กระทบไหล่ยอดมนุษย์

With Howard Berg in front of Signs

ผู้เขียนเมื่อครั้งไปเรียนกับฮาเวิร์ด เบิร์ก เจ้าของสถิติโลกอ่านเร็ว

ในชีวิตที่รีบเร่งของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร  จะดีแค่ไหนที่เราสามารถแค่มองหน้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าเสี้ยววินาทีเดียวแล้วเข้าใจและจำเนื้อหาได้ทั้งหมด?

ทุกวันนี้อัตราเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไปอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

คุณคิดว่าเจ้าของสถิติโลกที่หนังสือกินเนสส์ บุ๊ค บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1990 สามารถอ่านได้นาทีละกี่คำ?

300?  500?  1,000?  2,000?

ผิดทุกข้อ!

ฮาเวิร์ด เบิร์ก ชาวอเมริกันผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี สามารถอ่านได้ในความเร็วเหนือมนุษย์ถึงนาทีและ 25,000 คำ!!!!

คุณอ่านไม่ผิด เขาอ่านได้นาทีละ สองหมื่นห้าพันคำ

พูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่าพวกเราทั่วไปถึง 125 เท่า!!!

และเพราะอ่านได้เร็วขนาดนี้ 27 ปีให้หลังที่เขาครองสถิติโลกก็ยังไม่มีใครโค่นเขาได้!

แถมอ่านแล้วยังจำเรื่องที่อ่านได้ด้วย  เพราะไม่ว่ากินเนสส์จะพิสูจน์อย่างไร และรายการทีวีทั่วโลกกว่า 1,100 รายการจะพิสูจน์อย่างไร  เขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจำเรื่องราวที่เขาอ่านไปได้จริง ๆ!!!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนทักษะการอ่านเร็วและการพัฒนาสมองในแง่อื่น ๆ จากฮาเวิร์ด เบิร์กโดยตรง และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสำหรับหนังสือเล่มต่อไปของผู้เขียนด้วย  จึงขอนำเรื่องราวของเขารวมทั้งเคล็ดลับการอ่านเร็วมาฝากคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้

***หมายเหตุ คุณสามารถเช็คความเร็วในการอ่านของคุณได้เมื่อคุณอ่านถึงท้ายบทความ***

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 146 ขอเสนอเรื่อง “กระทบไหล่ยอดมนุษย์”

รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ฮาเวิร์ด เกิดในย่านบรู้คลีนของนครนิวยอร์ค  ตอนที่เขายังเด็กนั้นย่านบรู้คลีนเป็นถิ่นอันตรายที่มีอาชญากรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

เด็กน้อยฮาเวิร์ดไม่สามารถออกไปเล่นในท้องถนนได้  สถานที่เดียวที่เขาสามารถจะไปซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยในย่านนั้นคือ “ห้องสมุด”

“It was the only place to play.”  (มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถเล่นได้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว

อาจเป็นเพราะ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่พวกเราเคยได้ยินมาก็ได้ว่า ถ้าคนเราทำกิจกรรมใดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ๆ

เด็กน้อยฮาเวิร์ดพบว่าเขาสามารถอ่านได้เร็วขึ้น…และเร็วขึ้น…

ชนะอุปสรรคได้ด้วยความสามารถเหนือมนุษย์

ฮาเวิร์ดเลือกเรียนสาขาชีววิทยาที่เขาชอบ เขาเริ่มสนใจเรื่องการทำงานของสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อขึ้นปีสามเขาไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากย้ายสาขาไปเรียนจิตวิทยาแทน  อาจารย์ตอบว่าหลักสูตรที่เขาเรียนนั้นทำไม่ได้  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ ก็ต้องไปเริ่มเรียนหลักสูตร 4 ปีของสาขาจิตวิทยาใหม่

ถ้าคุณเป็นฮาเวิร์ด คุณจะทำอย่างไร?

ฮาเวิร์ดตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นั่นก็คือ ลงเรียนวิชาของสาขาจิตวิทยาทั้งหมดในปีเดียว…และสอบผ่าน!  บางวิชาที่คนต้องเรียนกันทั้งภาคการศึกษานั้น ฮาเวิร์ดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

เขาสามารถได้ปริญญาสาขาจิตวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ภายในปีเดียว!!!

นำทักษะออกช่วยพัฒนาศักยภาพคน

“คุณไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือ?”  มีคนถามเขา

“อยากเรียนสิครับ ทำไมจะไม่อยาก”  ฮาเวิร์ดตอบ  แต่ปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี  ผมไปดูอัตราการจ้างงานของผู้จบปริญญาเอกสาขาที่ผมอยากเรียนคือจิตวิทยาควบชีววิทยา  ปรากฏว่าใน 1,000 คน จะมีคนได้งานเพียง 2 คนเท่านั้น!”

“ผมเลยคิดว่า ผมมีทักษะที่จะสอนคนอยู่แล้ว  สิ่งที่ผมทำอยู่คือการพัฒนาทักษะการอ่านเร็วนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาจิตวิทยาและการพัฒนาสมอง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเปิดสอนทักษะการอ่านเร็วและพัฒนาสมองเพื่อช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”

เทคนิคพื้นฐานของการอ่านเร็ว

เนื่องจากผู้เขียนเคยเรียนวิชาการอ่านเร็วที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภาคพิเศษสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา  และเคยอ่านหนังสือของนักอ่านเร็วอีกคน คือ โทนี่ บูซาน มาแล้ว  จึงพบว่า เทคนิคพื้นฐานของนักอ่านเร็วทุก ๆ คนนั้นคล้ายกัน รวมทั้งของฮาเวิร์ดด้วย

นั่นก็คือ

1) การ “ตั้งสติ” ก่อนอ่าน หรือการรู้ว่าต้องการอ่านหาข้อมูลประเภทไหน เพื่อเอาไปใช้อะไร

2) มีสมาธิระดับสูงในการอ่าน  และ

3) ใช้นิ้วมือหรือปากกาเป็นเครื่องนำสายตาในการอ่าน  และฝึกเลื่อนมือให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้สายตามองตามให้ทัน

ผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญและจากประสบการณ์ตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งวิธีเริ่มพัฒนานิสัยรักการอ่าน รายละเอียดโปรดติดตามได้ในหนังสือเล่มต่อไป

สิ่งน่าทึ่งที่ยอดมนุษย์ทำได้

นอกเหนือจากสถิติ 25,000 คำต่อชั่วโมงที่บันทึกในกินเนสส์ บุ๊ค แล้ว  ฮาเวิร์ดยังเคยสาธิตการอ่านหนังสือนิยายจำนวน 700 หน้าในเวลา 5 นาที (และจำเนื้อเรื่องได้หมดเมื่อคนถาม) ออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาใช้วิธีเปิดไปดูที่ปกหลังก่อนว่าหนังสือมีตัวละครชื่ออะไรบ้าง  แล้ว “สร้างภาพคน” หน้าตาต่าง ๆ เอาไว้

แล้วเวลาอ่าน ถึงแม้ชื่อตัวละครจะคล้ายกัน คือ Mel กับ Mol แต่เขาก็ไม่สับสน เพราะเขาวาดภาพแต่ละคนไว้ต่างกัน เขาจึงจำเนื้อเรื่องได้  อาจกล่าวได้ว่าเขาใช้เทคนิคการจำเป็นภาพประกอบไปกับทักษะการอ่านเร็วด้วย เขาจึงทำได้

ก่อนการสัมภาษณ์ฮาเวิร์ด ผู้เขียนยื่นกระดาษ A4 เนื้อหาเต็มหน้าแผ่นหนึ่งให้ฮาเวิร์ด ในนั้นเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนพร้อมทั้งคำถามที่จะถามเขาในวันนั้น  ฮาเวิร์ดรับไปดูแค่เสี้ยววินาทีก็ส่งกลับคืนมา…

…เพราะว่าเขาได้อ่านหมดและจำได้หมดแล้ว….

ครั้งหนึ่งฮาเวิร์ดได้อ่านกฎหมายสาธารณสุขของสหรัฐที่เพิ่งออกมาใหม่ทั้งหมด 1,500 หน้ากระดาษ A4 จบทั้งหมดภายใน 50 นาทีออกรายการโทรทัศน์  และสามารถกล่าวสรุปเนื้อหาทั้งหมดปากเปล่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

คุณสามารถชมความเร็วของฮาเวิร์ดตอนอ่านกฏหมายสาธารณสุขพร้อมทั้งการสรุปเนื้อหากฏหมายดังกล่าวได้อย่างแม่นยำได้ที่คลิปความยาว 2 นาทีกว่าต่อไปนี้

เคล็ดลับที่แท้จริง

ในชั้นเรียนการฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเร็วของการพัฒนาสมองนั้น ฮาเวิร์ดสอนการฝึกสมาธิอยู่สองแบบ  ตรงนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่าคือเคล็ดลับที่แท้จริงของฮาเวิร์ด  เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตอนเขาหนุ่ม ๆ นั้นเขาเคยไปฝึกสมาธิกับสำนักโยคะแห่งหนึ่งเป็นประจำ  ไปช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และไปอยู่ที่สำนักเลยทุกเสาร์อาทิตย์

เขาบอกผู้เขียนว่า ในช่วงนั้นเอง ที่เขาค้นพบว่าความเร็วการอ่านของเขาพุ่งทะยานราวกับติดจรวด  ทุกวันนี้ ฮาเวิร์ดยังนั่งสมาธิวันละ 20-30 นาที  และก่อนการอ่านเพื่อการทดสอบครั้งใหญ่ ๆ ทุกครั้ง เช่นการอ่านกฏหมายสาธารณสุขในคลิปก่อนหน้า เขาจะนั่งสมาธิถึง 90 นาทีก่อนเริ่มอ่าน

และเวลาที่เขาอ่านนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนอกจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ตรงหน้า  เขาไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น  นับเป็นสมาธิขั้นลึกอย่างแท้จริง

interview cropped

ผู้เขียนสัมภาษณ์ Howard Berg ถึงวิธีอ่านหนังสือจนสามารถทำสถิติโลกได้ และขอให้เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมารักการอ่านหนังสือ

ยิ่งให้ ยิ่งได้

ฮาเวิร์ดกล่าวว่าสิ่งที่เขามีเป็นพรสวรรค์ก็จริง  แต่ทักษะที่เขาค้นพบเป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ในระดับหนึ่ง  คือทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วการอ่านได้อย่างน้อย 1 เท่าแน่ ๆ เขาจึงอุทิศตัวทุ่มเทสอนทักษะของเขามาโดยตลอด  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาอยากช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือมาก ๆ เป็นเคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของชีวิต

นอกจากโรงเรียนของเขาแล้ว เขายังไปสอนเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสอยู่เป็นประจำตามองค์กรการกุศลต่าง ๆด้วย

“You’ve got to give.”  (คนเราต้องเป็นผู้ให้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว  “You’ve got to pass it on.”  (เราต้องส่งต่อสิ่งที่เรารู้ให้กับคนรุ่นหลัง)

Getting Cert Cropped

ผู้เขียนรับประกาศนียบัตรการฝึกอ่านเร็วและพัฒนาสมองจากคอร์ส 2 วันของฮาเวิร์ด เบิร์ก

GS 146 Howard Berg

ตอนรับใบประกาศ ฮาเวิร์ดบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้โครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในหมู่คนไทยของคุณประสบความสำเร็จนะครับ  มันเป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”

เคล็ดลับทีเด็ดปิดท้าย

ตอนที่ทราบว่าฮาเวิร์ดอายุเกือบจะ 70 ปีแล้วนั้น  ผู้เขียนตกใจมาก  เพราะเขายังดูสดใสอารมณ์ดี และมีเรี่ยวแรงสอนอย่างอึดได้ตลอดวันแรงไม่มีตกราวกับคนที่แข็งแรงคนหนึ่ง  ผู้เขียนเองในวัย 50 ปียังไม่คิดว่าตัวเองสามารถสอนทั้งวันแบบแรงไม่ตกติดต่อกันสองวันรวดได้เหมือนเขา จึงถามว่าเขาทำได้อย่างไร

“You’ve got to keep your brain young.”  (คุณต้องพยายามรักษาสมองคุณให้เยาว์วัยอยู่เสมอ)  ฮาเวิร์ดกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย  “The rest will follow.” (อย่างอื่นจะตามมาเอง)

ทุกวันนี้ฮาเวิร์ดยังว่ายน้ำครั้งละ 2-3 ไมล์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับกับการเดินบนสายพาน  ถึงแม้เขาจะดูตัวใหญ่แบบคนอเมริกัน  แต่เขาก็แข็งแรงมาก  วันแรกที่เขาสอนเขาใช้แอพพลิเคชั่นวัดระยะทางเดินแล้วพบว่า เขาเดินไปถึง 2 ไมล์ในช่วงการเดินไปเดินมาในชั้นเรียนทั้งวัน

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอของฮาเวิร์ดติดต่อกันมากว่า 30 ปีมีส่วนช่วยให้เขาดูอ่อนเยาว์และช่วยรักษาประสิทธิภาพของสมองของเขาอย่างมากเช่นกัน

“คุณคิดว่าคุณจะอ่านได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ไหมครับคุณฮาเวิร์ด”  ผู้เรียนคนหนึ่งยกมือถาม

“ถ้าเขาสามารถให้ผมอ่านบนกระดาษแผ่นที่ใหญ่ขึ้นที่บรรจุจำนวนคำลงไปได้มากกว่านี้ต่อ 1 หน้า ผมก็จะอ่านได้จำนวนคำต่อนาทีสูงกว่านี้ครับ  เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้ผมเสียเวลาที่สุดคือการพลิกเปลี่ยนหน้าครับ”  ฮาเวิร์ดกล่าวอย่างจริงจัง

โอ…เชื่อแล้ว…ว่าคุณเป็นยอดมนุษย์….

ข้อคิดที่ได้จากการคุยกับฮาเวิร์ด เบิร์ก

  1. ผู้ที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฮาเวิร์ดเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง  คือ 1) การเลือกไปอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเมื่อต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  2) การฮึดสู้เรียนปริญญาตรีอีกใบในเวลาเพียง 1 ปีเมื่ออาจารย์ปฏิเสธไม่ให้ย้ายสาขาวิชา  และ 3) การเลือกที่จะออกมาตั้งโรงเรียนสอนการอ่านเร็วและพัฒนาสมองด้วยตนเองเมื่อพบว่า คนเรียนปริญญาเอกสาขาที่เขาอยากเรียนส่วนใหญ่จะตกงาน

 

  1. ยิ่งให้ ยิ่งได้ ฮาเวิร์ดอุทิศตนสอนฟรีอยู่เป็นประจำ  แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ของเขา http://mrreader.com/  ก็มีเนื้อหาต่าง ๆ ให้คนไปเรียนรู้ได้ฟรี ๆ  เพราะเหตุนี้ คนถึงรู้จักเขามากมาย และช่วยเหลือสนับสนุนการงานของเขา

 

  1. การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

***ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณอ่านได้ในความเร็วกี่คำในหนึ่งนาที  ให้คุณลองดูว่าคุณใช้เวลาอ่านบทความนี้นานกี่นาที  จบย่อหน้านี้ มีทั้งหมด  2,120  คำ  ถ้าฮาเวิร์ดอ่านภาษาไทยได้ เขาจะสามารถอ่านบทความยาวขนาดนี้ได้ 10 บทความภายในเวลาเพียง 1 นาที***

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนา 8 วัน มาแล้ว 65 ครั้ง คอร์สของท่านติช นัท ฮันห์ 1 ครั้ง  สนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานหนังสือดร.ณัชร คลิก ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

ทำปณิธานปีใหม่ให้สำเร็จ ตอน 1

Shadow-of-Success

Cr ภาพจาก tomfordsquash

            “…ปีนี้จะทำงานส่วนตัวที่ฝันมานานให้สำเร็จให้ได้…”

“…ปีนี้จะออกกำลังให้มากกว่านี้…”

“…ปีนี้จะขยันนั่งสมาธิให้มากกว่านี้…”

ปีใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว คุณมีปณิธานสำหรับปี 2560 กันบ้างหรือไม่?

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 132 วันนี้ จะมาคุยกันเรื่อง “การทำปณิธานปีใหม่ให้สำเร็จ ตอนที่ 1”

ปณิธานยอดฮิตและสถิติความสำเร็จ

ในสหรัฐอเมริกา  ปณิธานสำหรับปี 2560 ที่คนนิยมตั้งมากที่สุดสามอันดับแรกคือ  1) ลดน้ำหนัก  2) จัดระเบียบชีวิต  และ  3) ใช้เงินน้อยลง, เก็บเงินมากขึ้น

การตั้งปณิธานน่ะไม่เท่าไหร่  แต่การจะทำตามปณิธานให้สำเร็จไปได้ตลอดปีนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การสำรวจในประเทศอังกฤษในปี 2550 พบว่า ในจำนวนผู้ที่ตั้งปณิธานช่วงปีใหม่นั้น มีผู้ทำสำเร็จได้เพียง…12%

แต่นั่นมัน 10 ปีที่แล้ว…ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด  ด้วยสารพัด app ในสมาร์ทโฟนที่ช่วยให้คุณทำตามเป้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เราน่าจะทำตามเป้าได้ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?

ผิดถนัด!  เพราะการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ในสหรัฐอเมริกาพบว่า  ในจำนวนผู้ที่ตั้งปณิธานปีใหม่ในปีที่ผ่านมานั้น มีผู้ทำสำเร็จได้จริงเพียง…8% เท่านั้น!

เกิดอะไรขึ้น????

ทำไมการทำตามปณิธานใด ๆ จึงยาก

ความจริงพุทธศาสนาระบุไว้ชัดเจนว่า “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ”

 

 

ซึ่งถ้าเราลองฝึกเจริญสติจนเข้าใจ เราก็จะรู้ได้เองว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฝึกใจนั้นไม่ง่ายนัก

อย่าว่าแต่ใจเลย  เรามาผ่านด่าน “กาย” ไปให้ได้กันก่อนเถอะ

ทราบหรือไม่ว่าสมองเป็นอวัยวะที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีความ “ขี้เกียจ” มาก ๆ!

ด้วยวิวัฒนาการที่ผ่านมานับล้านปี  สมองไม่ชอบใช้พลังงานมากกว่าที่จำเป็น  เพราะจะเก็บพลังงานไว้ใช้ยามคับขันนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่มีทางเลือก  สมองจะเลือก “เส้นทาง” หรือ “พฤติกรรม” ที่คุ้นเคยเอาไว้ก่อน  เพราะมันไม่ต้องใช้ความพยายามหรือพลังงานมากในการคิดว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

ไม่เชื่อลองถามตัวคุณเองว่า  ตอนเย็นหลังจากกลับจากทำงาน คุณอยากจะนอนเอกเขนกเล่นโทรศัพท์ หรือคุณอยากจะออกไปวิ่งสัก 5 กิโลเมตร?

แน่นอนสมองคุณจะพิจารณาด้วยความเร็วดุจฟ้าแลบว่าอย่างไหนง่ายกว่ากัน

…แล้วก็เลือกทำแบบเดิม ๆ…คือนอนเอกเขนก…55555

สมองที่เต็มไปด้วยข้ออ้าง

สมองส่วนที่ทำหน้าที่ช่วยให้เราเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่เราตั้งเป้าไว้และช่วยนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่หรือพฤติกรรมใหม่ไปเก็บไว้ที่คลังเก็บถาวรนั้นชื่อ ฮิปโปแคมปัส

ทุกครั้งที่เรา “ตั้งใจ” จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  ฮิปโปแคมปัสจะใช้ปริมาณออกซิเจนถึง 20% จากออกซิเจนทั้งหมดที่เราหายใจเข้าไป  และใช้พลังงานถึง 25% ของแคลอรี่จากอาหารทั้งหมดที่เราทานเข้าไปทีเดียว!

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยอ่อนและเครียดเมื่อเราเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

…ซึ่งรวมถึงการเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ตามปณิธานที่เราตั้งไว้ด้วย

อาการดังกล่าวนี้เกิดจากการ “ต่อต้าน” ของ “สมองขี้เกียจ” ที่อยากจะอยู่สบาย ๆ แบบเดิมและล้มเลิกการสร้างพฤติกรรมใหม่ ๆ ตามปณิธานของเรา

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า สมองเราจะเก่งในการหา “ข้ออ้าง” ที่เต็มไปด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าทำไมเราถึงไม่สามารถทำอะไรใหม่ ๆ ได้  เช่น  “ฉันก็เป็นคนอย่างนี้แหละ  ฉันพยายามเปลี่ยนตัวเองแล้ว แต่มันไม่สำเร็จนี่นา…เนอะ?”

มีวิธีอะไรบ้างนะที่จะทำให้เราเอาชนะสมองและทำตามปณิธานปีใหม่หรือความตั้งใจใด ๆ ก็ตามได้สำเร็จ?

มีคำตอบทั้งทางธรรมและทางวิทยาศาสตร์รอคุณอยู่ในตอนหน้า…

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการใช้ดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ ญี่ปุ่น จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 8 เล่ม

—————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่  

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On”

 

 

Please follow and like us:
0