สอนซามูไร

ภาพจาก cocosys  (ไม่ใช่ภาพจากการอบรมในประเทศไทย)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปช่วยคุณเกตุวดี Marumura บรรยายและทำ workshop ให้กับคณะวิศวกรระดับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัทอีเล็คโทรนิคส์ยักษ์ใหญ่ของโลกบริษัทหนึ่งราว 20 กว่าคนที่มาทำงานในประเทศไทย  และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่าน จึงขอนำมาฝากสักเล็กน้อย

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 145 ขอเสนอเรื่อง “สอนซามูไร”

ที่มาของคอร์ส

คอร์สที่ไปสอนนี้ชื่อ “Cross Cultural Management” หรือการบริหารข้ามวัฒนธรรม  คุณผู้อ่านท่านใดเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติคงจะเคยมีประสบการณ์ตรงว่า การทำงานกับคนที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากเรานั้นไม่ง่ายนัก

ถึงแม้ไทยกับญี่ปุ่นจะมีอะไรคล้ายกันอยู่หลายอย่าง เช่น ความอ่อนน้อม ความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจ  แต่ก็มีอะไรที่ต่างกันอยู่อีกหลายอย่าง เช่น วิธีคิด วิธีการทำงาน และวิธีการสื่อสาร เป็นต้น และไหนจะต้องปรับตัวกับการอยู่กินที่ต่างไปจากเดิม แถมยังต้องจากบ้านจากเมืองมาไกลอีก

เป็นใครก็หมดกำลังใจและท้อแท้ได้

ความอึดแบบซามูไร

ดังนั้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ผู้เขียนจึงเปิดการบรรยายด้วยการเปรียบเทียบว่า ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้มาอยู่ในที่ที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่งต่อการฝึกภาวะผู้นำ  เพราะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าในยุค Sengoku เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วก็ต้องนำทัพเดินทางจากบ้านจากเมืองไปไกลเพื่อทำสงครามระหว่างแคว้นเหมือนกัน

แต่เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปต่างถิ่น ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ นี้เอง  ทำให้เขาเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้น้อยและมีความเมตตาเกิดขึ้น  จึงทำให้เหล่าแม่ทัพซามูไรยุคนั้นได้พัฒนาภาวะผู้นำชนิดที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ขึ้นมา  จากนั้นผู้เขียนจึงยกเรื่องเล่าของแม่ทัพเจ้าแคว้นชื่อเคนชินที่แสดงความใจกว้างมีเมตตาแม้กับศัตรูเป็นตัวอย่าง

ปรากฏว่าได้ผล  เพราะถึงแม้ว่าชั่วโมงเรียนและการทำ workshop จะยาวและเนื้อหาก็ไม่ง่ายนัก  แต่ทีมวิศวกรผู้บริหารทั้งหลายก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้นจนจบด้วยท่าทาง สีหน้า และท่าทีที่มุ่งมั่นทุ่มเทอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มหรือวัยกลางคน  ทุกคนนั่งตัวตรงเป๊ะตลอดทั้งวัน ตั้งใจเรียน จด ยกมือตอบ ยกมือถาม และช่วยกันคิดช่วยกันทำ workshop อย่างจริงจัง  ไม่มีใครสักคนเอามือถือขึ้นมาเปิดดูเล่นหรือนั่งเหม่อแม้แต่คนเดียว และแน่นอนไม่มีใครคุยกันระหว่างฟังการบรรยาย

ถ้าอ.เกตุวดีผู้เป็นผู้สอนหลักเรียกใครให้ตอบ ทุกคนก็สามารถตอบได้หมดอย่างฉะฉาน  กล้าแสดงความคิดเห็น  และวิเคราะห์ได้ครบถ้วนจากทุกมุมมอง

แน่นอนทุกคนก็เป็นมนุษย์ที่ต้องมีความเหนื่อยล้าและง่วงกันบ้างโดยเฉพาะช่วงบ่าย  แต่สิ่งที่พวกเราผู้สอนเห็นคือความพยายามที่จะทำให้ตัวเองตื่นด้วยกาแฟบ้าง ลูกอมบ้าง  ไม่มีใครนั่งพิงเก้าอี้แบบเอนหลังยืดขาพักผ่อนหรือนั่งเอามือเท้าศีรษะแล้วแอบหลับเลยแม้แต่คนเดียว

ผู้เขียนเห็นบรรยากาศการเรียนแล้วก็นึกถึงตอนที่ตัวเองไปฝึกที่สำนักดาบญี่ปุ่น ที่ช่วงใกล้แข่งขันทุกคนจะซ้อมดวลกันอึดมากตั้งแต่บ่ายโมงยันสองทุ่ม  บรรดามนุษย์ทำงานชาวญี่ปุ่นเหล่านี้มีวินัยและความจริงจังทุ่มเทราวกับเหล่าซามูไรในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

ปรัชญาในการทำงาน

มีธรรมเนียมก่อนเริ่มงานในแต่ละวันของพนักงานบริษัทญี่ปุ่นแทบจะทุกบริษัทอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ คือการท่องปรัชญาของบริษัท หรือ ฉะเสะ (社是)แม้แต่ในการอบรมพิเศษอย่างวันนี้ ทุกคนก็ยังลุกขึ้นยืนตัวตรงราวกับทหารและท่องปรัชญาของบริษัทอย่างกระหึ่มทรงพลังก่อนเริ่มการอบรม

สิ่งที่น่าสนใจคือปรัชญานั้นไม่ได้พูดแค่เรื่องงาน แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต

ธรรมเนียมการมีปรัชญาในการทำงานและใช้ชีวิตก็ดี การประกาศออกมาเป็นหมู่คณะทุกเช้าหรือก่อนร่วมลงมือปฏิบัติการก็ดี ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากเหล่าซามูไรสมัยโบราณที่แต่ละบ้านของแม่ทัพก็จะมีกฎประจำตระกูล หรือ ขะคุน (家訓)ของตนเอง ซึ่งบรรดาทหารลูกน้องทั้งหมดไม่ใช่แค่ลูกหลานแม่ทัพเท่านั้นต้องยึดถือเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติด้วย  และจะต้องท่องออกเสียงดัง ๆ กระหึ่มอย่างนี้เหมือนกัน

สำหรับฉะเสะของบริษัทที่ผู้เขียนไปบรรยายนั้นนอกเหนือจากการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว บางท่อน ยังมีเนื้อความว่า

文化の発展に貢献し

เราจะ(เป็นส่วนหนึ่งในการ)ช่วยพัฒนาวัฒนธรรม

信用の蓄積につとめ

เราจะพยายามสั่งสมความไว้เนื้อเชื่อใจ

会社の発展と協力者の共栄をはかり

เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทควบคู่ไปกับการมอบความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ผู้ที่ช่วยเหลือเรา(คู่ค้า)

これをよろこび

สิ่งนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกยินดี (การที่เราทำให้คู่ค้าเราเติบโตไปด้วยกัน)

感謝する人びととともに運営する

เราจะทำงาน(บริหารงาน)ไปพร้อม ๆ กับบรรดาผู้คน(เพื่อนพนักงาน)ที่รู้สึกขอบคุณในความยินดีนั้น

ผู้เขียนอาจจะแปลได้ไม่ค่อยดีนักเพราะความหมายในภาษาญี่ปุ่นฟังแล้วจะรู้สึกไพเราะซาบซึ้งกินใจกว่ามาก โดยเฉพาะท่อนที่ว่าการที่ได้เห็นคู่ค้าเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนั้นทำให้พวกเขายินดี และการที่พวกเขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำงานด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือคู่ค้าและสังคม

สมองมนุษย์นั้น ถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะการพูดออกมา สมองจะจัดว่าเป็น “เรื่องสำคัญ” และบันทึกไว้ในหน่วยความจำระยะยาว  อีกทั้งการกล่าวคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากใจนั้น มีผลต่อการทำงานของสมองมาก  สมองจะรู้สึก “เชื่อ” อย่างนั้นจริง ๆ

ถ้า “ใจ” เชื่อแล้ว อะไร ๆ ก็เป็นไปได้  และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนกันอย่างจริงจังทั้งวัน

ภาวะผู้นำของประธานบริษัท

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ประธานบริษัท (ฉะโจ) ชาวญี่ปุ่นผู้มานั่งเรียนด้วยอย่างตั้งใจทั้งวันลุกขึ้นมากล่าวปิดการอบรมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน หลังจากกล่าวขอบคุณทีมผู้สอนแล้ว เขาก็หันไปพูดกับบรรดาวิศวกรชาวญี่ปุ่นน้อยใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยใบหน้าจริงจังแต่แฝงความอ่อนโยนในน้ำเสียงว่า

“…วันนี้เราได้เรียนรู้อะไรดี ๆ มากมาย  ไม่ใช่เฉพาะเรียนรู้สิ่งดี ๆ เกี่ยวกับประเทศไทยและคนไทย  แต่อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเข้าใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากและได้นำสิ่งดี ๆ ของญี่ปุ่นเองมาเตือนใจพวกเราให้คิดได้มากมายจนพวกเรารู้สึกอาย(ที่ได้ยินสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนั้น)…”

“…ดังนั้น ทุกท่านครับ ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องพวกท่าน  เมื่อท่านกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ขอให้พวกท่านพยายามสนับสนุนประเทศไทยและคนไทยในทุก ๆ เรื่องอย่างสุดความสามารถ  เมื่อเจอใครจงเล่าให้พวกเขาฟังถึงสิ่งดี ๆ ของไทย  จงบอกผู้คนว่าประเทศไทยเป็นที่ที่ดีมาก ๆ ผู้คนมีจิตใจดี  อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการตอบแทนสิ่งที่ท่านได้รับในวันนี้…และเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทยและชาวไทยด้วย…”

ความจริงฉะโจ หรือท่านประธานบริษัทพูดอะไรที่กินใจอีกหลายอย่าง  แต่ทั้งผู้เขียนและอ.เกตุวดีมัวแต่ซาบซึ้งเมื่อได้ยินท่านประธานพูดจึงจำมาได้ไม่หมด  ภาวะผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นที่น่าประทับใจมาก ๆ

และที่ซึ้งหนักยิ่งขึ้นไปอีกคือเมื่อฉะโจพูดจบและเดินเข้ามาขอบคุณพวกเราทั้งสองคน  ผู้เข้าอบรมทุกคนก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืนพรึ่บพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับทหารพร้อมกับโค้งคำนับพวกเราจนต่ำและค้างเอาไว้ราวกับเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะทำตามนั้น

ผู้เขียนไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายบรรยากาศในตอนนั้นได้  แต่ถ้าคุณผู้อ่านยืนอยู่ตรงนั้นต่อหน้าเหล่า “ซามูไร” เหมือนกับผู้เขียน คุณจะสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาที่แม้พวกเขาไม่ได้พูดออกมาแต่ก็สัมผัสได้ด้วยใจ เหล่าซามูไรโบราณเคยกล่าวไว้ว่า การสื่อสาร “จากใจถึงใจ” หรือ isshin denshin นั้นทรงพลังมากกว่าคำพูดยิ่งนัก  และในวินาทีนั้นผู้เขียนก็เห็นด้วยกับซามูไรในอดีตอย่างสุดหัวใจ

สิ่งดี ๆ ที่เราทุกคนนำไปใช้ได้

  • อย่าให้ชีวิตของคุณผ่านไปแต่ละวันอย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จงเขียน mission หรือพันธกิจที่คุณมุ่งมั่นจะทำในชีวิตนี้เพื่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อโลกออกมา  และพูดออกมาดัง ๆ ด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นทุก ๆ เช้า ผลที่ได้จะทำให้คุณประหลาดใจ
  • ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคน ยิ่งระดับสูงเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดใจพร้อมเรียนรู้ แม้จะเป็นการเรียนรู้จากผู้น้อย
  • ความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจและการแสดงความรู้คุณนั้นชนะใจคนเสมอ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคุณประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง
  • การขอบคุณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการขอบคุณในสิ่งที่เราได้รับ คือ “การขอบคุณที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น”

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” คลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1

thich-nhat-hanh-540x300

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ตีระฆังแห่งสติ  Cr ภาพ edmundricelatinamerica.org

ณ วินาทีนั้น ผู้เขียนรู้สึกราวกับได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปในโลกตะวันตกยุค 60s และ 70s

ในห้องประชุมขนาดใหญ่ แอร์เย็นฉ่ำ ของรีสอร์ทกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง

ผู้คนจำนวนมากในชุดลำลอง หลายคนออกแนวอินดี้นั่งเรียงรายอยู่บนผ้าปูรองนั่งบนพื้นพรมนุ่ม…เต็มห้องประชุม

ทุกคนนั่งสบาย ๆ อย่างไม่มีพิธีรีตอง  บางคนนั่งกอดเข่า บางคนนั่งพิงผนังห้อง  ชาวต่างชาติที่ไม่ชินกับการนั่งพื้นก็ถึงกับนั่งเหยียดขา

แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ ความตั้งใจ และใบหน้าที่ครุ่นคิด

ทุกคนมาแสวงหาความเข้าใจที่ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ มาศึกษาความหมายและเป้าหมายของชีวิต

ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาศึกษาสิ่งที่ไม่ใช่กระแสหลักของสังคมวัฒนธรรมของตน

ชาวไทยก็กล้าก้าวออกมาจากกรอบเถรวาท  ชาวต่างชาตินั้นถึงกับก้าวออกมาจากอีกศาสนากันทีเดียว

หลายคนประกาศด้วยซ้ำว่าตนนั้น “ไม่มีศาสนา”

แต่ทุกคนพร้อมที่จะเปิดใจศึกษาแนวทางการใช้ชีวิตและเทคนิคการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสุข ความเบิกบาน

ที่นี่ไม่ใช่แคลิฟอร์เนียในยุค 1960s…

…แต่ที่นี่…คือประเทศไทยในปี 2560…

ที่นี่คือคอร์สภาวนาของหมู่บ้านพลัมที่ปราศจากกลิ่นอายของความ “เคร่ง”  หากแต่อบอวลไปด้วยความ “รัก” ชนิดที่ชาวบุปผาชนยุค 70s ก็คงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

นี่คือคอร์สภาวนาชื่อ “Awakening the Source of Love”… (ปลุกต้นกำเนิดแห่งรักให้ตื่นรู้)

ผู้เขียนปลดเป้ลงจากบ่า แล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพรมนุ่มร่วมกับผู้คนเหล่านั้น มองไปรอบ ๆ…

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 139 ขอเสนอเรื่อง “รักผลิบานที่หมู่บ้านพลัม ตอนที่ 1”

เส้นทางของนักภาวนา “มือใหม่”

ถ้าท่านเป็นขาประจำคอลัมน์นี้  ท่านอาจสงสัยว่าคนที่เคยแต่ไปเข้าคอร์สการเจริญสติวิปัสสนาแนวเถรวาท อย่างน้อยครั้งละ 8 วันมาแล้วถึง 64 ครั้งอย่างผู้เขียนไปทำอะไรในคอร์สเซนแบบเวียดนาม?

เดิมนั้นผู้เขียนมีความสนใจเรื่องเซนอยู่แล้ว คือเซนแบบญี่ปุ่นตามที่เคยฝึกกับปรมาจารย์วิชาดาบซามูไรมาหลายปี  แต่ยังไม่เคยลองฝึกเซนแนวท่านติช นัท ฮันห์ เลยสักครั้งแม้จะเคยอ่านหนังสือท่านมาบ้าง

ในที่สุดธรรมะก็จัดสรร มีเพื่อนชวนในช่วงที่ว่างพอดี จึงตัดสินใจไป

เพราะจะว่าไปแล้ว หนึ่งในแก่นของเซนญี่ปุ่นก็คือแนวคิด shoshin (โฉะชิน 初心) หรือการน้อมใจถ่อมตัวว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ให้รักษาความเป็น “มือใหม่” อยู่เสมอ

ไม่แต่การเป็น “นักภาวนามือใหม่” เท่านั้น  ถ้าเราหมั่นนำแนวคิดนี้ไปตอกย้ำตัวเองเสมอว่า เราคือ “ผู้บริหารมือใหม่”  “แพทย์มือใหม่” “อาจารย์มือใหม่” หรือแม้แต่ “พ่อแม่มือใหม่”…

…เราก็จะเป็นดั่งถ้วยชาที่ว่างเปล่า  พร้อมที่จะรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” อยู่เสมอ

ใจที่พร้อมรับ “น้ำชาถ้วยใหม่” นี้เองจะทำให้เราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกโอกาส  (ท่านที่สนใจแนวคิดต่าง ๆ ของเซนญี่ปุ่นในเชิงปฏิบัติ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ วิถีดาบ วิถีเซน สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ)

การ “สอนโดยไม่สอน” แบบเซน

การเปิดใจพร้อมเรียนรู้นี้เองที่ทำให้ผู้เขียนก้าวข้ามความสงสัยลังเลในวันแรกที่เดินทางไปถึงได้

ความสงสัยแรกคือ  คอร์สแนว Family Retreat ที่มีเด็กเล็กวิ่งกันวุ่นวายในวันลงทะเบียนอย่างนี้ แถมมีวัยรุ่นที่ฮึดฮัดเพราะถูกพ่อแม่บังคับให้มาด้วยอย่างนี้…จะรอดหรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทำตามกฎระเบียบให้หยุดนิ่ง เงียบ สงบ และอยู่กับลมหายใจอยู่สองสามอึดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระฆังได้หรือ?

เด็กเล็กและวัยรุ่นจะสามารถทานข้าวในความเงียบและไม่ลุกขึ้นเดินไปมา ไม่ลุกไปตักอาหารเพิ่ม จนกว่าจะได้ยินเสียงระฆังครึ่งชั่วโมงได้หรือ?

แต่…เชื่อหรือไม่…ทั้งเด็กและวัยรุ่นทำได้!

พวกเขาทำได้อย่างไม่มีที่ติตั้งแต่มื้อแรกด้วยซ้ำ!

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเรียนรู้ก็คือ  การสอนเด็กและวัยรุ่นด้วยวาจานั้นไม่มีพลังเท่าการ “ทำให้ดู…ด้วยความรัก”

ดังนั้น เมื่อมีบรรดาผู้ใหญ่มากมายที่เหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียวกันที่ “ทำให้ดูด้วยความรัก” ด้วยการหยุดนิ่งดูลมหายใจอย่างสงบ สำรวม และเคารพทุกครั้งที่มีเสียงระฆังกังวานขึ้นมานั้น  เด็ก ๆ และวัยรุ่นก็ทำตามไปด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ

…นี่แหละ คือ “การสอนโดยไม่สอน” แบบเซน  พระเซนญี่ปุ่นก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

Child Watches Parent

เด็กน้อยมองดูผู้ปกครองระหว่างการกล่าวคำพิจารณาอาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

Children Wash Dishes

เด็ก ๆ เข้าแถวเรียงกันล้างชามด้วยความตั้งใจอย่างเป็นระเบียีบในความเงียบ Cr ภาพ Thai Plum Village

บทเรียนทรงพลังจากโต๊ะอาหาร

สำหรับผู้เขียน บทเรียนอันทรงพลังจากโต๊ะอาหารนั้นแสดงตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือทานด้วยซ้ำ…

มันเป็นกระดาษเพียงแผ่นเดียวที่เสียบอยู่ในที่เสียบเมนูแบบตั้งโต๊ะตามร้านอาหาร

กระดาษแผ่นนั้นคือ “บทพิจารณาอาหาร” ที่มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

ก่อนทาน หลวงพี่จะตีระฆังใหญ่  ทุกคนก็จะนิ่งสนิท เงียบ สำรวม ทำจิตเป็นสมาธิแล้วหลวงพี่ก็จะกล่าวนำการพิจารณาอาหาร ๕ ข้อ ให้ทุกคนน้อมใจตาม

หลวงพี่ตีระฆังโรงอาหาร

หลวงพี่ตีระฆังแห่งสติเรียกให้ทุกคนสงบนิ่ง เงียบ ดูลมหายใจ ก่อนมื้ออาหาร Cr ภาพ Thai Plum Village

ไม่น่าเชื่อว่า ๒ ข้อแรกทรงพลังเสียจนผู้เขียนเกิดอาการขนลุก หัวใจเต้นแรง รู้สึกวูบวาบ

ทรงพลังมากจนระหว่างที่ทานข้าวอดเหลือบสายตาไปอ่านแล้วอ่านอีกไม่ได้

๑)  อาหารนี้ เป็นของกำนัลแห่งจักรวาล พื้นดิน ท้องฟ้า สรรพชีวิต และการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่

๒)  ขอให้เรารับประทานอาหารอย่างมีสติ และด้วยความระลึกรู้บุญคุณ…เพื่อให้เรามีคุณค่าเพียงพอที่จะรับอาหารนี้

 

ตลอดชีวิตของเรา จะมีสักกี่ครั้งที่เราตั้งสติระลึกถึง “ที่มา” ของอาหาร

เคยบ้างไหมที่เราคิดว่าอาหารที่เราได้รับเป็น “ของกำนัล” จากธรรมชาติ…

และจากการทำงานหนักด้วยความรักความเอาใจใส่ของผู้คนมากมาย

 

ในเมื่อเรากำลังจะได้รับ “ของกำนัล” เราจึงควรจะรับประทานด้วย “ความขอบคุณ” และด้วย “สติ”

…เพื่อให้เรามี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้!

 

ผู้เขียนรู้สึกวูบลึกเข้าไปในทรวงอก เมื่อได้ยินเสียงในใจตนเองถามขึ้นมาว่า “เรามีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้แล้วหรือยัง?”

 

มีเสียงกังวานดังก้องขึ้นในใจต่อว่า “เราต้องทำตัวให้มี “คุณค่า” พอที่จะรับอาหารนี้…”

ความระลึกรู้ว่า “เราต้องทำตัวให้มีคุณค่าพอที่จะรับอาหารนี้” นั้น เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในใจผู้เขียนตลอดมื้อนั้น และทุก ๆ มื้อ

กระตุกให้ฉุกคิด

การโดน “กระตุกให้ฉุกคิด”  หรือถ้าจะให้ตรงกว่าก็ต้องบอกว่า “กระตุกให้ตื่นรู้” นี้ก็เป็นการ “สอนแบบไม่สอน” อีกวิธีหนึ่งของเซน

ผู้เขียนรู้สึกว่าการโดนเรียกสติให้กลับมาอยู่กับลมหายใจโดยระฆังแห่งสติก่อนจะพิจารณาอาหารนั้น มีผลอย่างมากที่ทำให้ใจเกิดความสงบ เกิดสติที่พร้อมจะเรียนรู้

เมื่อสภาวะของใจพร้อมจะเรียนรู้  เพียงถ้อยคำเรียบง่ายในบทพิจารณาอาหารก็กลายเป็นถ้อยคำที่ทรงพลังพอที่จะกระตุกให้ตื่นรู้ได้

เมื่อใจตื่นรู้รับความจริงข้อนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติคือความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน  รับอาหารนั้นด้วยความขอบคุณและเคารพ  ตระหนักว่าเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ และสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน…

เราจะมองเห็นจักรวาล…ในจานข้าว…

มนตราแห่งเพลงสวดประกอบดนตรี

แต่ถ้าถามว่าชั่วขณะที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจอย่างที่สุดในวันแรกคืออะไร  ผู้เขียนคิดว่าคือในขณะที่กำลังนั่งสมาธิฟังเพลงสวดประกอบดนตรีที่คณะหลวงพี่แห่งหมู่บ้านพลัมสวดต้อนรับพวกเราอย่างอ่อนโยนในค่ำคืนวันแรก

หลังอาหารเย็น ทุกคนแยกย้ายกลับห้องไปอาบน้ำ เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในหอสมาธิตอนค่ำ

ที่จริงบรรดาหลวงพี่ไม่ได้ขอให้ทุกคนนั่งสมาธิ เพียงแต่บอกว่าบทสวดนี้มีพลังและมีความอบอุ่นมาก  ขอให้เด็กเล็กขึ้นมานั่งตรงด้านหน้าใกล้ ๆ กับคณะหลวงพี่ที่ยืนพนมมือเรียงรายหน้าเวทีหลายสิบคน

ด้วยประสบการณ์จากคอร์สการเจริญสติแบบเถรวาท ผู้เขียนตัดสินใจนั่งสมาธิดูลมหายใจแล้วตั้งใจฟังตาม  เพราะอยากสัมผัสบทสวดนั้นด้วยใจที่สงบนิ่ง เป็นสมาธิ สำรวม และเคารพเต็มที่

และเพราะรู้ว่าการนั่งสมาธิฟังจะทำให้ร่างกายเราได้สัมผัสบทสวดนั้นอย่างเต็มที่เข้าไปในทุกอณู ทุกประสาทสัมผัส

ในขณะหลับตาดูลมหายใจอย่างสบาย ๆ อยู่นั้น ผู้เขียนรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเสียงไวโอลินแผ่วหวานกังวานขึ้นมาก่อนในความเงียบ…เยือกเย็น…สงบ…สบาย…เสียงโน้ตแต่ละตัวอ้อยอิ่งล่องลอยอยู่ในอากาศ

มีเสียงเครื่องดนตรีอื่นอีกสองสามชิ้นรับขึ้นมาเบา ๆ

ทั้งหอสมาธิเงียบสงัด มีเพียงเสียงดนตรีที่ค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบประโลมหัวใจผู้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

ในหัวแว่บถึงคำพูดท่านพุทธทาสที่ว่า เสียงดนตรีบรรเลงจากยุคก่อนนั้น ไม่ว่าจะเป็นจากตะวันตกหรือตะวันออก ล้วนมีจุดประสงค์กล่อมเกลาใจให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ…

แล้วการสวดเสียงประสานในบท Namo Avalokiteshavara ก็กระหึ่มขึ้น  ดึงผู้เขียนออกจากภวังค์ความคิดกลับสู่ปัจจุบันขณะ

ถึงแม้เนื้อเพลงทั้งเพลงจะเป็นการกล่าวคำแสดงความนอบน้อมต่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม)  พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา  โดยเอ่ยคำว่า Namo Avalokiteshavara ซ้ำไปซ้ำมา  แต่ท่วงทำนอง จังหวะ และความอ่อนโยนที่บรรดาหลวงพี่บรรจงตั้งจิตแผ่เมตตามาให้พวกเรานั้น  เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก ๆ เมื่อได้สัมผัสสด ๆ

ไม่ทันถึงครึ่งเพลง ผู้เขียนก็เกิดอาการปีติจากกำลังสมาธิ ขนลุก วูบวาบไปทั้งตัว  ท่วงทำนองเพลงสวดแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูสัมผัสของร่างกายจริง ๆ  น้ำตาซึมนิด ๆ  ไม่ใช่เพราะความเศร้า  แต่เป็นความซาบซึ้ง ตื้นตัน และขอบคุณ

เป็นความสุขที่มาพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณ…

ความรู้สึกนอบน้อม ผุดขึ้นในใจเองอย่างเป็นธรรมชาติ…

เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถึงเรียกเด็กเล็กให้ไปนั่งด้านหน้า ๆ

ต้องย้ำอีกทีว่าประสบการณ์นี้เกิดขึ้นกับทุกคนได้จริง ๆ ถ้าท่านได้นั่งสมาธิฟังสด ๆ  อย่างตั้งใจและต่อเนื่อง

น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่สามารถนำบรรยากาศการฟังสด ๆ มาฝากคุณผู้อ่านได้  จึงขอนำคลิปเพลงสวดประกอบดนตรีดังกล่าวมาฝากแทนด้านล่างนี้

คลิปเพลงสวด Namo Avalokiteshavara โดยคณะนักบวชแห่งหมู่บ้านพลัม  มีท่านติช นัท ฮันห์ เป็นประธาน  ขอแนะนำให้หาเวลาฟังจนจบเพลง (14 นาที)  โดยจะเปิดคลอไประหว่างทำกิจกรรมใดก็ได้  เพราะเพลงจะมีพลังอันอบอุ่น อ่อนโยน เมตตา มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งท่านติชตีระฆังแห่งสติตอนจบที่จะนำความสงบใจมาให้ผู้ได้ฟังอย่างสมบูรณ์

กิจกรรมวันแรกจบลงด้วยการส่งทุกคนเข้านอนด้วยความเงียบอันประเสริฐ (noble silence) หรือการปิดวาจา  เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ พร้อมรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง

ผู้เขียนและเพื่อนก้าวเดินช้า ๆ ด้วยสติบนผืนหญ้ากว้างใหญ่กลับไปที่เรือนที่พัก  คืนนั้นพระจันทร์เกือบจะเต็มดวง ส่องสว่างอยู่กลางเมฆ  ลมยามค่ำของคืนฤดูร้อนพัดมาเบา ๆ

อากาศบริสุทธิ์ของสถานที่ที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่และขุนเขานั้นช่างเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกิน

รู้สึกขอบคุณความเงียบอันประเสริฐที่ทำให้เราได้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัวอันแสนวิเศษนั้น

แม้จะรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าคอร์สภาวนานี้ต้องมีกิจกรรมดี ๆ อีกมากมายรออยู่ในวันต่อ ๆ ไปแน่ ๆ  ผู้เขียนก็รู้สึกมีความสุขใจแล้ว อิ่มเต็มแล้ว พอใจแล้วในปัจจุบันขณะ ณ เวลานั้น…

ขอบคุณหมู่บ้านพลัมสำหรับความสุขใจในวันแรก…

.

.

.

พบกับการเดินจงกรมท่ามกลางธรรมชาติยามเช้า  เซอร์ไพรส์สุดวิเศษจากหลวงปู่ การพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ การสนทนาธรรม วิธีการสอนเรื่องสติและศีลที่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างลึกซึ้ง  และอื่น ๆ อีกมากมายในตอนหน้า

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังสะสมชั่วโมงไปสอบการเป็นโค้ชสากลระดับ ACC ของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

สนใจผลงานเล่มล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่

สนใจฝึก “การทำขนมวิถีเซน” กับดร.ณัชร คลิก ที่นี่

—————

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

คอร์ส Zen Baking ทำขนมวิถีเซน เปิดรับสมัครแล้ว

Photo for Application Form

อยากมีความสุขแบบง่าย ๆ ในทุก ๆ กิจกรรมประจำวัน…

อยากทำขนมอร่อย ๆ หน้าตามืออาชีพให้คนที่คุณรักแต่ไม่มีประสบการณ์  ไม่มีอุปกรณ์  ไม่แน่ใจสูตร ไม่มีเวลาไปหาซื้อส่วนผสม และ…ไม่มีเวลาล้างอุปกรณ์…

อยากสัมผัสและดื่มด่ำกับวิธีรับประทานอาหารแบบคนญี่ปุ่น…

เชิญพบกับคอร์ส 3-in-1 ครั้งแรกของประเทศไทย…

Zen Baking ทำขนมวิถีเซน: สุขตอนทำ ซึ้งตอนทาน

มอบความสุขโดย

– ดร.ณัชร สยามวาลา     Life Coach ใจดีผู้เชี่ยวชาญการเจริญสติและวิถีเซน  ผู้มักใจอ่อนเมื่อเจอขนมอร่อย ๆ

– คุณสุภาสิณี วิทยานุกรณ์     เชฟฝีมือดีด้านขนมอบนานาชาติ จบตรงจาก Cordon Bleu ผู้ทำขนมอร่อยจนคนต้องบินมาเรียนด้วยจากทั่วโลก

– คุณเกตุวดี Marumura  กูรูด้านญี่ปุ่นแห่ง marumura.com ผู้มีความสุขกับการทานขนมอร่อย ๆ

สิ่งที่ท่านจะได้รับ:

  • เคล็ดลับการฝึกสติวิถีเซนกับกิจกรรมทำขนม
  • การได้ลงมือทำบราวนี่ แบบเลือกใส่ topping เพิ่มในแบบของตนเองได้ โดยมาตัวเปล่า ทางโรงเรียนจะจัดเตรียมอุปกรณ์และส่วนผสมทุกชนิดไว้ให้ท่านครบทุกอย่าง
  • บราวนี่อบสดใหม่ร้อน ๆ ในแม่พิมพ์ฟอยล์ขนาด 16×16 cm กลับบ้านไปฝากคนที่คุณรัก (สามารถตัดแบ่งขนาดพอดีคำ เหมาะสำหรับรับประทานกับชา-กาแฟ จำนวน 16 ชิ้น)
  • การฝึกรับประทานขนมด้วยความสุขดื่มด่ำไปถึงจิตวิญญาณแบบเซน
  • พิเศษ:
    • ชา, กาแฟ และตัวอย่างบราวนี่อบใหม่ ๆ จากเชฟสุภาสิณีให้ลองชิมก่อนลงมือทำ เพื่อที่ท่านจะสามารถเลือกปรับส่วนผสมตามแบบที่ท่านต้องการได้
    • พักผ่อนกายใจอย่างมีคุณภาพระหว่างรอขนมอบเสร็จด้วยการนำเดินจงกรมและนั่งสมาธิผ่อนคลายโดยดร.ณัชร
    • Q & A สุดแสน exclusive กับวิทยากรทั้ง 3 ผู้ร่วมลงมือทำขนมพร้อมทุกคนอย่างใกล้ชิด
    • นั่งเล่นกับเซบาสเตียน สุนัขพันธ์ Pug ที่ชอบให้แขกเกาพุงให้ในสวน Secret Garden

Sunkist ZestMixing IngredientsKate Smiles While Decorating

Nash with Cake in Box

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 (รอบใหม่ เพราะรอบวันอาทิตย์ที่ 12 มี.ค. เต็มแล้ว)

13:00-16:00 น.

ที่ Big Rabbits Bakery & Secret Tea Garden

หมู่บ้านชัยพฤกษ์ รามอินทรา 55  ตรงข้าม Big C Extra รามอินทรา

(เราสามารถส่ง Location ให้ท่านผ่านทาง LINE

เพื่อให้ท่านเปิดใน Google Map และขับตามแผนที่มาได้)

มีบริการรับส่งจาก BTS อ่อนนุช

ค่าใช้จ่าย 4,200 บาท

พิเศษเพียง 3,600 บาท สำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า

(ลงทะเบียนภายในวันพุธที่ 8 มี.ค.)

เพื่อคุณภาพสูงสุดของการฝึก เราสามารถรับได้เพียง 10 ท่านเท่านั้น

กรอกใบลงทะเบียนได้ ที่นี่

Please follow and like us:
0

เมื่อญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับ “ละครศักดิ์สิทธิ์”

shikimi tengu

การแสดงละครโนห์เรื่อง Shikimi Tengu (ต้นไม้บนหลุมฝังศพ) Cr ภาพจาก ntj.jac

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 127

ซีรี่ส์ย่อย “เรียนรู้จากซามูไร” ตอนพิเศษ

วันก่อนผู้เขียนได้อ่านและแชร์บทความดี ๆ ชื่อ “อนุรักษ์อย่างสร้างสรรค์ … บทเรียนจาก “โขน” ญี่ปุ่น” ของคุณเกตุวดี Marumura

เธอเลือกเล่าเรื่องละครโนห์โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “โขนญี่ปุ่น”

ในฐานะที่เคยศึกษาละครโนห์มาบ้าง ผู้เขียนขอต่อยอดบทความดังกล่าวสักเล็กน้อยว่า…

…ทำไม “ละครโนห์” จึงเปรียบได้กับ “โขน?”

…ละครโนห์ ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?

และประเด็นสุดท้ายที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในตอนนี้ คือ

…ศิลปินญี่ปุ่น “กล้า” นำละครโนห์มาปรับให้ร่วมสมัยได้อย่างไร?  และพวกเขาได้รับการตอบรับอย่างไร

ทำไม “ละครโนห์” จึงเปรียบได้ว่าเป็น “โขนญี่ปุ่น”

จากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนเรื่องละครญี่ปุ่นมาเล็กน้อยในวิชา Introduction to Japanese Literature (Drama) ที่มหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น  ในโครงการทุนการศึกษาของสายการบินแจแปน แอร์ไลนส์ ทางมหาวิทยาลัยเลือกละครแบบดั้งเดิมมาสอนสามประเภทหลัก คือ ละครโนห์ ละครคาบุกิ และละครหุ่นบุงระขุ

Noh Book

นอกจากการฟังบรรยายเรื่องประวัติละครโนห์แล้ว  พวกเรายังต้องอ่านบทละครโนห์ 10 เรื่องในเล่มนี้และไปค้นคว้าเพิ่มในห้องสมุดเพื่อเขียนรายงานปลายภาคยาว 50 หน้า…Noh Programinside program

…และไปเข้าชมการแสดงละครโนห์เรื่องที่คลาสสิคมากเรื่องหนึ่ง คือ Aoi no Ue (Lady Aoi) อีกด้วย  ในภาพคือหน้าปกและด้านในสูจิบัตรการแสดง ที่มีทั้งเรื่องย่อและบทภาษาอังกฤษประกอบภาพเพื่อให้ผู้ชมสามารถดูละครได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

Aoi no Ue

ภาพโปสเตอร์ละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue  Cr ภาพจาก pamandjapan

จากละครสามประเภทที่เรียนมา  ผู้เขียนรู้สึกว่าละครโนห์มีความคล้ายโขนมากกว่าละครประเภทอื่นตรงที่

1) เน้นสอนปรัชญาขั้นลึกซึ้ง 

ละครโนห์จะมีเนื้อเรื่องที่สอนพุทธปรัชญา เช่น ความทุกข์จากการพลัดพราก  โดยในบทละครบางเรื่อง เช่น Aoi no Ue (Lady Aoi) จะแทรกเนื้อหาจากพระไตรปิฎกโดยตรง เช่น เปรียบเทียบสังสารวัฏเหมือนบ้านที่ไฟกำลังไหม้  พูดถึงภพภูมิต่าง ๆ และกำเนิด 4 ประการ เป็นต้น

ส่วนโขนซึ่งเน้นเล่นเรื่องรามเกียรติ์เพียงเรื่องเดียวจะแฝงปรัชญาความเชื่อของฮินดู เช่น การที่พระนารายณ์อวตารมาเป็นพระราม เป็นต้น

2) เป็นการละเล่นของชนชั้นสูง 

โขนของไทยนิยมเล่นกันในวัง  ส่วนละครโนห์เป็นที่นิยมของชนชั้นปกครองญี่ปุ่น ได้แก่เหล่าซามูไรในยุคศักดินา และต่อมาก็ขยายไปถึงขุนนางชั้นสูงในวัง

โดยใน “ยุคทอง” ของละครโนห์คือคริสต์ศตวรรษที่ 14 (ค.ศ. 1300-1399 หรือ พ.ศ. 1843-1942) นั้น  โชกุนหรือผู้นำทหารที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศทางพฤตินัยนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้อุปถัมภ์หลักของคณะละครโนห์ระดับปรมาจารย์

ในประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการเล่นโขนในวังมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

สำหรับละครคาบุกินั้น มีความเป็น “ชาวบ้าน” มากกว่า คือ นิยมกันในหมู่พ่อค้า และชาวเมืองทั่วไป  ผู้เขียนเองไม่มีความรู้เรื่องละครพื้นบ้านไทยมากนัก แต่ขอเดาเล่น ๆ ว่าน่าจะพอเทียบได้กับ “ลิเก”

3) วิธีการดำเนินเรื่อง

ทั้งละครโนห์และโขน ดำเนินเรื่องด้วยบทกวีในฉันทลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งในบทร้อง บทพากย์ และบทเจรจา  และมีการใช้ดนตรีในการดำเนินเรื่องเหมือนกัน  และยังใช้ความสามารถในการการร่ายรำหรือการเต้นของตัวละครเป็นหัวใจในการดำเนินเรื่องเหมือนกันด้วย

ในขณะที่ละครโนห์มีบทร้องและการเคลื่อนไหวที่ดูสงบ สง่า มีสมาธิ  ละครคาบุกิจะดูจัดจ้าน มีสีสัน และมีความ “โฉ่งฉ่าง” มากกว่า

4) มีการใช้หน้ากาก

ข้อนี้อาจจะเป็นประเด็นย่อย  แต่ละครโนห์และโขนคล้ายกันตรงที่ตัวละครโนห์ใส่หน้ากากเพื่อระบุว่าผู้เล่นนั้น ๆ เป็นตัวละครใด  เหมือนกับโขนที่ใส่หัวโขนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวละครนั้น ๆ

สำหรับละครคาบุกินั้นไม่ใช้หน้ากาก แต่ใช้วิธีแต่งหน้าด้วยสีสันฉูดฉาดแทน

ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของละครโนห์

สำหรับผู้เขียน ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของละครโนห์ไม่ได้อยู่ที่เป็นการละเล่นของชนชั้นสูง หรือว่าเน้นสอนพุทธปรัชญาให้คนรู้สึกเข็ดขยาดกับทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น แต่อยู่ที่ “การแสดง” เองด้วย!

ทั้งนี้เพราะการแสดงละครโนห์ต้องอาศัยพื้นฐาน “หลักการเจริญสติของเซน” อย่างยิ่งยวด

การเล่นละครโนห์ทุกครั้งคือการ “เล่นสด” ระหว่างศิลปิน 3 กลุ่มที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นคณะละครโนห์  ได้แก่ กลุ่มนักแสดง กลุ่มนักดนตรี และกลุ่มนักร้องเพลงประสานเสียงประกอบเรื่อง  ต่างฝ่ายต่างแยกกันซ้อม

เรียกว่าเจอกันสด ๆ ในวันแสดงเลย!

กล่าวกันว่าบทบาทที่ยากที่สุดคือบทของนักแสดง  เพราะต้องมีสติรู้ว่าดนตรีจะเป็นอย่างไร  มีสติรู้ว่าคณะผู้ประสานเสียงจะร้องอย่างไร  เพื่อที่ตนเองจะได้แสดงสีหน้าท่าทาง เดินไปตามจุดต่าง ๆ เพื่อเต้นและร้องให้เหมาะสมกลมกลืนได้

3 Noh Components

ภาพการแสดงสดของนักแสดง นักดนตรี และผู้ขับร้องเพลงประสานเสียงของคณะละครโนห์  จะเห็นได้ว่าทุกคนใช้ทั้งสติและสมาธิอย่างจริงจังมาก  Cr ภาพ ourgoldennews

เมื่อละครเป็น “เครื่องมือ” สู่การตื่นรู้

ฟุกุชิมะเซนเซ อาจารย์สอนวิชาดาบซามูไรโบราณของผู้เขียนเล่าว่า การเคลื่อนไหวของผู้เล่นละครโนห์เหมือนการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกศิลปะป้องกันตัว  คือต้องมีสติรู้ชัดในทุกการเคลื่อนไหวและในทุกประสาทสัมผัส  อีกทั้งยังต้องตัดความเป็นตัวตนออกไปให้ได้

ให้เหลือแต่ “ตัวรู้” เท่านั้น!

สำหรับชาวไทยที่เคยเจริญสติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4  เมื่อได้ชมละครโนห์จะเห็นด้วยตัวเองว่า ทั้งผู้แสดง นักดนตรี และนักร้องล้วนกำลัง “เจริญสติในอิริยาบถย่อย” นั่นเอง

แม้แต่ผู้ชม  ถ้าจะดูให้เป็นแบบเซน ๆ ในยุคโบราณ  ก็ต้องดูด้วยความ “มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ในปัจจุบันขณะ  โดยไม่มีการคิดปรุงแต่ง”

เรียกได้ว่าต้องมีสติทั้งผู้เล่นและผู้ดูเลยทีเดียว  ซึ่งแน่นอนว่า  ถ้าได้เจริญสติต่อเนื่องไปนาน ๆ  ก็สามารถเกิดการตื่นรู้หรือ ซาโตริ ขึ้นได้ด้วย!

ละครโนห์จึงมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ที่ลึกซึ้งตรงนี้

เมื่อญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับของ “ศักดิ์สิทธิ์”

แม้จะมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ขนาดนี้  ศิลปินชาวญี่ปุ่นก็ยัง “กล้าเล่น” กับละครโนห์  โดยปรับให้มีความร่วมสมัยน่าสนใจอยู่เสมอได้

ในบทความของคุณเกตุวดีได้ยกตัวอย่างที่เอเจนซี่โฆษณาดังของญี่ปุ่นนำละครโนห์มาใส่เทค “โนห์” โลยีลงไปในการจัดแสดงภาพศิลปะของซัลวาดอร์ ดาลี่อย่างกลมกลืน  โดยยังระมัดระวังและอนุรักษ์ในส่วนที่พึงอนุรักษ์ไว้ให้คงมีความขลังและดูมีระดับเหมือนเดิมได้ด้วย  ไม่ใช่ดูเก่าแก่คร่ำครึขึ้นหิ้ง

แต่งานแสดงภาพศิลปะดังกล่าวซึ่งจัดในปี 2559 นี้ไม่ได้เป็น “ครั้งแรก” ที่ชาวญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กับละครโนห์อันมีกลิ่นไอ “ความศักดิ์สิทธิ์”

เพราะศิลปินญี่ปุ่น “กล้าเล่น” กันมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2493 แล้ว!

ในช่วงระหว่างปี 2493-2498 นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง ยุคิโอะ มิชิม่า ได้นำบทละครโนห์โบราณมาเขียนขึ้นใหม่ให้มีความร่วมสมัยถึง 5 เรื่อง

mishima portrait

ยุคิโอะ มิชิม่า Cr ภาพจาก cna

มิชิม่ารักษาสไตล์ของบทละครและจิตวิญญาณของละครโนห์เอาไว้ครบถ้วน  เพียงแต่ย้ายเวลาและสถานที่มายังยุคสมัยใหม่  ชนิดที่มิชิม่าเองเปรียบเทียบว่าสามารถนำไปแสดงบนม้านั่งในสวนสาธารณะเซ็นทรัล ปาร์ค กลางกรุงนิวยอร์คได้ทีเดียว!

ทั้งนี้มิชิม่าไม่ใช่ศิลปินธรรมดา ๆ  แต่เขาเป็น “มือหนึ่ง” ของญี่ปุ่นในยุคนั้น  โดยเคยได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมถึง 3 ครั้ง

พูดง่าย ๆ ก็คือ  ผู้ที่ “กล้า” กระโดดเข้ามาฉีกกรอบบทละครโนห์ไม่ใช่ศิลปินระดับไก่กา  แต่เป็นศิลปินระดับชาติที่มีผลงานที่หลากหลายถึงเกือบ 150 ชิ้น

งานของมิชิม่ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ภาษางดงามและมีคุณค่าทางวรรณกรรมสูง  เขาได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่มี “คลังคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น” มากที่สุดของยุคด้วยความเป็นนักอ่านตั้งแต่เด็ก งานของเขาได้รับการบรรจุเข้าเป็นตำราเรียน  ได้รับการแปลไปหลายภาษา  อีกทั้งยังขายได้ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าบทละครโนห์แบบร่วมสมัยของมิชิม่าจึงได้รับการนำไปต่อยอดเล่นเป็นทั้งละครและภาพยนตร์ ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศจนกระทั่งทุกวันนี้  (มิชิม่าเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2513)

ที่น่าสนใจที่สุดคือ ถึงแม้มิชิม่าจะกล้านำเสนอบทละครโนห์ในรูปแบบร่วมสมัยชนิดฉีกกรอบ แทนที่จะได้รับกระแสต่อต้านจากสังคม  มิชิม่ากลับได้รับรางวัล Kishida Prize for Drama ซึ่งเป็นรางวัลด้านการละครที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

Mishima's Aoi No UeMishima's Sotoba Komachi

ภาพบน เป็นละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue (Lady Aoi) ส่วนภาพล่าง เป็นละครโนห์เรื่อง Sotoba Komachi (โคบาจิบนหลุมฝังศพ) ที่มิชิม่านำมาเล่าแบบร่วมสมัยและนำเสนอในรูปแบบของละครและภาพยนตร์  ถ่ายทำในราวปีค.ศ. 1975  Cr ภาพจาก Martygrossfilm

และเมื่อปี 2556 นี้เอง  ก็มีปรากฏการณ์ที่ผู้เขียนอยากจะเรียกว่าเป็นวิธีคิดต่อยอดที่สร้างสรรค์อย่างที่สุดของศิลปินร่วมสมัยญี่ปุ่นเกิดขึ้นอีก  คือ ละครโนห์เดิมเรื่อง Aoi no Ue (Lady Aoi) ซึ่งมิชิม่าได้มาเขียนบทใหม่ให้เป็นอุปรากรร่วมสมัย  ได้ถูกนำไปแสดงใหม่ในรูปแบบของละครหุ่นบุงระขุ!

ถ้าจะนำเสนอด้วยภาพ  ละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue นี้ ได้มีวิวัฒนาการในญี่ปุ่นจากลักษณะนี้

Aoi No Ue in Action

ละครโนห์ Aoi no Ue แบบดั้งเดิมจากศตวรรษที่ 14 Cr ภาพ Theatrenohgaku

มาสู่ภาพล่างนี้…

Mishima's Aoi No Ueละครโนห์ Aoi no Ue ในรูปแบบภาพยนต์ร่วมสมัยในการตีความและเขียนบทใหม่ของมิชิม่า ในปี 1975

มาสู่ภาพนี้…

Mishima's Noh-Cum-Bunraku

ละครโนห์ Aoi no Ue จากบทละครของมิชิม่า ที่ถูกนำไปเล่นในรูปแบบละครหุ่นบุงระขุในปี 2556  Cr ภาพ Japantimes

ล่าสุด ในปี 2558 International House of Japan องค์กรการกุศลกลางกรุงโตเกียวซึ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมได้จัดให้มีการแสดงละครโนห์เรื่อง Aoi no Ue แบบดั้งเดิมหนึ่งฉากย่อยในภาษาญี่ปุ่น   และการอ่านบทละครโนห์เรื่องเดียวกันฉบับร่วมสมัยของมิชิม่าเป็นภาษาอังกฤษ “ควบคู่กันไป” ในงานเดียวกันอีกด้วย!

คงไม่มีวิธีใดที่จะ “ปิดฉาก” บทความนี้อย่างเหมาะสมเท่ากับการยกบทพูดตอนหนึ่งของละครเรื่อง Aoi no Ue มาทิ้งไว้ให้ชวนคิด…

“…In this world

where all the lightning passes,

there should be none for me to hate…”

 “…ในโลกนี้…

โลกซึ่งชีวิตล้วนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบชั่วพริบตา

ฉันไม่ควรจะเสียเวลา(ไปกับการ)เกลียดชังใคร…”

ประพันธ์โดย — Zeami Motokiyo

(ปรมาจารย์ละครโนห์ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างค.ศ. 1363 – 1443)

สรุปการเรียนรู้จากซามูไร

๑.  ถ้าจะดูตัวอย่างจากละครโนห์ จะเห็นว่า  ญี่ปุ่นมีทั้งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมเก่าไว้อย่างเหนียวแน่น  และมีทั้งการนำไปต่อยอดให้มีความร่วมสมัย สามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยยังรักษา “แก่น” หรือจิตวิญญาณของเรื่องเดิมไว้ได้ครบถ้วน

๒.  สังคมญี่ปุ่นมีการเปิดรับการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างใจกว้างมาตลอดหลายศตวรรษ

๓.  อีกนัยหนึ่ง ญี่ปุ่นมีผลงานศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายให้ผู้ชมเลือกเสพได้ตามใจชอบ  ใครชอบดูของดั้งเดิมก็ยังมีให้ดู  ใครนิยมดูสไตล์ร่วมสมัยก็มีมาให้เลือกชมอย่างสร้างสรรค์มากมายไม่ขาดสาย  แถมล่าสุดยังจัดแสดงทั้งสองแบบควบคู่กันไปอีกด้วย

๔.  ทุกเหรียญย่อมมีสองด้าน บางทีสิ่งที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากทั้งสองด้านด้วยใจที่เป็นกลางนั่นเอง

———————

Practicing Sword Moves in Garden 1 Edited

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น  ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องภาวะผู้นำของซามูไรโบราณ จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

————————-

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่ 

สำหรับเล่มใหม่ล่าสุด “สำเร็จทางโลก เพราะสุขทางธรรม” คลิก ที่นี่ 

————————–

บทความนี้เขียนร่วมโดย คุณเกตุวดี Marumura  เชิญติดตามเรื่องราวดี ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นอื่น ๆ  ได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี Marumura 

————–——

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

——————–

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

——————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

Please follow and like us:
0