  เป็นต้น

อาจกล่าวได้ว่าซามูไรในช่วงปลายของยุคกลางเป็นผู้ที่ “เต็มที่กับชีวิต” หรือ work hard, play hard   นั่นก็คือ ยามเรียนก็เรียนอย่างจริงจัง  ยามรบก็รบอย่างจริงจัง  ยามฝึกศิลปวัฒนธรรมก็ฝึกอย่างจริงจัง

เห็นได้ชัดว่าค่านิยมการ “เรียนดี กีฬาเด่น ฝึกการละเล่นศิลปะ” นี้ได้รับการสืบสานเจตนารมณ์และกลายมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาเยาวชนของญี่ปุ่นจนกระทั่งทุกวันนี้

==เรียนรู้จากซามูไร==
  1. ก้าวแรกสู่ความก้าวหน้า คือ การรู้หนังสือและการรักการอ่าน
  2. วิถีชีวิตของผู้มีภาวะผู้นำที่แท้จริงควรสมถะและเรียบง่าย
  3. การฝึกตนแบบเซนมีอิทธิพลในการพัฒนาภาวะผู้นำในเหล่าซามูไร ถ้าเทียบกับของไทยคือการฝึกปฏิบัติเจริญสติวิปัสสนา
  4. ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำจำเป็นต้องมีคุณธรรม มีเมตตา เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  5. การพัฒนาตนเองควรทำพร้อมกันไปทุก ๆ ด้าน ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งทางกายและทางใจ

————————–

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 7 เล่ม

————————–

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

————————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————————–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่ 

————————————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————————————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

 

Please follow and like us:
0