กระทบไหล่ยอดมนุษย์

With Howard Berg in front of Signs

ผู้เขียนเมื่อครั้งไปเรียนกับฮาเวิร์ด เบิร์ก เจ้าของสถิติโลกอ่านเร็ว

ในชีวิตที่รีบเร่งของยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร  จะดีแค่ไหนที่เราสามารถแค่มองหน้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าเสี้ยววินาทีเดียวแล้วเข้าใจและจำเนื้อหาได้ทั้งหมด?

ทุกวันนี้อัตราเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไปอยู่ที่ 200 คำต่อนาที

คุณคิดว่าเจ้าของสถิติโลกที่หนังสือกินเนสส์ บุ๊ค บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1990 สามารถอ่านได้นาทีละกี่คำ?

300?  500?  1,000?  2,000?

ผิดทุกข้อ!

ฮาเวิร์ด เบิร์ก ชาวอเมริกันผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสอารมณ์ดี สามารถอ่านได้ในความเร็วเหนือมนุษย์ถึงนาทีและ 25,000 คำ!!!!

คุณอ่านไม่ผิด เขาอ่านได้นาทีละ สองหมื่นห้าพันคำ

พูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่าพวกเราทั่วไปถึง 125 เท่า!!!

และเพราะอ่านได้เร็วขนาดนี้ 27 ปีให้หลังที่เขาครองสถิติโลกก็ยังไม่มีใครโค่นเขาได้!

แถมอ่านแล้วยังจำเรื่องที่อ่านได้ด้วย  เพราะไม่ว่ากินเนสส์จะพิสูจน์อย่างไร และรายการทีวีทั่วโลกกว่า 1,100 รายการจะพิสูจน์อย่างไร  เขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจำเรื่องราวที่เขาอ่านไปได้จริง ๆ!!!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนทักษะการอ่านเร็วและการพัฒนาสมองในแง่อื่น ๆ จากฮาเวิร์ด เบิร์กโดยตรง และได้มีโอกาสสัมภาษณ์เขาสำหรับหนังสือเล่มต่อไปของผู้เขียนด้วย  จึงขอนำเรื่องราวของเขารวมทั้งเคล็ดลับการอ่านเร็วมาฝากคุณผู้อ่านดังต่อไปนี้

***หมายเหตุ คุณสามารถเช็คความเร็วในการอ่านของคุณได้เมื่อคุณอ่านถึงท้ายบทความ***

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 146 ขอเสนอเรื่อง “กระทบไหล่ยอดมนุษย์”

รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ฮาเวิร์ด เกิดในย่านบรู้คลีนของนครนิวยอร์ค  ตอนที่เขายังเด็กนั้นย่านบรู้คลีนเป็นถิ่นอันตรายที่มีอาชญากรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นแต่ละวัน

เด็กน้อยฮาเวิร์ดไม่สามารถออกไปเล่นในท้องถนนได้  สถานที่เดียวที่เขาสามารถจะไปซ่อนตัวได้อย่างปลอดภัยในย่านนั้นคือ “ห้องสมุด”

“It was the only place to play.”  (มันเป็นที่เดียวที่ผมสามารถเล่นได้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว

อาจเป็นเพราะ “กฎ 10,000 ชั่วโมง” ที่พวกเราเคยได้ยินมาก็ได้ว่า ถ้าคนเราทำกิจกรรมใดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลา 10,000 ชั่วโมงได้เมื่อไหร่ เราก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ๆ

เด็กน้อยฮาเวิร์ดพบว่าเขาสามารถอ่านได้เร็วขึ้น…และเร็วขึ้น…

ชนะอุปสรรคได้ด้วยความสามารถเหนือมนุษย์

ฮาเวิร์ดเลือกเรียนสาขาชีววิทยาที่เขาชอบ เขาเริ่มสนใจเรื่องการทำงานของสมองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อขึ้นปีสามเขาไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าอยากย้ายสาขาไปเรียนจิตวิทยาแทน  อาจารย์ตอบว่าหลักสูตรที่เขาเรียนนั้นทำไม่ได้  ถ้าอยากเรียนจิตวิทยาจริง ๆ ก็ต้องไปเริ่มเรียนหลักสูตร 4 ปีของสาขาจิตวิทยาใหม่

ถ้าคุณเป็นฮาเวิร์ด คุณจะทำอย่างไร?

ฮาเวิร์ดตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นั่นก็คือ ลงเรียนวิชาของสาขาจิตวิทยาทั้งหมดในปีเดียว…และสอบผ่าน!  บางวิชาที่คนต้องเรียนกันทั้งภาคการศึกษานั้น ฮาเวิร์ดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

เขาสามารถได้ปริญญาสาขาจิตวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ภายในปีเดียว!!!

นำทักษะออกช่วยพัฒนาศักยภาพคน

“คุณไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอกหรือ?”  มีคนถามเขา

“อยากเรียนสิครับ ทำไมจะไม่อยาก”  ฮาเวิร์ดตอบ  แต่ปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี  ผมไปดูอัตราการจ้างงานของผู้จบปริญญาเอกสาขาที่ผมอยากเรียนคือจิตวิทยาควบชีววิทยา  ปรากฏว่าใน 1,000 คน จะมีคนได้งานเพียง 2 คนเท่านั้น!”

“ผมเลยคิดว่า ผมมีทักษะที่จะสอนคนอยู่แล้ว  สิ่งที่ผมทำอยู่คือการพัฒนาทักษะการอ่านเร็วนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิชาจิตวิทยาและการพัฒนาสมอง  ดังนั้นผมจึงเริ่มเปิดสอนทักษะการอ่านเร็วและพัฒนาสมองเพื่อช่วยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ”

เทคนิคพื้นฐานของการอ่านเร็ว

เนื่องจากผู้เขียนเคยเรียนวิชาการอ่านเร็วที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภาคพิเศษสมัยที่ไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกา  และเคยอ่านหนังสือของนักอ่านเร็วอีกคน คือ โทนี่ บูซาน มาแล้ว  จึงพบว่า เทคนิคพื้นฐานของนักอ่านเร็วทุก ๆ คนนั้นคล้ายกัน รวมทั้งของฮาเวิร์ดด้วย

นั่นก็คือ

1) การ “ตั้งสติ” ก่อนอ่าน หรือการรู้ว่าต้องการอ่านหาข้อมูลประเภทไหน เพื่อเอาไปใช้อะไร

2) มีสมาธิระดับสูงในการอ่าน  และ

3) ใช้นิ้วมือหรือปากกาเป็นเครื่องนำสายตาในการอ่าน  และฝึกเลื่อนมือให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้สายตามองตามให้ทัน

ผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญและจากประสบการณ์ตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 17 ข้อ รวมทั้งวิธีเริ่มพัฒนานิสัยรักการอ่าน รายละเอียดโปรดติดตามได้ในหนังสือเล่มต่อไป

สิ่งน่าทึ่งที่ยอดมนุษย์ทำได้

นอกเหนือจากสถิติ 25,000 คำต่อชั่วโมงที่บันทึกในกินเนสส์ บุ๊ค แล้ว  ฮาเวิร์ดยังเคยสาธิตการอ่านหนังสือนิยายจำนวน 700 หน้าในเวลา 5 นาที (และจำเนื้อเรื่องได้หมดเมื่อคนถาม) ออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาใช้วิธีเปิดไปดูที่ปกหลังก่อนว่าหนังสือมีตัวละครชื่ออะไรบ้าง  แล้ว “สร้างภาพคน” หน้าตาต่าง ๆ เอาไว้

แล้วเวลาอ่าน ถึงแม้ชื่อตัวละครจะคล้ายกัน คือ Mel กับ Mol แต่เขาก็ไม่สับสน เพราะเขาวาดภาพแต่ละคนไว้ต่างกัน เขาจึงจำเนื้อเรื่องได้  อาจกล่าวได้ว่าเขาใช้เทคนิคการจำเป็นภาพประกอบไปกับทักษะการอ่านเร็วด้วย เขาจึงทำได้

ก่อนการสัมภาษณ์ฮาเวิร์ด ผู้เขียนยื่นกระดาษ A4 เนื้อหาเต็มหน้าแผ่นหนึ่งให้ฮาเวิร์ด ในนั้นเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มใหม่ของผู้เขียนพร้อมทั้งคำถามที่จะถามเขาในวันนั้น  ฮาเวิร์ดรับไปดูแค่เสี้ยววินาทีก็ส่งกลับคืนมา…

…เพราะว่าเขาได้อ่านหมดและจำได้หมดแล้ว….

ครั้งหนึ่งฮาเวิร์ดได้อ่านกฎหมายสาธารณสุขของสหรัฐที่เพิ่งออกมาใหม่ทั้งหมด 1,500 หน้ากระดาษ A4 จบทั้งหมดภายใน 50 นาทีออกรายการโทรทัศน์  และสามารถกล่าวสรุปเนื้อหาทั้งหมดปากเปล่าได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์ให้อย่างละเอียดอีกด้วย

คุณสามารถชมความเร็วของฮาเวิร์ดตอนอ่านกฏหมายสาธารณสุขพร้อมทั้งการสรุปเนื้อหากฏหมายดังกล่าวได้อย่างแม่นยำได้ที่คลิปความยาว 2 นาทีกว่าต่อไปนี้

เคล็ดลับที่แท้จริง

ในชั้นเรียนการฝึกพัฒนาทักษะการอ่านเร็วของการพัฒนาสมองนั้น ฮาเวิร์ดสอนการฝึกสมาธิอยู่สองแบบ  ตรงนี้เองที่ผู้เขียนค้นพบว่าคือเคล็ดลับที่แท้จริงของฮาเวิร์ด  เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ตอนเขาหนุ่ม ๆ นั้นเขาเคยไปฝึกสมาธิกับสำนักโยคะแห่งหนึ่งเป็นประจำ  ไปช่วงเย็นหลังเลิกเรียน และไปอยู่ที่สำนักเลยทุกเสาร์อาทิตย์

เขาบอกผู้เขียนว่า ในช่วงนั้นเอง ที่เขาค้นพบว่าความเร็วการอ่านของเขาพุ่งทะยานราวกับติดจรวด  ทุกวันนี้ ฮาเวิร์ดยังนั่งสมาธิวันละ 20-30 นาที  และก่อนการอ่านเพื่อการทดสอบครั้งใหญ่ ๆ ทุกครั้ง เช่นการอ่านกฏหมายสาธารณสุขในคลิปก่อนหน้า เขาจะนั่งสมาธิถึง 90 นาทีก่อนเริ่มอ่าน

และเวลาที่เขาอ่านนั้น เขาบอกว่าเขาไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนอกจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่ตรงหน้า  เขาไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น  นับเป็นสมาธิขั้นลึกอย่างแท้จริง

interview cropped

ผู้เขียนสัมภาษณ์ Howard Berg ถึงวิธีอ่านหนังสือจนสามารถทำสถิติโลกได้ และขอให้เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมารักการอ่านหนังสือ

ยิ่งให้ ยิ่งได้

ฮาเวิร์ดกล่าวว่าสิ่งที่เขามีเป็นพรสวรรค์ก็จริง  แต่ทักษะที่เขาค้นพบเป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ในระดับหนึ่ง  คือทุกคนสามารถเพิ่มความเร็วการอ่านได้อย่างน้อย 1 เท่าแน่ ๆ เขาจึงอุทิศตัวทุ่มเทสอนทักษะของเขามาโดยตลอด  เขาบอกผู้เขียนว่าเขาอยากช่วยให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น  เพราะเขารู้ว่าการอ่านหนังสือมาก ๆ เป็นเคล็ดลับความสำเร็จและความสุขของชีวิต

นอกจากโรงเรียนของเขาแล้ว เขายังไปสอนเด็ก ๆ ผู้ด้อยโอกาสอยู่เป็นประจำตามองค์กรการกุศลต่าง ๆด้วย

“You’ve got to give.”  (คนเราต้องเป็นผู้ให้ครับ)  ฮาเวิร์ดกล่าว  “You’ve got to pass it on.”  (เราต้องส่งต่อสิ่งที่เรารู้ให้กับคนรุ่นหลัง)

Getting Cert Cropped

ผู้เขียนรับประกาศนียบัตรการฝึกอ่านเร็วและพัฒนาสมองจากคอร์ส 2 วันของฮาเวิร์ด เบิร์ก

GS 146 Howard Berg

ตอนรับใบประกาศ ฮาเวิร์ดบอกกับผู้เขียนว่า “ขอให้โครงการส่งเสริมการอ่านหนังสือในหมู่คนไทยของคุณประสบความสำเร็จนะครับ  มันเป็นสิ่งที่ดีมากจริง ๆ”

เคล็ดลับทีเด็ดปิดท้าย

ตอนที่ทราบว่าฮาเวิร์ดอายุเกือบจะ 70 ปีแล้วนั้น  ผู้เขียนตกใจมาก  เพราะเขายังดูสดใสอารมณ์ดี และมีเรี่ยวแรงสอนอย่างอึดได้ตลอดวันแรงไม่มีตกราวกับคนที่แข็งแรงคนหนึ่ง  ผู้เขียนเองในวัย 50 ปียังไม่คิดว่าตัวเองสามารถสอนทั้งวันแบบแรงไม่ตกติดต่อกันสองวันรวดได้เหมือนเขา จึงถามว่าเขาทำได้อย่างไร

“You’ve got to keep your brain young.”  (คุณต้องพยายามรักษาสมองคุณให้เยาว์วัยอยู่เสมอ)  ฮาเวิร์ดกล่าวพร้อมกับหัวเราะไปด้วย  “The rest will follow.” (อย่างอื่นจะตามมาเอง)

ทุกวันนี้ฮาเวิร์ดยังว่ายน้ำครั้งละ 2-3 ไมล์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สลับกับการเดินบนสายพาน  ถึงแม้เขาจะดูตัวใหญ่แบบคนอเมริกัน  แต่เขาก็แข็งแรงมาก  วันแรกที่เขาสอนเขาใช้แอพพลิเคชั่นวัดระยะทางเดินแล้วพบว่า เขาเดินไปถึง 2 ไมล์ในช่วงการเดินไปเดินมาในชั้นเรียนทั้งวัน

ส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า การนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอของฮาเวิร์ดติดต่อกันมากว่า 30 ปีมีส่วนช่วยให้เขาดูอ่อนเยาว์และช่วยรักษาประสิทธิภาพของสมองของเขาอย่างมากเช่นกัน

“คุณคิดว่าคุณจะอ่านได้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ไหมครับคุณฮาเวิร์ด”  ผู้เรียนคนหนึ่งยกมือถาม

“ถ้าเขาสามารถให้ผมอ่านบนกระดาษแผ่นที่ใหญ่ขึ้นที่บรรจุจำนวนคำลงไปได้มากกว่านี้ต่อ 1 หน้า ผมก็จะอ่านได้จำนวนคำต่อนาทีสูงกว่านี้ครับ  เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ทำให้ผมเสียเวลาที่สุดคือการพลิกเปลี่ยนหน้าครับ”  ฮาเวิร์ดกล่าวอย่างจริงจัง

โอ…เชื่อแล้ว…ว่าคุณเป็นยอดมนุษย์….

ข้อคิดที่ได้จากการคุยกับฮาเวิร์ด เบิร์ก

  1. ผู้ที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเสมอ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ฮาเวิร์ดเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถึงอย่างน้อย 3 ครั้ง  คือ 1) การเลือกไปอยู่ห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเมื่อต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย  2) การฮึดสู้เรียนปริญญาตรีอีกใบในเวลาเพียง 1 ปีเมื่ออาจารย์ปฏิเสธไม่ให้ย้ายสาขาวิชา  และ 3) การเลือกที่จะออกมาตั้งโรงเรียนสอนการอ่านเร็วและพัฒนาสมองด้วยตนเองเมื่อพบว่า คนเรียนปริญญาเอกสาขาที่เขาอยากเรียนส่วนใหญ่จะตกงาน

 

  1. ยิ่งให้ ยิ่งได้ ฮาเวิร์ดอุทิศตนสอนฟรีอยู่เป็นประจำ  แม้กระทั่งบนเว็บไซต์ของเขา http://mrreader.com/  ก็มีเนื้อหาต่าง ๆ ให้คนไปเรียนรู้ได้ฟรี ๆ  เพราะเหตุนี้ คนถึงรู้จักเขามากมาย และช่วยเหลือสนับสนุนการงานของเขา

 

  1. การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย และอารมณ์ขัน เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข

***ถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณอ่านได้ในความเร็วกี่คำในหนึ่งนาที  ให้คุณลองดูว่าคุณใช้เวลาอ่านบทความนี้นานกี่นาที  จบย่อหน้านี้ มีทั้งหมด  2,120  คำ  ถ้าฮาเวิร์ดอ่านภาษาไทยได้ เขาจะสามารถอ่านบทความยาวขนาดนี้ได้ 10 บทความภายในเวลาเพียง 1 นาที***

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก เข้าคอร์สฝึกสติวิปัสสนา 8 วัน มาแล้ว 65 ครั้ง คอร์สของท่านติช นัท ฮันห์ 1 ครั้ง  สนใจจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

ได้ประกาศนียบัตรคอร์สฝึกสมอง Positive Neuroplasticity Training & Professional Course จาก ดร.ริค แฮนสัน ผู้เขียน “สมองแห่งพุทธะ”    สอบได้ประกาศนียบัตร NLP Coach และกำลังเตรียมสอบประกาศนียบัตรโค้ชสากลของสหพันธ์การโค้ชนานาชาติ

ดร.ณัชรเรียนปริญญาโท 3 สาขาย่อย คือ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ  จบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจผลงานหนังสือดร.ณัชร คลิก ที่นี่

________

สนใจฝึกเจริญสติเต็มรูปแบบแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

พลังจากฟ้า

GS 144 King with People and Walk

Cr ภาพ teenee.com

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังเร่งปิดต้นฉบับหนังสือเล่มใหม่  โดยจะมอบรายได้ทั้งหมดจากหนังสือเล่มนี้ในส่วนของผู้เขียนให้มูลนิธิชัยพัฒนา  และในช่วงนี้นี่เองที่ผู้เขียนได้ประสบกับสิ่งดี ๆ ที่อยากนำมาเล่าต่อให้คุณผู้อ่านฟัง

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จากดร.ณัชร” เรื่องที่ 144 วันนี้ จะมาคุยเรื่อง “พลังจากฟ้า”

ที่มาของโครงการหนังสือ

จากวันที่ 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559  ผู้เขียนได้ทำโครงการ “อ่านเพื่อชาติ” ด้วยการอ่านและรีวิวหนังสือมาแบ่งปันความรู้และความสุขให้คุณผู้อ่านทุกวัน วันละเล่ม ต่อเนื่องกันสำเร็จรวม 365 เล่ม

ก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้รีวิวหนังสือต่าง ๆ มาบ้างแล้วในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”  ประมาณเดือนละ 4-6 เล่ม ด้วยเจตนาที่จะทำดีถวายในหลวงร.๙  จนกระทั่งวันหนึ่งได้ไปเห็นสถิติการอ่านของชาติต่าง ๆ ในอาเซียนแล้วรู้สึกว่าอยากส่งเสริมการอ่านให้เป็น “วาระเร่งด่วนแห่งชาติ”

เพราะในขณะที่กลุ่มชาวไทยที่อ่านหนังสือเล่มเป็นประจำ ซึ่งมีไม่มากนัก อ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยปีละ 4 เล่มต่อคน ชาวสิงค์โปร์กลับอ่านกันราวปีละ 40-50 เล่มต่อคน  ชาวมาเลเซียปีละ 50 เล่มต่อคน  และชาวเวียดนามอ่านสูงถึงปีละ 60 เล่มต่อคน!

การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้ที่ตัวเราทุกคน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนตั้งเป้าว่า  อย่างน้อยเราต้องอ่านและรีวิวให้ได้จำนวนเล่มต่อปีมากกว่าอัตราการอ่านเฉลี่ยของคนเวียดนามได้สักนิดก็ยังดี คือ ปีละ 66 เล่ม

แต่เมื่อวางแผนการอ่านและลงมือทำไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเราสามารถทำสถิติได้ดีกว่านั้น  จึงขยับเป้าขึ้นเป็น 100 เล่ม/ปี  และถึง 365 เล่ม/ปี ในที่สุด

เมื่อครบปี ก็รู้สึกว่าได้ค้นพบอะไรดี ๆ มากมายที่มีค่ามากกว่าที่จะเก็บไว้คนเดียว  จึงคิดจะรวบรวมทำเป็นหนังสือขึ้นเผยแพร่เป็นการกุศลสักเล่ม

เพราะนอกจากจะเป็นการ “ทำดีถวายในหลวง” ตามแบบที่ตนเองถนัด  และเป็นการสนองพระราชประสงค์ที่ทรงเอ่ยถึงเสมอ ๆ ในพระบรมราโชวาทว่า “ให้คนไทยมุ่งดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” แล้ว  ผู้เขียนก็จะได้มีโอกาสรวบรวมรายได้จากหนังสือมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสืบสานงานในพระราชดำริด้วย

King Reads Sepia Cropped

“…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้ มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.๙ พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศ ในโอกาสที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514

ภาพจาก สำนักข่าวทีนิวส์

สัมภาษณ์ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน

เนื้อหาในหนังสือเล่มใหม่นี้มีอยู่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือเปลี่ยนชีวิต, หนังสือมอบโอกาส, ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี, ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ, หนังสือสร้างผู้นำได้อย่างไร, 17 วิธีสู่การอ่านได้ปีละ 365 เล่ม ฯลฯ

แต่หนึ่งในไฮไลท์คือการที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของไทยที่ประสบความสุขความสำเร็จในหน้าที่การงานของตนเองและเป็นนักอ่านตัวยงได้เมตตาให้ผู้เขียนได้เข้าสัมภาษณ์

โดยทั้ง 5 ท่านได้แก่ 1) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  2) ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี  3) ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต  4) พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ 5) ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์การนาซ่า ผู้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาบริษัทชั้นนำ

ในช่วงที่ลงมือเขียนหนังสือนั้น ผู้เขียนต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะงานเขียน งานแปล งานบรรยาย อ่านและรีวิวหนังสือ  ตลอดจนงานโค้ช  และพบว่าการถอดเทปบทสัมภาษณ์ทีละคำ ทีละประโยคของเทปสัมภาษณ์ที่บางทียาวเกือบ 2 ชั่วโมงนั้นไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเส้นตายที่ต้องส่งสำนักพิมพ์รออยู่

จึงเป็นที่มาของการที่ผู้เขียนประกาศหาสมาชิกเพจที่ยินดีเป็นจิตอาสามาช่วยกันเป็นทีมถอดเทปในตอนหัวค่ำของคืนวันหนึ่ง…

ผลตอบรับที่คาดไม่ถึง

ตอนที่ผู้เขียนประกาศหาอาสาสมัครช่วยกันถอดเทปสำหรับโครงการหนังสือ “อ่านเพื่อชาติ” ผ่านทางเพจดร.ณัชรไปนั้น  ผู้เขียนนึกว่าอาจจะพอมีท่านผู้พอมีประสบการณ์มาอาสาช่วยสัก 2-3 ท่าน  ซึ่งถ้าได้แค่นี้ก็จะดีใจมาก ๆ แล้ว

แต่ผลตอบรับนั้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกตกตะลึง ตื้นตัน และซาบซึ้งอย่างยิ่งเพราะมีท่านผู้อ่านติดต่อเข้ามากันนับร้อยคน  ทั้งผ่านช่องคอมเม้นท์ของโพสต์นั้น และผ่านทางกล่องข้อความของทางเพจ

แม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน และแม้ผู้เขียนจะเข้าไปแก้ประกาศว่าขณะนี้ได้อาสาสมัครครบแล้ว  ก็ยังมีผู้อาสาหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่หยุด  ขอช่วยอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มีส่วนในโครงการการกุศลนี้

จนผู้เขียนต้องซอยเทปย่อยออกเป็นช่วง 20-30 นาที  เพื่อเปิดโอกาสให้มีจำนวนผู้ถอดเทปได้เข้ามาร่วมทีมงานได้มากขึ้นสำหรับเทปสัมภาษณ์แต่ละชุด

แต่ก็ยังมีจิตอาสาหลั่งไหลเข้ามาอีกไม่หยุด  ผู้เขียนจึงพยายามนึกว่าจะให้ท่านเหล่านั้นได้มีส่วนสร้างกุศลถวายในหลวงร.๙ ด้วยกันได้อย่างไรอีก  แล้วจึงนึกออกว่าเราสามารถมอบหมายให้แต่ละท่านช่วยเป็นทีมหาข้อมูลประกอบหนังสือก็ได้  จึงได้จ่ายงานไปอีกเป็นระลอกที่สอง

แล้วงานที่ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ๆ ถ้าผู้เขียนทำเองเพียงคนเดียว…ก็เสร็จลงอย่างประณีตมหัศจรรย์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน!!!

พลังที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน

ในช่วงที่สัญญาณแจ้งเตือนของกล่องข้อความเฟซบุ๊คเพจดร.ณัชรดังขึ้นถี่ ๆ ติดกันไม่หยุดจนผู้เขียนตอบไม่ทันจนเลยเที่ยงคืนนั้น  ผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่ามหัศจรรย์นัก  ใครจะนึกว่ามีผู้ที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อนอาสามาช่วยกันทันทีอย่างแข็งขันจำนวนมากมายขนาดนี้  มีหลายท่านอยู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศด้วยซ้ำ!

ปรากฏการณ์นี้เป็นอะไรอื่นไม่ได้นอกจากพระบารมีปกเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ที่เปรียบเหมือนเป็น “พลังที่มองไม่เห็นที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว”

ในตอนนั้นผู้เขียนมีความรู้สึกวูบขึ้นมาในใจอย่างชัดเจนที่สุดว่า “พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเสด็จฯ ไปไหน  แต่ยังทรงอยู่ตรงนี้ ที่นี่ เวลานี้  ทรงยังแผ่พระบารมีปกเกล้าฯ คุ้มครองพวกเราอยู่  และยังทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าไว้ด้วยกันเสมออย่างไม่เปลี่ยนแปลง”

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า  คราใดที่คนไทยต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อสืบสานงานในพระราชดำริ  ความร่วมมือร่วมใจเช่นนี้ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดในลักษณะนี้เช่นกัน

เบื้องหลังน่าประทับใจ

หลายท่านที่ติดต่อขอเป็นอาสาสมัครถอดเทปนั้นไม่มีประสบการณ์ บางท่านเองก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว บางท่านป่วยอยู่ บางท่านพักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่ที่บ้าน  แต่ทุกท่านก็เร่งฟังเทปและถอดข้อความส่งกลับมาอย่างรวดเร็วชนิดคาดไม่ถึง  บางท่านได้คลิปเสียงไปตอนเที่ยงคืน  ภายใน 8 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ส่งงานกลับมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้นั้นก็นอนป่วยอยู่แท้ ๆ

และเมื่อผู้เขียนขอชื่อนามสกุลภาษาไทยของแต่ละท่านเพื่อจะไปเขียนคำขอบคุณในหนังสือให้  ส่วนใหญ่จะบอกทันทีว่าไม่เป็นไร เพราะ “ในหลวงร.๙ ทรงให้พวกเราปิดทองหลังพระ”  และบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยสำหรับงานนี้ก็ขอให้บอกอีก  ยินดีช่วยเสมอ

และทุกคนยังบอกอีกว่า  รู้สึกดีใจ ปลื้มใจ และปิติเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมทำอะไรถวายพระองค์ท่าน แม้เพียงจะน้อยนิด

ยิ่งได้ยินอย่างนี้  จะไม่ให้เชื่อในพระบารมีปกเกล้าฯ ได้อย่างไร  ผู้เขียนนึกในใจว่านี่คือ “ทีมงานพระราชทาน” แท้ ๆ  เพราะไม่สามารถหาคำนิยามใด ๆ มาอธิบายความทุ่มเทเสียสละโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนของทีมงานนี้ได้อีก  ทุกท่านล้วน “ปิดทองหลังพระ” ตามพระบรมราโชวาทของในหลวงร.๙ อย่างแท้จริง

ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร.๙ ทรงทราบถึงความสามัคคีร่วมมือร่วมใจของคนไทยที่ต้องการช่วยกันพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างนี้  คงจะทรงยินดียิ่งนัก

ด้วยพระบุญญาบารมี ผู้เขียนมั่นใจอย่างยิ่งว่า ณ แห่งใดแห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นฟ้า  พระองค์ท่านย่อมทรงมีพระญาณรับรู้ถึงความจงรักภักดีอย่างยิ่งของทีมงานจิตอาสานี้อย่างแน่นอน

ผลงานของทีมงานทุกคน เพื่อชาวไทยทุกคน

ผู้เขียนขออนุโมทนากับทุก ๆ ท่าน  ทั้งที่ได้มีโอกาสร่วมงานนี้รวมถึงทุก ๆ ท่านที่มีกุศลจิตสมัครเข้ามานับร้อยท่านแต่ผู้เขียนไม่มีงานที่จะแจกให้ท่านได้ทำมา ณ ที่นี้ด้วย

สำหรับท่านกลุ่มหลัง ขออย่าได้เสียใจ  เพราะเพียงพลังกุศลจิตของท่านที่มีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะมาร่วมทำงานนี้ถวายพระองค์ท่านก็มีอานิสงส์เสมือนทุก ๆ ท่านได้ร่วมทำด้วยตนเองแล้ว

ผู้เขียนขอยกหนังสือเล่มใหม่ที่ใกล้ปิดต้นฉบับแล้วนี้ให้เป็นผลงานของพวกท่านดังกล่าวทุก ๆ คน รวมทั้งทุกท่านที่แชร์โพสต์ที่ผู้เขียนรับสมัครจิตอาสาไปในคืนวันนั้น  และขอฝากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและประเทศชาติสืบไป

โปรดตรวจสอบรายชื่อ

ท้ายที่สุด ผู้เขียนขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ประกาศรายชื่อทีมงาน  ทั้งเพื่อประกาศเกียรติคุณ และเพื่อขอให้ทุกท่านช่วยตรวจสอบรายชื่อว่าตกหล่นชื่อของท่านไปหรือไม่  และท่านที่ยังไม่ได้ให้ชื่อภาษาไทย หรือยังระบุว่าไม่ประสงค์ออกนาม  ผู้เขียนขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาอีกครั้ง  เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นของทุก ๆ ท่านอย่างแท้จริง

ทีมถอดเทปและทีมหาข้อมูลจิตอาสา

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

ธนวดี ศรีสวัสดิ์ศักดิ์, อภิรดี ปลายกระสินธุ์, พิมพ์ใจ  ดวงเนตร

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

พฤศจีรา ศิวรักษ์, สิริรัตน์ บำรุงสวัสดิ์,ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

วรงค์ศรี  เรืองวณิช, วิศนีย์ ชนะวรรโณ , ชมพูนุท, ศุพัชรณันท์ เจริญจิตต์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ปรียาดา ชาญภัทรวาณิช, ชมกร เศรษฐบุตร, อานนท์ หกสี, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์

ทีมงานถอดเทปสัมภาษณ์ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

สมพัตสร วงศ์เจริญ, ณอัญญา สาวิกาชยะกูร, เย็นฤดี ชาญวิรวงศ์, ณัฐณรินทร์ อิสริยเมธา

ทีมหาข้อมูล

ธันยา พิทธยาพิทักษ์, พักตรพริ้ง ตันติวราชัย , Naka Nong, พรพันธ์ อาภามงคล, พัทธ์ธีรา ตั๊นสวัสดิ์, จินดา มากคำ

________________

ดร.ณัชรสนใจการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับผู้อื่น   เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องบทบาทของการเจริญสติในการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้ประกาศนียบัตรการฝึกสติแบบเซนด้วยดาบซามูไรจากสำนักเซโตริว จบธรรมศึกษาขั้นเอก สนใจการเจริญสติ จิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางสมอง

 

มีผลงานเขียนและแปลแล้ว 9 เล่ม

สนใจสนับสนุนผลงานเล่มล่าสุด “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น” กรุณาคลิก ที่นี่ 

________

สนใจฝึกเจริญสติแนวเถรวาท คลิก ที่นี่  

สนใจฝึกเจริญสติแนวหมู่บ้านพลัม คลิก ที่นี่

—————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวงร.๙

—————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ  กรุณาไปที่เพจดร.ณัชรใน Facebook ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือ tablet แล้วกด Notifications (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”)  ให้เป็น “On” และเลือก “See First”

 

Please follow and like us:
0

จดหมายเปิดผนึกถึงคุณแม่…

On Mom

ผู้เขียนและคุณแม่

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 120

ซีรี่ส์พิเศษรับวันแม่ ตอนที่ 3 “จดหมายรักเปิดผนึกจากหมีถึงคุณแม่”

“…กราบคุณแม่ที่รักของหมี…,

กว่าคุณแม่จะได้เห็นจดหมายฉบับนี้ก็เป็นช่วงค่ำวันแม่แล้ว  เราไปทานข้าว ลงนามถวายพระพร และช้อปปิ้งด้วยกันมาแล้วก็จริง  แต่หมีคิดว่าหมียังมีอะไรที่อยากบอกคุณแม่อีกค่ะ

หมีขอเขียนจดหมายหาคุณแม่แทนแล้วกันนะคะ…

หมีอยากจะขอบคุณคุณแม่สำหรับทุก ๆ อย่างที่คุณแม่ให้หมีมาด้วยความรักตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้  และอยากจะบอกคุณแม่ว่า  หมีคงไม่มีวันนี้ได้ถ้าไม่มีคุณแม่ค่ะ

Mom Pink Green Dress

ผู้เขียนกับคุณแม่

คุณแม่คงไม่ทราบหรอกค่ะว่า  หนึ่งในความทรงจำแรก ๆ ของหมีคือการที่คุณแม่จับมือ(อ้วน ๆ)ของหมีหัดเขียนก.ไก่ ข.ไข่ ในบ่ายวันหนึ่งที่บ้านซอย 22 ของเรา  ตอนนั้นหมียังไม่เข้าอนุบาลเลยค่ะ!

คุณแม่ทราบไหมคะว่าทำไมหมีถึงจำเหตุการณ์วันนั้นได้?  เพราะหมีมีความสุขมาก ๆ ไงคะ  เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ…

ตอนนั้นหมีพยายามหัดเขียนก.ไก่ และ ข.ไข่ เองหลังจากคุณแม่จับมือเขียนไปแล้วสองรอบ  ถึงจะโย้เย้น่าดูแต่หมีก็คงจะพอเขียนได้  คุณแม่ดีใจมาก  เลยเขียน ฃ.ขวดให้หมีดูแล้วให้หมีหัดเขียนเองโดยคุณแม่ไม่จับมือแล้ว

ปรากฏว่าสองครั้งแรกหมีเขียนออกมาเป็น ข.ไข่ ค่ะ  หมียังดูไม่ออกว่า ฃ.ขวดมีอีก 1 ขยัก  คุณแม่ก็ชี้ไปที่หัวของฃ.ขวดแล้วอธิบายให้หมีฟัง  คราวนี้หมีพยายามเขียนใหม่อย่างช้า ๆ แล้วก็เขียนอีก 1 ขยักตรงส่วนหัวสำเร็จ  คุณแม่ดีใจใหญ่ปรบมือชมไม่หยุด

ในตอนนั้นหมีจำได้แม่นว่าหมีรู้สึกว่าการเขียนเพิ่มอีก 1 ขยักนี้เองที่ทำให้คุณแม่มีความสุข  หมีก็เลยเขียนแถมไปอีก 2 ขยักก่อนจะลากเส้นลงมาเขียนจนจบตัว ฃ.ขวดนั้นค่ะ

คราวนี้คุณแม่หัวเราะใหญ่เลยค่ะ  ถึงหมีจะยังเด็กมากแต่หมีจำได้แม่นว่าเสียงหัวเราะใส ๆ ของคุณแม่นั้นเพราะเหลือเกิน  เป็นเสียงที่เพราะที่สุดในโลก  หมีหันไปดูคุณแม่หัวเราะอย่างมีความสุขแล้วรู้สึกว่าโลกหยุดหมุน  หมียังจำได้เลยค่ะว่าคุณแม่ใส่ชุดเสื้อกระโปรงสีส้ม

นั่นคือความทรงจำอันแสนสุขของหมีค่ะ

Mom Green Dress

ผู้เขียนกับคุณแม่

ดังนั้นถ้าหนังสือที่หมีเขียนอยู่ทุกวันนี้พอจะทำประโยชน์ให้ท่านผู้อ่านได้บ้าง  หมีขอยกเครดิตให้คุณแม่ไปทั้งหมดเลยนะคะ  เพราะมีมืออันอบอุ่นของคุณแม่จับมืออ้วน ๆ เล็ก ๆ นั้นไว้ให้หัดเขียนได้ในวันนั้น  จึงมีหมีในวันนี้ค่ะ

ไม่ใช่แค่จับมือหมีเขียนหนังสือ  แต่คุณแม่ยังสอนให้หมีสะกดคำ  แล้วก็เล่นเกมสะกดป้ายต่าง ๆ ตามถนนกับหมีด้วย

แล้วคุณแม่ก็สอนให้หมีหัดอ่านหนังสือพิมพ์  เริ่มจากพาดหัวข่าวก่อน  หมีจำได้ว่าคุณแม่ส่งเสริมเรื่องการอ่านของหมีมาก  จนในที่สุดหมีก็อ่านหนังสือของคุณแม่ เช่น ประวัติศาสตร์ยุโรป และ หนังสือของ เดล คาร์เนกี้ ได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

จำได้ไหมคะ ตอนนั้นคุณแม่เคยถามว่า “ไม่หนักเกินไปหรือลูก?”  แล้วหมีตอบว่า “ไม่หนักค่ะ”  แต่เราเข้าใจกันคนละอย่าง  หมีนึกว่าคุณแม่ถามว่าตัวหนังสือปกแข็งนั้นมันไม่หนักหรือเพราะหมีนอนถืออ่านค่ะ 55555

นอกจากนี้คุณแม่ยังทุ่มเทสนับสนุนเรื่องการเรียนของหมีอย่างเต็มที่  ถ้าเป็นเรื่องของเล่นคุณแม่อาจจะไม่ยอมตามใจทุกอย่าง  แต่ถ้าเป็นหนังสือแล้วคุณแม่ไม่เคยห้ามเลย

จำได้ว่าตอนปิดเทอมป.6 ขึ้น ม. 1  ครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนมาแตร์มีการบ้านฤดูร้อนให้นักเรียนทำ  คือให้เลือกหนังสือภาษาอังกฤษ 1 เล่มจากรายชื่อหนังสือแนะนำ 14 เล่มมาอ่านแล้วเขียนรายงานสรุปและวิเคราะห์มาส่ง

ตอนนั้นหมีคิดในใจว่า ถ้าเราไม่ได้อ่านทั้ง 14 เล่มแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเล่มไหนดีพอที่จะเลือกมาเขียนวิเคราะห์ส่ง  วันนั้นในร้านหนังสือดวงกมลที่สยาม หมีเลยถือแผ่นรายชื่อหนังสือไปขอคุณแม่ซื้อทั้ง 14 เล่ม!

คุณแม่ก็ยังไม่ได้อนุญาตทันที  แต่สอนให้หมีคิดใช้เหตุผลก่อนด้วยการถามว่า  “หมีคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนจริง ๆ ไหมลูก?  หมีจะอ่านทุกเล่มจริง ๆ หรือเปล่าคะ?”

พอหมียืนยัน  คุณแม่ถึงยอมซื้อให้ทั้ง 14 เล่ม  หมีดีใจมากกอดถุงหนังสือแน่น  นึกขอบคุณคุณแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ  คิดว่าแม่เราใจดีเหลือเกิน…เหมือนนางฟ้าที่เนรมิตทุกอย่างให้ได้ตามใจเรา

ดังนั้น ถ้าโครงการ “อ่านเพื่อชาติ วันละเล่ม” ที่หมีอ่านและรีวิวหนังสือลงใจเพจของหมีทุก ๆ วันเพื่อบริการท่านผู้อ่านระหว่าง 20 พ.ค. 2558-20 พ.ค. 2559 พอจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านท่านใดได้บ้าง  หมีก็ขอยกเครดิตนี้ให้คุณแม่ทั้งหมดนะคะ

และเพราะคุณแม่สนับสนุนหมีเรื่องการอ่าน และการเรียนรู้จากภาษาอังกฤษมาตลอดนี้เอง  ทำให้หมีได้รับเลือกเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งตอบปัญหาความรู้รอบตัวเป็นภาษาอังกฤษของเชลล์  และเวลาไปแข่งจริงคุณแม่จะคอยสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้หมีอยู่ตลอดการแข่งด้วย  ดังนั้นหมีขอยกเครดิตในการคว้าแชมป์รายการนั้นให้คุณแม่ด้วยนะคะ  เพราะว่ามีคุณแม่ หมีถึงทำได้ค่ะ

Shell Team 2

ทีมตอบปัญหาเชลล์จากโรงเรียนมาแตร์ เดอี วิทยาลัย (แถวยืน จากซ้าย)  ผู้เขียน, ซิสเตอร์มณี ภัคเกษม อาจารยใหญ่ พร้อมโล่รางวัลชนะเลิศรายการตอบปัญหาภาษาอังกฤษของบริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย ปี 2527, อิสริยา สุนทราวรกุล

(นั่งด้านหน้า) โรสซาลีน่า อเล็กซานเดอร์

พอเข้ามหาวิทยาลัยหมีมีโอกาสสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนไปต่างประเทศต่าง ๆ หลายทุน  พอสอบได้แต่ละทุนหมีก็จะไปบอกคุณแม่  แล้วคุณแม่ก็จะช่วยพิจารณาและให้คำแนะนำว่าควรจะรับทุนนี้หรือไม่เพราะอะไร

ตอนนั้นบางทีหมีก็น้อยใจว่าทำไมคุณแม่ถึงไม่ให้ไปทุนนู้น ทุนนี้ทั้ง ๆ ที่หมีอุตส่าห์สอบได้  พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วหมีถึงเข้าใจและนึกขอบคุณคุณแม่จริง ๆ ค่ะที่ช่วยเลือกทุนดี ๆ ให้หมีได้มีประสบการณ์ดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ถึงทุกวันนี้

แต่สิ่งที่ทำให้หมีเข้าใจคุณแม่มากที่สุดคือการได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมในคอร์สเจริญสติวิปัสสนาแนวคุณแม่สิริ กรินชัย  7 คืน 8 วันค่ะ  หมีไปคอร์สนี้มาหลายที่  แต่มาลงตัวที่สุดที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่

พอประมาณวันที่ 3-4 ของการปฏิบัติ  จิตมันก็ซาบซึ้งในบุญคุณคุณแม่ขึ้นมาเอง  ความรู้สึกกตัญญูที่ผุดขึ้นมาในใจเองจากการเจริญสติภาวนานี้มันลึกซึ้งมากกว่าการคิดโดยใช้หลักตรรกะเหตุผลมากเลยค่ะ

Sitting Meditation

ผู้เขียนนั่งสมาธิที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ศูนย์ 2

หมีจำได้ว่านั่งสมาธิอยู่น้ำตาก็ไหล  ใจอยากจะรีบกลับบ้านไปกราบคุณแม่เร็ว ๆ แล้วกอดคุณแม่ไว้แล้วบอกว่า “หมีเข้าใจแล้วค่ะ!  หมีรักคุณแม่ที่สุดค่ะ  ขอบคุณคุณแม่มาก ๆ นะคะ”

ที่ว่าหมีเข้าใจนั้นคือเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณแม่ถึงเลี้ยงหมีมาอย่างเข้มงวดมาก  มีทั้งดุและตี  หมีเข้าใจอย่างถ่องแท้ตอนนั้นว่านั่นคือความปรารถนาดีของคุณแม่ล้วน ๆ ไม่มีอื่นเลย  คุณแม่ตีเพื่อให้หมีได้ดี

นอกจากนี้หมียังเข้าใจด้วยว่า ทำไมคุณแม่ถึงปลุกหมีตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อเตรียมตัวขับรถข้ามเมืองไปพุทธมณฑลสาย 2 ทุกเสาร์อาทิตย์หรือทุกวันยามปิดเทอมเพื่อไปใส่บาตร ทำบุญ และฟังธรรมจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ยามที่ท่านขึ้นมาโปรดญาติโยมชาวกรุงเทพที่สวนแสงธรรม

แล้วหมีก็ระลึกถึงพระคุณที่คุณแม่อุตส่าห์อดทนส่งหมีเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของสหรัฐอเมริกา  ทั้ง ๆ ที่ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายก็สูงมากและทุนที่หมีได้รับจากมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด

เพราะคุณแม่มอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตให้  ทั้งทางโลก และทางธรรมอย่างนี้เอง  หมีถึงมีวันนี้ได้ค่ะคุณแม่…

พอหมีได้ไปปฏิบัติธรรมหลาย ๆ ครั้งเข้า  และได้อ่านหนังสือแนวเซนของญี่ปุ่นบ้าง  หมีก็เอาไปเล่าให้คุณแม่ฟังว่า  “คุณแม่คะ คุณแม่ทราบไหมคะว่าคุณแม่เลี้ยงลูกอย่างเซนนะคะ”  แล้วหมีก็ยกตัวอย่างเรื่องที่พระเซนบางทีใช้ไม้ตีลูกศิษย์ที่นั่งหลับในสมาธิบ้าง  ตีตอนอื่น ๆ บ้าง

ตอนนั้นดูเหมือนคุณแม่จะฟังแล้วก็หัวเราะ ๆ ไม่ได้พูดอะไร  แต่ตอนหลังหมีได้ยินว่าคุณแม่ไปคุยกับน้า ๆ ด้วยความภูมิใจว่า “นี่…รู้ไหมพี่เล็กเลี้ยงลูกแบบเซนนะ  ลูกหมีเขาบอก…” ^___^

Book Launch

คุณแม่ช่วยหมีถือป้ายโฆษณาหนังสือ วิถีดาบ วิถีเซน ตลอดงานวันเปิดตัวหนังสือ

สุดท้ายนี้หมีขอยกกาพย์ห่อโคลงที่หมีเคยแต่งให้คุณแม่หลังหมีได้ไปปฏิบัติธรรมไม่นาน  แล้วหมีพิมพ์ไว้ที่คำนำของหนังสือธรรมะชื่อ “มงคลชีวิต” ที่หมีพิมพ์ให้คุณแม่ได้แจกญาติมิตรมาไว้ตรงนี้อีกครั้งนะคะ

…เพราะหมีอยากบอกให้โลกรู้ค่ะว่า…หมีรักคุณแม่แค่ไหน!

(**หมายเหตุ** คุณแม่ผู้เขียนชื่อ บุญฉาย พูนสวัสดิ์ ค่ะ)

บุญ       เบ่งบานบ่มเบื้อง             บุพบรรพ์

ฉาย      เฉิดโฉมเฉิดฉัน               แช่มช้อย

พูน       เพิ่มพบพุทธพลัน            เพียรเพ่ง

สวัสดิ์    โสมสว่างศีลสร้อย           สืบสร้าง ศาสน์สรวง

***************

บุญ       บ่มบัวเบ่งบาน                ฉาย      เฉิดฉานโฉมเฉิดฉัน

พูน       เพิ่มพบพุทธพลัน            สวัสดิ์    สวรรค์สว่างไสว

ณัชร     นับเป็นบุญแท้                สยาม    และแม่มีแต่ให้

วา         จาและกายใจ                 ลา        ภะใดไม่สู้ธรรม

ได้เกิดในเมืองพุทธ                      แสนพิสุทธิ์กิศลซ้ำ

ได้แม่คอยสอนพร่ำ                      ให้เพียรทำแต่ความดี

ขอกราบทาบบนตัก                      ด้วยความรักของลูกนี้

ตั้งสัจจบารมี                              ปฐพีจงเป็นพยาน

จะครองศีลให้บริสุทธิ์                  เพื่อวิมุตติหลุดวัฏ’สาร

อีกภาวนาและธรรมทาน               มีนิพพานเป็นจุดหมาย

ขอกุศลผลบุญนี้                         ที่ลูกพลีด้วยใจกาย

ให้แม่สุขและสบาย                     จวบจนได้พระนิพพาน…

คุณแม่ทราบแล้วใช่ไหมคะว่า หมีรักคุณแม่มากแค่ไหน?

ขอให้หมีได้เกิดเป็นลูกคุณแม่ทุกภพชาติจนกว่าเราสองคนจะถึงซึ่งพระนิพพานไปด้วยกันนะคะ…

With mom 2 pix

อ้อมกอดและรอยยิ้มอันอบอุ่นของคุณแม่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยค่ะตลอดหลายสิบปีมานี้…(แต่ลูกแก่ขึ้นมาก! ^___^)

With Mom Swensens Dark T

หมีรักคุณแม่ค่ะ! ^___^

กราบมาด้วยความรักและเคารพอย่างยิ่ง,

ลูกหมีของคุณแม่

————————————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————————————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ:

สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้”..ตอน 2

Cover Photo Nat with Mom

นวลศิริ ไวทยานุวัตติ และ คุณแม่นิตย์ศรี

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 119

ซีรี่ส์พิเศษ  “เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้”…” ตอนที่ 2

เคยไหมที่เวลาเราได้ยินข่าวของคนที่ได้รับความทุกข์ยากลำบากผ่านสื่อต่าง ๆ แล้วเรารู้สึกอยากเข้าไปช่วย…แต่ในที่สุดเราก็ปล่อยให้มันผ่านไป…

และถึงแม้บางครั้งเราจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือบ้าง  แต่เราก็อาจจะทำเพียงผิวเผินเพียงครั้งเดียวเฉพาะหน้า  ไม่ได้เป็นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนต่อเนื่องไปตลอดสาย?

แต่มีคนคนหนึ่งที่เมื่อได้รับข่าวคราวของผู้ทุกข์ยากแล้วเข้าไปช่วยเหลือทันที  และเป็นการช่วยแบบต่อเนื่องสม่ำเสมออีกด้วย

เปล่าเลย เธอมิได้ทำองค์กรการกุศลใด ๆ  แต่เป็นคนทำงานธนาคารคนหนึ่งเท่านั้น…

รู้จัก “ผู้ให้”

นวลศิริ ไวทยานุวัตติ หรือ แนท  เพื่อนผู้เขียนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาล 1 ถึง ม.6 เป็นผู้ที่มักยื่นมือไปช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่หวังผลตอบแทน  คุณแม่ของเธอเล่าให้ฟังว่าเธอชอบทำอย่างนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว   เช่น ถ้าเจอยายแก่ ๆ ขายขนมอยู่ริมถนน  เด็กหญิงแนทก็มักจะเข้าไปอุดหนุนด้วยเงินค่าขนมตนเอง

ทุกครั้งที่เด็กหญิงแนทนั่งรถผ่านที่ต่าง ๆ แล้วเห็นคนแก่นั่งอยู่คนเดียวข้างถนน  เธอก็จะถามตัวเองว่า “ทำไมเราไม่ไปรับคนแก่เหล่านั้นกลับบ้านมาด้วย?”  หรือ “ทำไมเราไม่รับเขาไปส่งถึงบ้านนะ?”

เมื่อแนทเข้าสู่วัยทำงาน  เธอก็มีโอกาสช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เธอพบว่ากำลังตกทุกข์ได้ยากอยู่หลายราย  มีอยู่ 2 รายที่ถ้าเล่าแล้วคุณผู้อ่านจะเห็นภาพว่าลักษณะการช่วยแบบ “ทันที และ ต่อเนื่อง” ของแนทเป็นอย่างไร

แนทกับยายมณฑา

เมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว แนทอ่านเจอเรื่องราวน่าสลดใจในนิตยสารเล่มหนึ่งในร้านตัดผม  เป็นเรื่องของคุณยายมณฑาวัย 90 ปี  ไม่มีญาติ  วันหนึ่งคุณยายนั่งแท็กซี่จะไปหาหมอ  ก็โดนแท็กซี่ทำร้ายและขโมยเงินทั้งหมดของยายไป (หนึ่งพันบาท)  มีผู้นำยายไปส่งที่โรงพยาบาลรามาธิบดี  และมูลนิธิของรามาฯ ก็รับอนุเคราะห์ยายไว้ชั่วคราว

แนทโทร.ไปที่มูลนิธิทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น  และตามไปจนเจอที่พักของยาย คือใต้ถุนแฟลตคนรายได้น้อยแถวดอนเมือง  รอบตัวยายมีเพียงมุ้ง ที่นอน…

…และพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงอยู่ที่หัวนอนเท่านั้น…

จากการสอบถาม  แนทพบว่า ลูกหลานยายมณฑาได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว  และเอกสารต่าง ๆ ของยายก็หายไปกับน้ำท่วม  เมื่อแนทถามยายว่าจะช่วยเหลืออะไรยายได้บ้าง  ยายมณฑาตอบว่าไม่มีอะไร นอกจากช่วยเผายายให้หน่อยเมื่อยายตายแล้ว…

ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร?  แนทโทรศัพท์ไปที่มูลนิธิรามาฯ ทันทีเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับยายเป็นญาติ  และนำขนมไปเยี่ยมยายทุกเดือนพร้อมกับเงินค่าอาหาร 2,000 บาท  โดยไม่ลืมที่จะแตกเป็นธนบัตรใบละ 20 บ้าง 100 บ้างให้ยายใช้ได้สะดวก

วันหนึ่ง มูลนิธิรามาฯ โทร.มาบอกแนทว่า ยายมณฑาถูกรถชนขาหัก  แนทรีบบึ่งไปดูยายทันทีที่โรงพยาบาล  ขณะนั้นยายมณฑาอยู่ในไอซียูแล้ว  เมื่อเห็นอาการ  แนทรีบไปหาซื้อผ้าไตรมาให้ยายได้จับเพื่อที่จะได้นำไปทำบุญเพราะคิดว่าคงไม่รอดแน่ ๆ…

เมื่อยายมณฑาลืมตาขึ้นมาและมองเห็นแนท  ยายก็จับมือแนทไปแนบอกและแนบแก้ม  แล้วบอกพยาบาลด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า  “…คุณคนนี้แหละ…ที่เป็นญาติของยาย…”

ในที่สุดยายมณฑาก็รอด  แต่อีกไม่นานก็โดนวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดทำร้ายอีกเพียงเพื่อที่จะขโมยเงินของยาย 20 บาท  ครั้งนี้ยายแขนหักสาหัสทั้ง 2 ข้างเพราะโดนรุมกระชากแขน  ยายใช้แขนทั้งสองข้างไม่ได้อีกแล้ว  ต้องอาศัยคนป้อนข้าวให้

แนทพยายามหาบ้านพักคนชราให้ยายมณฑาได้ไปอาศัยอยู่  เพราะอย่างน้อยจะได้มีคนคอยดูแล  ปรากฏว่าไม่มีที่ใดรับคุณยายไว้ได้เพราะยายไม่มีเอกสาร    แต่แนทก็ไม่ยอมแพ้  เธอโทร.ไปที่มูลนิธิรามาฯ ทุกวันเป็นเวลาหลายเดือนจนในที่สุดก็สามารถหาที่พักคนชราให้ยายได้สำเร็จ

ทุกวันนี้แนทก็ยังไปเยี่ยมยายมณฑาทุกเดือน

 Yai Montha Before and After

ภาพยายมณฑาก่อนและหลังไปอยู่บ้านสงเคราะห์คนชราด้วยความช่วยเหลือของแนท

กรณีของยายมณฑาเป็นการช่วยด้วยความเมตตาสงสารเห็นอกเห็นใจ  แต่มีอีกกรณีหนึ่งที่แนทบอกว่าเข้าไปช่วยเพราะผู้สูงอายุท่านนั้นเป็น “แรงบันดาลใจ”

แนทกับยายยิ้ม

ถ้าคุณผู้อ่านเป็นแฟนประจำรายการ “คนค้นคน” คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องของยายยิ้ม ผู้มีความสุขกับชีวิตที่พอเพียงและการทำประโยชน์ให้สังคมมาบ้างแล้ว  (ดูคลิปรายการย้อนหลังได้ ที่นี่ )

สำหรับแนท  เมื่อได้ข่าวเกี่ยวกับยายยิ้มในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันหนึ่ง  เธอก็ลงมือจัดข้าวของเดินทางไปพิษณุโลกเพื่อให้ความช่วยเหลือทันที

 Nat With Yai Yim 2010

เมื่อแนทไปเยี่ยมยายยิ้มครั้งแรกในปี 2553

Nat With Yai Yim 2013

แนทกับยายยิ้มในปี 2556

ยายยิ้มอาศัยอยู่คนเดียวในป่าที่ต้องเดินเท้าเข้าไปถึง 7 กิโลเมตร  ยายมีลูกชายที่ย้ายไปขับแท็กซี่ที่กรุงเทพและส่งเงินมาให้บ้าง  ซึ่งยายก็ใช้จ่ายไปกับตัวเองน้อยที่สุด  ทุก ๆ วันพระยายยิ้มจะเดินออกมาจากป่าเพื่อมาทำบุญที่วัดท่าหนอง

ในวันธรรมดา ยายจะเดินถือจอบถือเสียมเข้าป่าไปทำฝายกั้นน้ำ  “ยายทำถวายในหลวง”  ยายยิ้มบอก  ตลอดเวลา 30 ปีที่ยายทำเช่นนี้ ยายได้สร้างฝายสำเร็จไปแล้วถึง 13 ฝาย  ทุกฝายล้วนเป็นฝายที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำ มีปลา มีนก และสัตว์ต่าง ๆ มาอยู่อาศัย

ทุกเช้ายายจะหุงข้าว  โดยคัดข้าวส่วนที่ดีที่สุดใส่กล่องไปที่ฝายเพื่อให้อาหารนกกับปลา

วันที่แนทไปเยี่ยมยายครั้งแรก  ได้นำข้าวสาร ปลาสลิด โอวัลติน ฯลฯ ติดเข้าไปให้ยายด้วย และสอบถามว่ายายขาดอะไรอีกบ้าง

คุณคิดว่ายายยิ้มผู้อาศัยอยู่ในกระท่อมที่จะพังมิพังแหล่ในป่าลึกจะตอบว่าอย่างไร?  ยายยิ้มตอบว่า “ยายไม่ขาดอะไรหรอก นอกจากขาดความทุกข์”!

แม้คนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ ก็ยังเดาได้ว่า  คำตอบนี้คือคำตอบของคนที่มีธรรมะชั้นสูงอยู่ในหัวใจ

ถึงแม้ยายยิ้มจะบอกว่าไม่ขาดอะไร  แนทก็ช่วยไปทำบันไดขึ้นบ้านให้ยายใหม่เพราะของเดิมชันมาก  นอกจากนี้ยังทำฝาบ้าน สร้างห้องน้ำให้ และไปเยี่ยมยายยิ้มทุก ๆ ปี ปีละ 2 ครั้ง  โดยแต่ละครั้งก็จะนำข้าวของมากมายติดไปให้ยายด้วย

 Yai Yim Old Stairs

ภาพบันไดเก่าของยายยิ้ม  ซึ่งชันและไม่มีราวจับ

Yai Yim With New Stairs

ยายยิ้มและบันไดใหม่ที่แนทไปสร้างให้

ไม่นานมานี้ เมื่อแนทถามอีกว่ายายอยากได้อะไร  ยายยิ้มตอบว่า  ยายอยากปลูกต้นไม้สัก 500 ต้นถวายในหลวง  แนทก็รวบรวมเพื่อนฝูงจัดหาหน่อต้นอ่อน 500 ต้นให้ยายสำเร็จ  ยายปลูกเองและดูแลเองเป็นอย่างดีทุก ๆ ต้น

Nat Going to Plant Trees with Yai Yim

แนทกับคณะนั่งรถอีแต๋นเข้าไปปลูกป่ากับบยายยิ้ม

ครั้งหนึ่งเมื่อแนทไปเยี่ยมยายยิ้ม  เธอพบว่าดวงตาของยายยิ้มดูฝ้ามัว  เธอก็สงสัยว่ายายจะเป็นต้อแล้วอาสาจะพายายไปผ่าตัดรักษา  ตอนแรกยายยิ้มก็ปฏิเสธ  แต่แนทก็คะยั้นคะยอจนได้  เธอบอกว่า หลังจากประกาศไปในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอไม่นาน  เธอก็สามารถรวบรวมเงินก้อนหนึ่งพายายไปผ่าต้อสำเร็จ

แนทเล่าต่อด้วยความซาบซึ้งว่า  ยายยิ้มไม่เคยลืมเธอเลย  ทุกครั้งที่ยายไปทำบุญ  ก็จะขอให้คนข้าง ๆ ต่อโทรศัพท์มาให้แนทได้ฟังพระสวดให้พรด้วย

นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างของความช่วยเหลือที่แนทมีให้ผู้สูงอายุ  ณ จุดนี้คุณผู้อ่านคงจะอยากทราบแล้วว่า  แนทได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างไร  จึงมีจิตใจที่งดงามเช่นนี้

รู้จักกับ “แม่ของผู้ให้”

คุณแม่นิตย์ศรี (บุนนาค) ไวทยานุวัตติ  เป็นบุตรีของพระยาสุรพันธเสนีและคุณหญิงสุรพันธเสนี จบการศึกษาจากโรงเรียนการเรือนพระนคร ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  จากนั้นไปเป็นครูอยู่ 5 ปี  แล้วจึงไปเรียนต่อด้านการศึกษาปฐมวัยที่ประเทศอังกฤษ  กลับมาเป็นครูต่อจนแต่งงานแล้วจึงลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว

คุณแม่นิตย์ศรีเล่าว่า มีแนทซึ่งเป็นลูกคนแรกตอนอายุ 30 ปี  ในสมัยนั้นไม่มีหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกให้อ่าน  แต่อาศัยฟังจากคุณแม่ของตนเองและจากเพื่อน ๆ ที่มีลูกไปก่อนแล้ว  คุณแม่บอกตนเองโชคดีที่แม่ของตนเองคือคุณยายของแนทอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน  จึงมาช่วยเลี้ยงแนทและให้การอบรมสั่งสอนลูกด้วย

Nat With Mom 2

แนทกับคุณแม่นิตย์ศรี

Baby Nat with Grandma

แนทกับคุณยาย คุณหญิงสุรพันธเสนี (นิ่ง บุนนาค)

Q:  พอมีลูกจริง ๆ แล้วเหมือนที่คิดไว้ไหมคะ?  ตอนแนทเด็ก ๆ เลี้ยงง่ายหรือยากอย่างไรบ้างคะ?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…ก็ไม่ยากอะไรค่ะ  เพราะแนทเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่งอแง  พูดอะไรก็จะฟัง  แต่ก็ค่อนข้างซน  เวลามีแขกมาหาที่บ้านก็ชอบแสดงท่าโลดโผนให้ดู (ยิ้ม)  (คุณแนทเสริมว่า “เช่น ปีนต้นไม้…”)   เขาไม่ชอบนุ่งกระโปรง  ชอบนุ่งกางเกงและชอบเล่นปืน ไม่ชอบเล่นตุ๊กตา…”

Nat with Mom and Camera

แนทชอบเล่นกล้องตั้งแต่ยังเล็ก

Q:  มีวิธีเลี้ยงแนทอย่างไรให้เรียนเก่ง จิตใจดี คิดทำอะไรเพื่อสังคม และสร้างแรงบันดาลใจได้ขนาดนี้คะ?  

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…แม่ไม่เคยขึ้นเสียงดังกับแนท  หรือเวลาซนมาก ๆ ก็ไม่เคยตีเขาหรือทำโทษ  นอกจากพูดให้เขาฟังด้วยเหตุผลว่าเล่นอย่างนี้ไม่ดีนะ  แล้วก็สอนให้เขารู้จักเป็นตัวของตัวเอง  มีความสนใจอยากทำอะไรก็ไม่เคยห้าม หรือบังคับให้ทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบค่ะ…”

Q:  สิ่งที่ภูมิใจในตัวแนทสมัยเด็กมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…ตอนเด็ก ๆ นั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษค่ะ  แนทซนมาก ๆ อยู่นิ่งไม่ได้”

Q:  แล้วสิ่งที่ภูมิใจตอนแนทเป็นวัยรุ่นล่ะคะ?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…โอ๊ย…ยิ่งไม่มีใหญ่ค่ะ  (หัวเราะทั้งคุณแม่และแนทและผู้เขียน)  การเรียนเขาใช้ได้ก็จริง  แต่พออยู่มัธยมอาจารย์ประจำชั้นจะมีจดหมายเชิญไปพบหลายครั้งเพราะเขาชอบแกล้งเพื่อน…”

Q:  แล้วจุดเปลี่ยนของแนทเริ่มที่ไหนคะที่มาช่วยเหลือคนมากมายอย่างนี้?  เป็นจุดเปลี่ยนแบบทันทีหรือค่อย ๆ เปลี่ยนคะ?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…ค่อย ๆ เปลี่ยนค่ะ  จากตอนเรียนอักษร จุฬา…แล้วก็มาทำงาน…เขาก็ค่อย ๆ เริ่มช่วยคนมากขึ้นเรื่อย ๆ…”

Q:  ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ภูมิใจในตัวแนทในปัจจุบันมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…คือการที่เขาชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุค่ะ  ถ้าขับรถผ่านไปที่ไหนเห็นคนแก่ขายของหรือเข็นของอยู่ข้างถนนก็จะรีบจอดรถเอาเงินไปให้ทุกครั้ง  แม้จะแล่นรถเลยไปไกลก็จะจอดรถเดินกลับไปช่วยคนแก่คนนั้น  แล้วเขาก็ยังช่วยผู้สูงอายุหลายคนที่ยากลำบากด้วย…”

“…ล่าสุดมีอยู่คนหนึ่งที่นอนอยู่ใต้สะพาน ลำบากมาก  โดนทำร้าย  เขาก็พยายามช่วยจนยายได้ไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ  ตอนนี้ก็มีอีกคนหนึ่ง  เขาขับรถผ่านเห็นนั่งใส่งอบอยู่คนเดียวข้างถนน  เขาก็จะแวะซื้อข้าวไข่เจียวไปให้ทุกอาทิตย์  พอสิ้นเดือนก็จะเอาเงินไปให้เป็นค่าเช้าบ้านของยายคนนั้น  แล้วก็จะคอยบอกบุญเพื่อน ๆ ผู้ใจบุญให้ร่วมกันกับแนทช่วยผู้สูงอายุค่ะ…”

“…อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ  แนทเขาเป็นคนกตัญญูมากค่ะ  เขาดูแลพ่อแม่อย่างดี  ซื้ออาหารมาให้ทานทุกวัน  ปลูกบ้านให้พ่อแม่อยู่  ดังนั้นเขาจึงเจริญรุ่งเรืองอย่างนี้ค่ะ…(ปัจจุบันแนทเป็น Senior Vice President ของธนาคารไทยพาณิชย์)…”

Q:  ขอคำแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่  ทั้งที่กำลังมีลูกเล็ก หรือวัยรุ่นในปัจจุบันหน่อยได้ไหมคะว่าทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงลูกออกมาให้เป็น “ผู้ให้” กับสังคมได้เหมือนคุณแม่?

คุณแม่นิตย์ศรี:  “…เดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่มักซื้อหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกมาอ่านกันนะคะ  อยากจะบอกว่าเราไม่ต้องทำตามหนังสือเสมอ ให้คอยสังเกตลูกของเราเองดี ๆ แม่คิดว่าเด็กสมัยนี้ได้รับการตามใจจากพ่อแม่มากกว่าสมัยก่อนมาก  จะเอาอะไรก็ซื้อให้  เพื่อนมีมือถือก็อยากมีด้วย…”

“…นอกจากนี้สมัยนี้พ่อแม่มักบังคับให้ลูกเรียนพิเศษ  เรียนนั่นเรียนนี่  เด็ก ๆ ไม่มีเวลาเล่นเลย  วันหยุดก็ต้องไปเรียนพิเศษ  มิฉะนั้นก็จะเรียนไม่ทันเพื่อน  บางทีเด็กก็เครียดมากเพราะไม่มีเวลาพักเลย  กลับมาก็นั่งทำแต่การบ้าน  ที่ต่างประเทศถ้าเป็นเด็กเล็กเขาไม่ให้การบ้านเด็กเลยนะคะ  เวลาสอนเขาจะพาไปดูของจริง  เด็กก็จะซึมซับเข้าไปเองค่ะ…”

“…อีกประการหนึ่งก็คือ  อย่างแนทนี้คุณยายช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กด้วยค่ะ  จิตใจของเด็กที่ได้อยู่ใกล้ชิดคนแก่จะอบอุ่นมาก  การที่มีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ ๆ อยู่ในรั้วเดียวกันนี้ ช่วยได้มากนะคะ…”

Three Generations

แนทกับคุณแม่และคุณยาย  ความอบอุ่นของครอบครัว 3 รุ่นที่อยู่ด้วยกัน

ขอบพระคุณจากใจจากผู้ที่ “ได้รับ” ทุกคน

สุดท้ายนี้  ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณคุณแม่นิตย์ศรี ไวทยานุวัตติ  ที่พากเพียรอดทนสร้างคนดี  มีจิตวิญญาณของ “ผู้ให้”  เป็นบุคคลต้นแบบให้กับสังคมไทยนะคะ

ผู้เขียนเชื่อว่าบรรดาผู้สูงอายุทุกท่านที่แนทเคยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ตลอดมาเป็นเวลานับสิบปีนี้คงจะรู้สึกขอบคุณคุณแม่เช่นเดียวกันค่ะ

นอกจากนี้เรื่องราวของแนทยังสร้างแรงบันดาลใจด้วยว่า  ต่อให้ลูกเล็ก ๆ ของคุณผู้อ่านจะยังซนบ้าง  แต่ถ้าคุณแม่และครอบครัวมอบความรักความอบอุ่น  เลี้ยงเขาด้วยเหตุผลและความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ช้าก็เร็วเด็กซน ๆ คนนั้นก็จะซึมซับความอ่อนโยนนั้นได้และกลายเป็น “ผู้ให้” ให้กับสังคมได้อย่างสง่างามแน่นอนค่ะ

Me With Nat's Mom

เนื่องจากผู้เขียนเป็นเพื่อนกับแนท เคยซนมาด้วยกันและเคยไปเที่ยวเล่นทานข้าวบ้านแนทมาหลายครั้ง  จึงซาบซึ้งเป็นพิเศษที่คุณแม่นิตย์ศรีเมตตาให้มาสัมภาษณ์ค่ะ

(**หมายเหตุ** นอกจากความกตัญญูต่อคุณพ่อคุณแม่แล้ว  คุณแนทยังแสดงความกตัญญูต่อคุณตาคุณยายด้วยการเขียนหนังสือ “ณ เส้นขอบฟ้า..สามี..ภรรยา”  เพื่อเล่าประวัติชีวิตที่แสดงความรักชาติและความมั่นคงในความรักของท่านทั้งสองอีกด้วย  คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียดของหนังสือ)

Nat's Book

หนังสือที่แนทร่วมเขียน  ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ตรงจากเรื่องเล่าของคุณตาคุณยาย

————————————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

————————————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้” ตอน 1

Kate Mom 1

คุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ และอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (คุณเกตุวดี marumura)

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 118

ซีรี่ส์พิเศษ “เพราะมีคุณแม่ท่านนี้…จึงมี “ผู้ให้”…” ตอนที่ 1

รู้จัก “ผู้ให้”

ลำพังอาชีพครูบาอาจารย์ก็นับว่าเป็น “ผู้ให้” แก่ลูกศิษย์แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นการให้วิทยาทานด้วยการประสิทธิ์ประสาทวิชา หรือการให้ธรรมทานผ่านการเป็นที่ปรึกษาแก่ศิษย์สารพัดเรื่อง แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำมากกว่าหน้าที่ประจำของการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  นั่นก็คือ  มุ่งที่จะเป็น “ผู้ให้” แก่สังคมโดยรวมด้วย

Kate CBS Edited

อาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ ขณะสอนนิสิต  ขอบคุณภาพจาก Chulalongkorn Business School

อาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ  อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 นักเรียนไทยที่ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับปริญญาตรี

นอกจากนี้ เธอยังเป็นที่รู้จักกันในหมู่แฟนหนังสือและลูกเพจว่า “เกตุวดี Marumura” เป็นนักเขียนอาสาผู้เล่าเรื่องที่ทั้งสนุกและน่าสนใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมต่าง ๆ ให้กับเวบไซต์ marumura มานานกว่า 4 ปีแล้ว  โดยเล่าจากประสบการณ์ที่ได้ทุนไปเรียนและทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นมากว่า 8 ปี

เมื่อราวต้นปีที่แล้ว อาจารย์กฤตินีได้เปิดเพจของตนเอง ชื่อ Japan Gossip by เกตุวดี marumura ด้วยความตั้งใจที่จะ “มอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม” อย่างลึกซึ้งขึ้น  บทความที่อาจารย์กฤตินีเขียนเป็นประจำในเพจดังกล่าวเป็นเรื่องราวจากญี่ปุ่นที่ทั้งสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจและข้อคิดแก่ทั้งคนทำงานและผู้ประกอบการ

โดยเป็นการยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของบริษัทญี่ปุ่นที่ “มีหัวใจ” อาทิ บริษัทที่ทำการตลาดเพื่อสังคม  บริษัทที่ให้ความสำคัญกับความสุขของพนักงานเป็นอันดับหนึ่งเหนือผลกำไร  หรือบริษัทที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ได้ทุก ๆ ปีโดยอาศัยแต่จิตใจที่รักที่จะให้บริการแก่ลูกค้าอย่างสุดหัวใจเพียงอย่างเดียว

คอมเม้นท์ที่ลูกเพจของเธอเขียนไว้ให้เธอบ่อยที่สุดก็คือ “ขอบคุณมาก ๆ นะคะ/ครับ สำหรับบทความดี ๆ”  “จะรออ่านเรื่องต่อไปอย่างใจจดจ่อค่ะ/ ครับ” บางคนถึงกับบอกเธอว่า “ขอบคุณสำหรับความตั้งใจเสนอบทความดีๆ ขอบคุณแทนสังคมไทย”

นอกจากนี้ อาจารย์กฤตินียังรับเชิญไปบรรยายเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับญี่ปุ่น  เป็นที่ปรึกษาองค์กรใหญ่ ๆ  โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันราบรื่นในการทำงานระหว่างชาวไทยกับชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

แน่นอนว่าเบื้องหลังจิตใจที่มุ่งเป็น “ผู้ให้” กับสังคมอยู่ตลอดเวลานี้ มีที่มาจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่ของเธอ

รู้จักกับ “แม่ของผู้ให้”

เมื่อราว 30 ปีที่แล้ว คุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ เป็นสาวเก่งที่ทั้งทำงานออฟฟิศและทั้งทำหน้าที่ภรรยากับแม่บ้านด้วย   คุณแม่ขนิษฐาทำงานด้านบัญชีที่บริษัท Panasonic Siew Sales (ประเทศไทย) จำกัด

เมื่อทราบว่าจะมีลูก  คุณแม่ขนิษฐาก็เหมือนคุณแม่มือใหม่ทั่วไปที่ตื่นเต้น  หาหนังสือมาอ่าน และดูแลตนเองเพื่อเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ตัวน้อย  จากนั้นก็ไปหาที่ฝากครรภ์ หาหมอ และสอบถามเรื่องการเตรียมตัวต่าง ๆ จากบรรดาเพื่อนที่มีประสบการณ์มาแล้ว

“ตอนนั้นมีการตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูเพศของบุตรแล้วค่ะ  แต่แม่ไม่ได้ดู  รอลุ้นเอา (ยิ้ม)  ขอแค่เขาออกมาครบ 32 ก็ดีใจแล้วค่ะ”  คุณแม่ขนิษฐากล่าว

Milk Bottle

เด็กหญิงลูกเกดกับรอยยิ้มของเธอ

Q:  พอมีลูกจริง ๆ แล้วเหมือนที่คิดไว้ไหมคะ?  อาจารย์กฤตินีตอนเด็ก ๆ เลี้ยงง่ายหรือยากอย่างไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…เขาเลี้ยงง่ายค่ะ  เป็นเด็กที่เงียบ ๆ ขี้อาย ไม่ค่อยพูด  และสนใจการอ่านหนังสือมาตั้งแต่อยู่อนุบาล  คุณพ่อจะคอยดูแลอ่านหนังสือให้ฟัง  แม่ก็สนับสนุนเต็มที่นะคะเมื่อเห็นเขาชอบด้านนี้  ก็ซื้อหนังสือสารานุกรม Time-Life ที่เป็นชุด ๆ ให้เขามาตลอดค่ะ…”

“…อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเราพาเขาไปงานสัปดาห์หนังสือ  หรือเวลาพาเขาไปห้างก็จะทิ้งเขาไว้ที่ร้านหนังสือด้วยค่ะ…”


Lying down to read

Sit Read

เด็กหญิงลูกเกดผู้รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก

Q:  มีวิธีเลี้ยงลูกอย่างไรให้เรียนเก่งมาก จิตใจดี คิดทำอะไรเพื่อสังคม และสร้างแรงบันดาลใจได้ขนาดนี้คะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…อืมม…ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราเปิดโอกาสให้เขาได้เป็น “ผู้ให้” ตั้งแต่เล็กมั้งคะ  สมัยก่อนแถวบ้านมีพวกลูกคนงานก่อสร้างอยู่  เกดเขาก็อยู่มัธยมแล้ว  เราก็ให้เขาไปสอนหนังสือเด็กพวกนั้นบ้าง  แม่ก็บอกเขาว่า  ถ้าหนูสอนเขา หนูก็จะเรียนเก่งขึ้นนะจ๊ะ…  นอกจากนี้ก็ให้เขาสอนภาษาไทยให้เด็กลูกครึ่งอเมริกันข้างบ้านด้วยค่ะ…”

“…นอกจากนี้ตอนเด็ก ๆ แม่ก็จะมีเกมที่เล่นสนุก ๆ กับเขานะคะ  เช่น เวลาเขานั่งรถมากับแม่  แม่ก็จะให้เขาฝึกบวกเลขจากทะเบียนคันข้างหน้า  บวกเลข 2 ตัว บ้าง 4 ตัวบ้าง หรือบางทีเราก็เล่นอ่านป้ายบ้าง เขาก็สนุกไปกับการเล่นเกมนี้นะคะ  เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการบังคับให้เขาเรียน…”

“… ถ้าเป็นเรียนพิเศษก็แค่มีเรียนว่ายน้ำ เรียนเลข และภาษาอังกฤษช่วงเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเองค่ะ…”

 White Dress Edited

“หนูหน้าเหมือนเด็กญี่ปุ่นไหมคะ? ^__^”

Q:  สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกสมัยเด็กหรือวัยรุ่นมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…ก็ภูมิใจที่เขาสอบเข้าบดินทร์ได้  สอบเข้าเตรียมอุดมได้ ตอนเข้าเตรียมนั้นเข้าได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของศิลป์คำนวณ  ก็ภูมิใจที่เขาเป็นเด็กขยัน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ค่ะ…”

“…และเขาก็ได้อะไรจากคุณพ่อเขาหลายอย่างด้วย เช่น การรักการอ่าน สนใจเรื่องธรรมะ สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ…”

“…แล้วก็ดีใจตอนที่เขาได้ทุน  เขาสอบได้ทุนญี่ปุ่นก่อน แล้วก็สอบข้อเขียนทุนคิง (ทุนเล่าเรียนหลวง) ได้  แต่ไม่ยอมไปสัมภาษณ์ทุนคิงค่ะเพราะเขาบอกว่าเขารับปากกับทางญี่ปุ่นไปแล้วว่าเขาจะรับทุนนั้น  ความจริงแม่ก็แอบผิดหวังนิดหน่อยนะคะเพราะเด็กส่วนใหญ่มักจะเลือกทุนคิง  แต่เขาเป็นคนที่รักษาคำพูดค่ะ…”

“…แต่ในที่สุดแล้ว  เขาก็ได้อะไรดี ๆ จากญี่ปุ่นเยอะนะคะ  ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม  ความเกรงใจ  การมองคนอื่นก่อนตนเอง  ความซื่อสัตย์  การช่วยตัวเองได้  แล้วก็มีระเบียบขึ้นเยอะเลยค่ะ…”

“…แล้วก็ภูมิใจที่เขาได้รางวัลจากการไปประกวดสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง  แล้วก็ได้รางวัลงานวิจัยทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกค่ะ  เขาได้คะแนนดีที่สุดในชั้น…”

“…นอกจากเรื่องเรียนแล้วก็ประทับใจที่เขาชอบแอบมีอะไรมาเซอร์ไพรส์เราค่ะ  ก่อนไปญี่ปุ่นนั้นเขาเป็นวัยรุ่นที่ไม่เคยบอกรักแม่  แต่พอเขาไปแล้วเขาแอบอัดเสียงใส่ ringtone ของโทรศัพท์ไว้ว่า  “เกดรักแม่ เกดคิดถึงแม่นะคะ”…”

“….ตอนเดินทางไปเรียนญี่ปุ่นครั้งแรกเขาก็แอบทำอัลบั้มภาพครอบครัวพร้อมคำพูดประกอบน่ารัก ๆ เอาไว้ให้พ่อกับแม่ค่ะ  เขาไม่บอกตรง ๆ นะคะว่าอยู่ที่ไหน  แต่ให้เป็นลายแทงให้พ่อกับแม่แยกกันไปหาแล้วเอามาประกอบกันเป็นคำเฉลยค่ะว่าเขาซ่อนอัลบั้มไว้ที่ไหน (หัวเราะ)…”

Q:  สิ่งที่คุณแม่ภูมิใจในตัวลูกในปัจจุบันมีอะไรบ้างคะ?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…ก็หมดห่วงค่ะ  คือเขามีงานที่มีเกียรติ  และสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง  ไม่มีเราเขาก็อยู่ได้  ขอแค่เขาเป็นคนดี ว่านอนสอนง่ายก็พอแล้วค่ะ (ยิ้ม)…”

Q:  ขอคำแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่  ทั้งที่กำลังมีลูกเล็ก หรือวัยรุ่นในปัจจุบันหน่อยได้ไหมคะว่าทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงลูกออกมาให้เป็น “ผู้ให้” กับสังคมได้เหมือนคุณแม่?

คุณแม่ขนิษฐา:  “…สถาบันครอบครัวต้องมาก่อนค่ะ  ต้องให้ความรัก ความอบอุ่น แล้วก็ขัดเกลาเขาด้วยศีล 5  อยากให้สอนลูกตั้งแต่เด็กนะคะ  สิ่งที่ผิดต้องเตือน สิ่งที่ถูกต้องชม  ต้องใกล้ชิดและดูแลเขาดี ๆ ค่ะ…”

Cable Car

ภาพถ่ายอันอบอุ่นของคุณแม่ขนิษฐา และเด็กหญิงลูกเกด

“…ถ้าลูกอยากเรียนอะไรให้สนับสนุน  ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนนะคะ  เราก็อยากให้เขาเรียนหมอเพราะว่าเขาเรียนดี  แต่ใจเขาไม่รัก เขาก็มีเหตุผลของเขาว่าทำไมเขาไม่อยากเรียนหมอ  ก็ต้องเข้าใจและสนับสนุนสิ่งที่เขาอยากเรียนค่ะ…”

“…ที่อยากจะฝากคุณพ่อคุณแม่สมัยนี้อีกก็คือ  พ่อแม่ที่ไม่เคยตีลูกเลยนี่ อาจจะเสียใจทีหลังได้นะคะ  แต่ตีแล้วต้องอธิบายด้วยเหตุผลนะคะ ไม่ใช้อารมณ์…”

“…นอกจากนี้การให้เด็กเล่นมือถือ หรือว่า iPad นั้นก็เป็นดาบสองคม ต้องมีการควบคุมบ้างค่ะ…”

“…ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  อย่าบอกลูกว่าไม่มีเวลาค่ะ  สำหรับแม่นั้น ลูกมีความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 เสมอค่ะ…”

 Holding Handsคุณแม่ขนิษฐาและอาจารย์ ดร.กฤตินี ในช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นระหว่างแม่กับลูก ขอบคุณภาพประกอบทั้งหมดจากครอบครัวพงษ์ธนเลิศ

ขอบพระคุณจากใจจากผู้ที่ “ได้รับ” ทุกคน

สุดท้ายนี้  ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณคุณแม่ขนิษฐา พงษ์ธนเลิศ  ที่พากเพียรอดทนสร้างคนดี  มีจิตวิญญาณของ “ผู้ให้”  ผู้เป็นบุคคลต้นแบบให้กับสังคมไทยนะคะ

ผู้เขียนเชื่อว่าบรรดาผู้ที่เคยเห็นบทความของอาจารย์กฤตินีนับล้านคน  แฟนหนังสือ  รวมทั้งบรรดาลูกศิษย์  คนทำงานและผู้ประกอบการทั่วไปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์กฤตินีจากการบรรยายต่าง ๆ มาตลอดหลายปีนี้ก็คงอยากจะขอบคุณคุณแม่เช่นเดียวกันค่ะ

Kate Mom 3

ตอนต่อไป พบกับคุณแม่ของ “ผู้รักที่จะดูแลผู้สูงอายุทั่วไปอย่างไม่หวังสิ่งใดตอบแทน” กันค่ะ

———————-

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

———————-

ติดตามเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากญี่ปุ่นได้ที่เพจ Japan Gossip by เกตุวดี marumura

———————-

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

—————————————————-

 

Please follow and like us:
0

แก้วิกฤติป่าไม้ไทย ด้วยจิตสำนึกแบบซามูไรญี่ปุ่น

nikko bridge

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 104

เมื่อครั้งผู้เขียนค้นคว้าข้อมูลเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับจิตวิญญาณของซามูไรในแต่ละยุคประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ผู้เขียนได้เจอข้อมูลน่าสนใจเรื่องหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ คือ ญี่ปุ่นเริ่มมีกฎหมายป้องกันการตัดไม้ทำลายป่ามาตั้งแต่ปีค.ศ. 1665  หรือ พ.ศ. 2208 แล้ว!

เทียบง่าย ๆ คือ ญี่ปุ่นตระหนักถึงความสำคัญของป่าตั้งแต่ไทยยังอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทีเดียว!

เพียง 5 ปีหลังจากออกกฎหมายดังกล่าว  ระบบการปลูกป่าอย่างสมบูรณ์ครบวงจรเท่าที่ความรู้สมัยนั้นจะทำได้ก็ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการทั่วญี่ปุ่น  คือ

1) มีการค้นคว้าเทคโนโลยีการเพาะเมล็ดพันธุ์ การบำรุงต้นกล้า ฯลฯ

2) นักวิชาการเขียนคู่มือดังกล่าวออกมาเผยแพร่ (อัตราการรู้หนังสือของชาวญี่ปุ่นสมัยนั้นสูงกว่ายุโรป คือ สูงกว่า 50% ในหมู่ประชาชนทั่วไป และ 80% ในหมู่คนเมืองหลวง)

3) มีทีมผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปสอนการปลูกป่าและบำรุงดูแลป่าแก่ชาวบ้านทั่วญี่ปุ่น

4) มีการก่อตั้งหน่วยงานขึ้นมาร่วมกันระหว่างรัฐบาลและชาวบ้านในท้องที่เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าและส่งเสริมการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเพิ่มอย่างน้อย 3 หน่วยงาน

แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคที่ปลายเหตุ  ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ซึ่งปราชญ์ญี่ปุ่นท่านหนึ่งได้ให้แนวทางแก้ไขไว้แล้วอย่างน่าสนใจ

แนวคิดนี้อยู่ในหนังสือกรณีศึกษาระดับโลกชื่อ “ถอยก็ตาย วิกฤติอย่างไรก็ต้องสู้”  เขียนโดย อินาโมริ คะซึโอะ ประธานกิตติมศักดิ์สายการบิน Japan Airlines (JAL)  ผู้สามารถพลิกสถานะล้มละลายเป็นหนี้ 2.3 ล้านล้านเยนกลับมาเป็นบริษัทที่ทำกำไรมากที่สุดในโลกได้ภายในเวลาเพียง 3 ปี

ดูเผิน ๆ แล้วไม่น่าจะเกี่ยวกัน  แต่อ่านแล้วจะพบว่า  เราสามารถนำภูมิปัญญาของสุดยอดนักบริหารท่านนี้มาจัดการกับวิกฤติป่าไม้ไทยได้อย่างเหมาะเจาะ!

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างคำพูดจากในเล่มของท่านประธานอินาโมริมาบางส่วนด้านล่าง  โดยขอเชิญชวนให้คุณผู้อ่านแทนคำว่า “JAL” หรือ “บริษัท” ด้วยคำว่า “ประเทศไทย”

แทนคำว่า “ปัญหา/วิกฤติ” ด้วยคำว่า “วิกฤติป่าไม้ประเทศไทย”  แทนคำว่า “ผู้บริหาร” ด้วยคำว่า “รัฐบาลและธุรกิจยักษ์ใหญ่”  และ แทนคำว่า “พนักงาน” ด้วยคำว่า “ประชาชนชาวไทยทุกคน”

ปรัชญาที่ทำสำเร็จแล้วจริง ๆ ของท่านประธานอินาโมริ

*  “ปัญหาสำคัญของระบบทุนนิยมปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาของกฎหมายหรือระบบ แต่เป็นปัญหาด้านจิตใจ  ตราบใดที่ความโลภของผู้บริหารยังคงอยู่ก็จะยังแก้ปัญหาขององค์กรและของสังคมไม่ได้”

*  “วิธีคิดที่จำเป็นในการแก้ไขหนทางของระบบทุนนิยมให้ถูกต้องได้คือ การรู้จักพอเพียง”  (ในเล่มอ้างอิงจากเล่าจื๊อปรมาจารย์เต๋า  แต่เนื้อหาตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ)

*  “ผู้บริหารต้องมี “ไม้บรรทัด” ไว้เป็นมาตรฐานในการช่วยตัดสินใจ  คือ ต้องถามตัวเองว่า  “อะไรคือสิ่งถูกต้องในฐานะมนุษย์”  และต้องมีแรงจูงใจที่จะทำเพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติด้วย”

*  “ปัญหาของ JAL คือ แผนกต่าง ๆ ไม่ร่วมมือกัน ปัดความรับผิดชอบ  ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมเข้าไปแก้ไขคือ “การปฏิรูปจิตสำนึกของผู้บริหารและพนักงานอย่างจริงจัง”  โดยตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่า “บริษัทล้มละลายแล้วนะ”

*  “ผู้บริหารต้องลงพื้นที่ด้วยตนเอง  หากผู้บริหารไม่สามารถทำให้พนักงานทุกคนคิดจากใจจริงได้ว่า “โชคดีที่ได้ทำงานที่ JAL” พนักงานเหล่านั้นก็คงจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดไม่ได้  และอุทิศตนเพื่อสังคมไม่ได้”

*  “เมื่อผมปฏิรูปจิตสำนึกพนักงานแล้ว  ทุกคนจึงเริ่มตระหนักว่า  JAL เป็นบริษัทของเราที่เราต้องปกป้อง”

*  “ผมเปลี่ยนอะไรที่ JAL หรือ?  มีอย่างเดียวที่ผมเปลี่ยนไปคือ “ใจคน”    ผมคิดว่าผมได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านการฟื้นฟูของ JAL แล้วว่าทำไมจิตใจมนุษย์จึงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงได้”

วิกฤติของ Japan Airlines เป็นเรื่องใหญ่  เกี่ยวข้องกับเงินหลายล้านล้านเยนและพนักงานหลายหมื่นคน  แต่วิกฤติป่าไม้ประเทศไทยเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก  เพราะมันหมายถึงความอยู่รอดของประเทศชาติที่ไม่สามารถตีมูลค่าออกมาได้  และหมายถึงความอยู่รอดของชีวิตคนไทยเกือบ 70 ล้านคน!

ถ้าคุณอ่านบทความนี้ออก  นี่คือวิกฤติของคุณด้วย!

ข้อเสนอแนะ

การ “ปฏิรูปจิตใจ” ชาวไทยทุกคนตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงระดับผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนระดับชาติ  เพราะถ้าเรายัง “ปลูกจิตสำนึก” ไม่ได้  อย่าหวังว่าเราจะ “ปลูกป่า” ได้!

เพราะถ้าปลูกป่าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปลูกจิตสำนึก  ไม่นานก็จะมีผู้เข้าไปตัดอีก!

จากประสบการณ์ผู้เขียน  การ “ปฏิรูปจิตใจ” ที่ได้ผลและพิสูจน์ได้แน่นอนที่สุด  คือการฝึกสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 จนเกิดความเข้าใจผุดขึ้นเองจากภายในว่า “ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันและจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด”

การที่ท่านประธานอินาโมริได้ฝึกสติแบบพระเซนเช่นเดียวกับที่เหล่าซามูไรโบราณเคยฝึกคือคำอธิบายว่าทำไมท่านจึง “มีความเข้าใจ” ว่าสิ่งแรกที่ต้องแก้ในยามวิกฤติคือการ “ปลูกจิตสำนึก” ใหม่!

การ “ปฏิรูปประเทศ” จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มที่หน่วยเล็กที่สุดก่อน…

…นั่นคือ “การปฏิรูปจิตใจ”

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องพัฒนาสติประชาชนทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม  จนทุกคนตระหนักได้เองว่า

“การจรดเลื่อยเพื่อตัดไม้ทำลายป่า  คือการจรดมีดเพื่อกรีดท้องทำฮาราคีรีตัวเราเอง!”

————————————

เชิญสนับสนุนหนังสือของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่

————————————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

————————————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

————————————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า nash)

————————————

Cr  ภาพจาก sacred-destinations

Please follow and like us:
0

จากใจ “เทพแห่งการบริหาร” ของญี่ปุ่น

413 A Fighting Spirit

ตะลึงทั้งโลก! เมื่อชายคนนี้ทำสิ่งที่ทุกคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” สำเร็จราวกับปาฏิหาริย์

ในเล่มรวมบทบรรยายครั้งประวัติศาสตร์ที่แม้แต่ประธานาธิบดีจีน หูจิ่นเทา ก็ยังอ่าน!

คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 413 จะมาคุยถึงหนังสือชื่อ “ถอยก็ตาย วิกฤติยังไงก็ต้องสู้”

=ผู้เขียนที่เป็น “เทพ”=

สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่านที่สุดก็คือ “ผู้เขียน” ซึ่งได้แก่ท่านประธานอินาโมริ คาซึโอะ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Kyocera บริษัทระดับโลกที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้เข้าไปฟื้นฟูกิจการของ JAL ที่ล้มละลายมีหนี้สินถึง 2.3 ล้านล้านเยน

ท่านมีผลงานโดดเด่นที่สุดในญี่ปุ่นก็จริง แต่ตอนที่รัฐบาลมาขอให้ช่วยนั้นท่านก็อายุ 78 ปีแล้ว ซ้ำยังไม่เคยมีประสบการณ์บริหารธุรกิจสายการบินมาก่อน

ถึงจะมีแต่คนคัดค้าน ท่านก็ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วตอบรับด้วยเหตุผลสั้น ๆ ว่า “อยากช่วยชาติ ช่วยบำรุงขวัญกำลังใจของคนญี่ปุ่น และช่วยป้องกันการผูกขาดตลาดของอีกสายการบิน (ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภค)”

โดยมีเงื่อนไขว่าท่านจะไม่รับค่าตอบแทนแม้แต่เยนเดียว!

ถึงแม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ท่านผู้เขียนก็ยังออกตัวว่า “หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของมือสมัครเล่น…”

ด้วยความสามารถที่ยิ่งใหญ่และจิตใจที่อ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้ ชาวญี่ปุ่นจึงพร้อมใจกันขนานนามท่านว่า “เทพแห่งการบริหารที่ยังมีชีวิตอยู่”

=ภาพรวม=

ในเล่มเริ่มจากภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ผลกระทบของสงครามต่อจิตวิญญาณการฮึดสู้ของธุรกิจญี่ปุ่น แนวทางที่ใช้ก่อตั้งและบริหาร Kyocera จนประสบผลสำเร็จ

และได้อารมณ์ finalé ช่วงท้ายเล่มด้วยกรณีศึกษา JAL โดยการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังอย่างหมดเปลือก!

ท่านผู้เขียนรอบรู้ทั้งประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีร่วมสมัย การบริหารธุรกิจ จิตวิทยา ภาวะผู้นำ ไปจนถึงเรื่องจิตวิญญาณ การรับใช้เพื่อนมนุษย์และรับใช้โลก เห็นได้ชัดว่าท่านอ่านหนังสือมามากและลงมือปฏิบัติเองจนได้ผลแล้วจริง ๆ

=น่าสนใจจากในเล่ม=

* ตั้งแต่เปิดกิจการมาจนถึงปัจจุบัน (54 ปี) Kyocera ยังไม่เคยขาดทุนสักครั้ง อัตรากำไรสูงสุดที่เคยได้คือ 40% และแม้ยอดขายจะสูงเกิน 1 ล้านล้านเยนก็ยังรักษาอัตรากำไรสูงเกินสองหลักไว้ได้

* ถึงแม้จะเป็นออเดอร์ที่ยากหรือเกินตัวแค่ไหน Kyocera ก็จะรับมาแล้วบอกลูกค้าว่า “จะทำให้ได้” แล้วก็ทำได้จริง ๆ คนที่ทุ่มเทคือคนที่จะอยู่รอด คนที่ปราศจากใจนักสู้สุดท้ายก็ต้องจบ (ในเล่มยกตัวอย่างที่บริษัทอเมริกัน General Electric หรือ GE พ่ายแพ้ต้องถอนตัวออกจากตลาดของ Kyocera ไป)

* “จงพูดให้ตัวเองฟังอยู่เป็นนิจว่า ต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น เพื่อให้แผนการและเป้าหมายสำเร็จบรรลุผล ต้องวาดภาพอุดมคติสูงส่งและวิสัยทัศน์เปี่ยมคุณธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจอย่างแรงกล้า” – นาคามูระ เท็มปู (ปรมาจารย์ศิลปะป้องกันตัวโบราณ, นักคิด) คำกล่าวนี้รวมทุกสิ่งที่ผมใช้ในการฟื้นฟู JAL

* ผู้บริหารระดับสูงต้องทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างเสียก่อน ประกาศให้รู้ไปเลยว่า “ผมจะทำยอดขายเท่าไหร่ จะทำกำไรให้ได้เท่าไหร่” และรักษาสัญญานั้นให้ได้ หากทำสุดความสามารถแล้วทำไม่สำเร็จก็ต้องยืดอกพูดอย่างสง่าผ่าเผยว่า “ความทุ่มเทของผมยังไม่พอ ปีหน้าจะพยายามใหม่อีกครั้ง” ห้ามโทษปัจจัยภายนอกหรือว่าเศรษฐกิจตกต่ำอย่างเด็ดขาด

* สมัยทำงานที่ Kyocera ผมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำกับพนักงาน หลายคืนนอนค้างโรงงานและออกเดินตรวจงานยามดึกและให้กำลังใจ ให้แนวทางแก่พนักงานหนุ่ม ๆ

* ใจนักสู้นั้นไม่ได้หมายถึงความรุนแรงและพฤติกรรมหยาบคาย แต่เป็นใจนักสู้เหมือนคนเป็นแม่ เช่น แม่นกเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อไม่ให้เหยี่ยวทำอันตรายลูกนก คนที่เป็นหัวหน้าต้องรับผิดชอบที่จะ “ปกป้องพนักงานและบริษัทด้วยชีวิต!”

* “จิตวิญญาณของนักสู้” อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีแรงจูงใจระดับสูงที่เรียกว่า “เพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ” ด้วย กิจการจึงจะสำเร็จอย่างยั่งยืน ผมฟื้นฟู JAL ได้ก็เพราะใช้หลักการนี้

* ปัญหาสำคัญของระบบทุนนิยมปัจจุบันไม่ใช่ปัญหาของกฎหมายหรือระบบ แต่เป็นปัญหาด้านจิตใจ ตราบใดที่ความโลภของผู้บริหารยังคงอยู่ก็จะยังแก้ปัญหาขององค์กรและของสังคมไม่ได้

* วิธีคิดที่จำเป็นในการแก้ไขหนทางของระบบทุนนิยมให้ถูกต้องคือการ “รู้จักพอเพียง” (ในที่นี้ท่านผู้เขียนยกว่าเป็นความคิดของเล่าจื๊อ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “สันโดษ” ของพระพุทธศาสนา – ผู้วิจารณ์)

* ผู้บริหารต้องตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจนไว้เป็น “ไม้บรรทัด” มาตรฐานสำหรับผมคือการถามตัวเองว่า “อะไรคือสิ่งถูกต้องในฐานะมนุษย์” แล้วนำคำตอบไปทุ่มเทปฏิบัติจนสำเร็จ (ในเล่มยกตัวอย่างการนำไปปฏิบัติจริงและได้ผล 2 กรณี)

* หนังสือผมชื่อ ikikata (วิถีการดำเนินชีวิต, ฉบับไทยใช้ชื่อ “ช้าให้ชนะ”) พูดถึงเรื่อง “มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” เขียนจากปรัชญาจีน พุทธปรัชญา และปรัชญาญี่ปุ่นโบราณ ขายในจีนได้มากกว่า 1 ล้าน 3 แสนเล่ม (ไม่นับฉบับละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีมากกว่านี้อีกหลายเท่า)

* คณบดี MBA ม.ปักกิ่งกล่าวว่า “ที่ผ่านมาพวกเราใช้ตำราของอเมริกา โดยเน้นของ Harvard Business School แต่กลับเกิดปัญหาเรื่องนับถือเงินเป็นพระเจ้าซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายมากมายและสังคมเศรษฐกิจจีนก็ไม่ดีขึ้นเลย เราจึงอยากใช้ปรัชญาของคุณมาใช้เป็นตำราเรียนแทนจากนี้เป็นต้นไป”

* เมื่อเข้ามาบริหาร JAL ผมก็พบปัญหา แผนกต่าง ๆ ไม่ร่วมมือกัน ปัดการรับผิดชอบ ไม่สามารถสรุปผลประกอบการในปัจจุบันได้ชัดเจน ผมเลยคิดว่า สิ่งแรกที่ต้องแก้ไขคือ การปฏิรูปจิตสำนึกของผู้บริหารและพนักงานอย่างจริงจัง โดยตอกย้ำให้ทุกคนยอมรับความจริงว่า “บริษัทล้มละลายแล้ว” จากนั้นผมก็เรียกผู้บริหารมาอบรมการเป็นผู้นำอยู่ 1 เดือน

* จากนั้น ผมลงพื้นที่หน้างานด้วยตนเอง เพื่อพูดคุยกับพนักงานโดยตรง (หนังสือเล่มอื่นระบุว่า ท่านประธานอินาโมริถึงกับไปก้มศีรษะ(โค้ง)ขอร้องพนักงานระดับล่างให้ร่วมมือร่วมใจ) ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ตรงเคาน์เตอร์ที่สนามบิน แอร์โฮสเตสที่ดูแลลูกค้าบนเครื่อง กัปตันและผู้ช่วยนักบิน พนักงานพื้นดิน ผู้ขนกระเป๋า ตลอดจนช่างต่าง ๆ

* หากไม่ทำให้พนักงานคิดจากใจจริงได้ว่า “โชคดีที่ได้ทำงานที่ JAL” แล้ว คงให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าไม่ได้ และจะตอบแทนผู้ถือหุ้นและอุทิศตนเพื่อสังคมก็ไม่ได้

* จากนั้นพนักงานเริ่มตระหนักว่า “JAL คือบริษัทของพวกเรา เราต้องปกป้องบริษัทให้เต็มที่และทำให้คนนับถือ” พวกเขาเริ่มมองการฟื้นฟูเป็นเรื่องของตนเองแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกเขาเห็นสภาพผมทุ่มเทเพื่อฟื้นฟูอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่อายุมากแล้วก็ได้

* เดือนมีนาคม 2554 เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ภาคตะวันออกของญี่ปุ่น พนักงาน JAL ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเพื่อลูกค้า ผมได้รับจดหมายหลายฉบับ (ในเล่มยกตัวอย่างมา 4 ฉบับที่ซาบซึ้งกินใจ)

* (ตัวอย่างจม.ขอบคุณ) “เครื่องบินเราลงจอดเวลาเดียวกับแผ่นดินไหว ตื้นตันใจมากเมื่อได้เห็นการอุทิศตนในการบริการของพนักงาน JAL…ลงมาถึงต้องค้างสนามบินก็มีบริการอาหารกลางดึกและเช้าตรู่ให้ รู้สึกได้เลยว่าต้องเตรียมการกันอย่างรวดเร็วมากและดูเหมือนจะไม่เกี่ยงว่าใช้บริการกับสายการบินไหนมาด้วย(ที่จะมารับอาหารฟรีได้) ยิ่งทำให้รู้สึกว่า นี่แหละคือสายการบินที่เป็นตัวแทนญี่ปุ่น”

* ผลประกอบการของ JAL ตลอด 3 ปีที่ผมเข้ามารับหน้าที่ฟื้นฟูมีกำไรอย่างต่อเนื่อง ปีแรกจบด้วยผลประกอบการสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ภายใต้สถานการณ์นี้ JAL มีกำไรสูงถึง 17% ซึ่งถึงว่าสูงสุดในสายการบินใหญ่ของโลก

* ในปีที่ 3 JAL ก็เข้าตลาดหลักทรัพย์โตเกียวได้ ทำให้เราคืนเงินทุนฟื้นฟูที่ได้จากรัฐบาลทั้งหมดได้สำเร็จ จากบริษัทที่ล้มละลายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น กลายเป็นบริษัทที่สร้างกำไรสูงสุดในโลกในระยะเวลาเพียง 3 ปี

* ผมเปลี่ยนอะไรอย่างนั้นหรือ? มีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือ ใจคน เพียงแค่เปลี่ยนความคิดก็ทำให้ฟื้นฟูกิจการได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว

* ผมคิดว่าได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านการฟื้นฟูของ JAL แล้วว่าทำไมจิตใจมนุษย์จึงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงได้ เราควรจะเปลี่ยนประเทศนี้และโลกใบนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของทุกคนเหมือนที่เกิดขึ้นกับ JAL

=สรุป=

คำว่า “จิตวิญญาณนักสู้ที่ลุกโชน” ที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเล่มนั้นไม่ใช่การบ่นแบบคนแก่หลงลืมที่พูดซ้ำ ๆ ทั้งนี้เพราะข้อเขียนอื่น ๆ ของท่านผู้เขียนยังคมกริบมาก

แท้ที่จริงเป็นการจงใจตอกย้ำให้เข้าไปในจิตใต้สำนึกของผู้อ่านด้วยความเมตตาปรารถนาดีนั่นเอง เหมือนดังที่ท่านพร่ำสอนลูกน้องด้วยคำเดียวกันนี้มาตลอด

ถ้าคุณผู้อ่านอยากสัมผัสจิตวิญญาณบูชิโดของแท้ของนักรบยามสงบว่าเป็นอย่างไร คุณต้องไม่พลาดเล่มนี้ เพราะสิ่งที่ท่านผู้เขียนเขียนนั้นได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องบูชิโดจากยุคโตกุกาว่าเมื่อญี่ปุ่นปราศจากสงครามอย่างชัดเจน แนวคิดนี้ได้ถูกส่งผ่านจากชนชั้นซามูไรไปสู่ชนชั้นที่เหลือทั้งหมด จนสร้างญี่ปุ่นให้เป็นญี่ปุ่นได้ถึงทุกวันนี้

ผู้วิจารณ์อ่านจบแล้วอยากขนานนามท่านประธานอินาโมริเสียใหม่ว่า “The Last Samurai” ตัวจริง!

เพราะคำว่า ซามูไร (侍) นั้น แท้ที่จริงมีรากศัพท์มาจากคำว่า 侍う(saburau) ซึ่งแปลว่า “ผู้ที่คอยรับใช้อยู่เคียงข้าง” เหมือนที่ท่านลุกออกมาช่วยกู้วิกฤติของชาติด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั่นเอง!

ถ้าผู้อ่านตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านประธานอินาโมริต้องการสื่อ นำไปขบคิด และนำไปปฏิบัติได้จริง ๆ คุณเองก็จะเป็น “ซามูไร” ได้ และความสุขใจเติมเต็มในการที่ได้ทำหน้าที่ของตนเองต่อโลกและต่อมนุษยชาติก็จะเกิดขึ้นในใจคุณอย่างแน่นอน ส่วนความสำเร็จนั้น…เป็นเพียงผลพลอยได้!

Banzai! Banzai! Banzai!

หนังสือชื่อ “ถอยก็ตาย วิกฤติยังไงก็ต้องสู้” โดย อินาโมริ คาซึโอะ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ มีนาคม 2559 208 หน้า ราคา 200 บาท มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป หรือที่เวบไซต์สำนักพิมพ์ www.booktime.co.th
————————————-
เกร็ดน่ารู้:

* เด็กเวียดนามอ่านหนังสือเล่มโดยเฉลี่ยปีละ 60 เล่ม/คน

* คนไทยถึง 40% ไม่อ่านหนังสือเล่มใด ๆ เลย

* แม้ในหมู่คนไทยที่อ่านหนังสือก็อ่านโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 4 เล่ม/คน

คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” นี้ จึงมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ โดยผู้วิจารณ์เลือกอ่านเองโดยอิสระไม่ได้รับจ้างสำนักพิมพ์ใดมาเขียน

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง
————————————–
รายชื่อหนังสือที่ได้อ่านและรีวิวมาทั้งหมดในคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ”
ข้อมูลการไปฝึกเจริญสติวิปัสสนา

Please follow and like us:
0

ฟังด้วยสติ…ของขวัญสำหรับคนที่คุณแคร์

 

Sorry Bouquet

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” ตอนที่ 103

คุณเคยเข้าใจผิดกับคนที่คุณแคร์ความรู้สึกไหม?  บางครั้งก็เป็นเพียงเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างคิดและกังวลไปเองเท่านั้น  สาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาการสื่อสารระหว่างกันนั่นเอง

แล้วเราจะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร?  ท่านติช นัท ฮันห์ ได้แนะแนวทางไว้ในหนังสือชื่อ The Art of Communicating (2014) ดังนี้

*  ในการที่จะสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี  ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจตัวเองก่อน  และเนื่องจากคนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้สื่อสารกับตนเอง  เราจึงมีปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่นด้วย

*  การสื่อสารมีอยู่ 2 ประเภท  คือ  1) แบบเกื้อหนุน  ซึ่งเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและพลังบวก  2) แบบเป็นพิษ  ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกในแง่ลบเช่นความโกรธ หรือ ความหงุดหงิดผิดหวัง

*  ดังนั้นขั้นแรกเราต้องเข้าใจวิธีการสื่อสารของตนเอง  ซึ่งจะทำได้ด้วยการ “ฝึกเจริญสติ”  ในที่นี้ท่านติชเน้นไปที่มีสติตระหนักรู้ฐานกายและตามดูลมหายใจ

*  เมื่อเรามีสติอยู่กับสภาวะในปัจจุบันขณะของกายใจของเรา  เราจะสามารถถอยออกมาดูตัวเราได้อย่างเป็นกลาง  ทำให้เราสามารถมองเห็นและหยุดตัวเองได้ก่อนที่จะกล่าวอะไรในแง่ลบออกไป

*  นอกจากนี้การมีสติยังช่วยให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดไปกับคำพูดของอีกฝ่ายด้วย  เราจะมีเมตตาเข้าใจอีกฝ่ายว่าที่เขาพูดเช่นนั้นเพราะตัวเขารู้สึกทุกข์

*  บางครั้งเราอาจจะยังไม่รู้จักคนที่เรารักหรือคนใกล้ชิดเราดีพอ  ทั้งนี้เพราะเรายังไม่ได้ “ฟัง” เขาดีพอ

*  วิธีการฟังให้ดีคือการ “ฟังด้วยสติ”  นั่นก็คือการรับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารออกมาโดยไม่เข้าไปวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือตัดสิน  แต่ให้ตั้งใจรับรู้ “ความรู้สึก” ของอีกฝ่ายให้ดี  (บางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดที่อีกฝ่ายสื่อสารออกมาคือ “ความเงียบ” หรือการไม่พูดอะไรออกมานั่นเอง – ผู้เขียน)

*  จุดประสงค์ของการ “ฟังด้วยสติ” คือการเข้าไปช่วยอีกฝ่ายให้พ้นทุกข์  ดังนั้นจึงควรปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสระบายความรู้สึกออกมาก่อน  เขาจะเข้าใจผิดอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง

*  เพียงอีกฝ่ายเห็นว่าเราแคร์และพยายามฟังเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ  เขาก็จะรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว

*  เราสามารถแสดงความรู้สึกรักและขอบคุณอีกฝ่ายได้โดยใช้ประโยคพิเศษสามประโยค คือ

1) “ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอนะ”  การที่เรายืนหยัดอยู่เคียงข้างใครนั้นเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราจะให้เขาได้  ให้ตั้งใจกล่าวประโยคนี้ด้วยสติและเมตตา  เขาจะสัมผัสได้

2) “ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นเพื่อฉันนะ  และฉันมีความสุขมาก”  การทำให้คนที่เรารักตระหนักว่าเขามีความหมายอย่างไรต่อเราเป็นสิ่งสำคัญมาก

3) “ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกทุกข์  ดังนั้นฉันจึงอยู่ที่นี่เพื่อเธอ”  ประโยคนี้เป็นการตอกย้ำให้คนที่เรารักทราบว่าความรู้สึกของเขาสำคัญสำหรับเรา

*  ประโยคพิเศษประโยคอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้ได้คือ  คือ  1) “ฉันรู้สึกเป็นทุกข์นะ  ช่วยฉันที”  2) “ฉันรู้สึกมีความสุขจัง”  (โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ)  และ  3) “คุณก็พูดถูกส่วนหนึ่งนะ”  (ใช้เมื่ออีกฝ่ายต่อว่าเราหรือชมเรา)

*  พูดความจริงเสมอ  และต้องเข้าใจว่าคนอื่นอาจจะมองโลกต่างจากเรา  ดังนั้นจึงควรสื่อสารในวิธีที่เขาเข้าใจ

*  เรียนรู้ที่จะฝึกเจริญสติด้วยกันทั้งคู่

*  อย่าลืมตามดูลมหายใจ และตั้งใจฟังด้วยสติ…เสมอ

…เพราะคนที่คุณแคร์ เขาสัมผัสความปรารถนาดีของคุณได้!

—————————–

เชิญสนับสนุนหนังสือดี อ่านสนุก ของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่

—————————–

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

—————————–

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง

—————————–

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1. สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

—————————–

Cr  ภาพจาก funutilities

Please follow and like us:
0

อยากสำเร็จ คุณต้องแกร่ง

 

Man-Running-Beach1

ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร.ณัชร” เรื่องที่ 100

เคยไหมที่บางครั้งคุณตั้งเป้าในการทำงานไว้สวยหรูแต่หมดแรงกลางทางเสียดื้อ ๆ

ในหนังสือแปลจากเกาหลี รู้แล้วเหยียบไว้ มหาเศรษฐีคนต่อไปคือคุณ!”  มหาเศรษฐีชาวเกาหลีคนหนึ่งกล่าวว่า  สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งแรกที่จะต้องทำให้ได้ก่อนก้าวสู่ความสำเร็จคือการมี “พลังกาย” ที่แข็งแรง

เขาอธิบายว่า “กว่าจะรวย ต้องใช้เวลา มีเรื่องให้ขบคิดมากมาย  เราต้องมีพลังกายแข็งแรงพอให้รับมือไหว  ไว้รับแรงกดดันกว่าจะไปถึงความสำเร็จ”

“ถ้าอยากหาเงินให้ได้มากกว่าตอนนี้สามเท่า ก็ต้องมีพลังกายที่แข็งแรงขึ้นอีกสามเท่า  คนที่ประสบความสำเร็จคือคนมุ่งมั่น  แล้วความมุ่งมั่นมาจากไหน?  คำตอบคือ พลังกาย”

เราจะได้พลังกายที่ว่านี้มาจากไหน?  ก็จากการมุ่งมั่นออกกำลังกายเป็นประจำนั่นเอง

เราทุกคนรู้ว่าการออกกำลังกายนั้นสำคัญ  แต่สำหรับคนที่ปกติไม่เคยออกกำลังกายเลย  การที่จะลุกขึ้นมาฟิตร่างกายคงไม่ง่ายนัก  อย่าว่าแต่แข็งแรงขึ้นอีกสามเท่าเลย  แค่พาตัวไปฟิตเนสสัปดาห์ละ 3 วันก็ยังยาก

ในหมู่คนที่ออกกำลังกายอยู่บ้าง  ก็คงมีหลายคนที่รู้สึกว่าตนยังทำได้ไม่ดีนัก  ถ้าอึดกว่านี้ได้คงจะดี

หรือแม้แต่ระดับนักกีฬามืออาชีพ  ทุกคนก็ย่อมอยากพัฒนาตนเองไปถึงศักยภาพสูงสุด

รู้หรือไม่ว่า “ตัวช่วย” สำคัญของการพัฒนาพลังกายนั้นคือ “พลังใจ” ที่ได้มาจากการฝึกเจริญสติ!

ในหนังสือ The Mindful Athelete  หรือ นักกีฬาอุดมสติ นั้น ผู้เขียนคือ George Mumford อดีตนักกีฬาผู้ผันตัวเองมาเป็นผู้ฝึกสอนการเจริญสติยืนยันว่า การฝึกสตินั้นเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณพัฒนาศักยภาพทางกีฬาของคุณไปถึงจุดสูงสุดได้

Mumford กล่าวว่า  เมื่อคนเราสามารถฝึกสติได้จนนิ่งได้ถึงระดับหนึ่งนั้นจะสามารถเข้าถึงสภาวะของจิตใจที่นักกีฬาเรียกว่า “The Zone” หรือจุดที่สามารถเล่นได้ในระดับสูงสุดของตนได้   ซึ่ง Mumford อธิบายว่าได้แก่สภาวะที่นักกีฬาสามารถอยู่ใน “ปัจจุบันขณะ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

Novak Djokovic นักเทนนิสชายมือวางอันดับ 1 ของโลกฝึกการเจริญสติอยู่เสมอ  พระภิกษุในวัดไทยในนิวยอร์คเคยเห็น Djokovic เดินเข้ามานั่งสมาธิอย่างเงียบ ๆ ในวัดก่อนการแข่งชิงชนะเลิศ U.S.Open

คงไม่ต้องบอกว่าผลการแข่งขันปีนั้นออกมาอย่างไร!

ในการแข่งขันชิงชนะเลิศบาสเกตบอล NBA ในปี 2013  กล้องที่ถ่ายทอดสดได้จับภาพ LeBron James ซูเปอร์สตาร์ของ NBA นั่งหลับตาเจริญสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจอยู่ข้างสนาม  การจดจ่ออยู่กับลมหายใจจะไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติชื่อระบบพาราซิมพาเทติคให้หลั่งสารสื่อประสาทชื่อ acetylcholine ออกมา

สารนี้จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย  Mumford วิเคราะห์ว่า Lebron James ใช้เทคนิคการตามดูลมหายใจนี้เพื่อพาตัวเองเข้าไปสู่ “The Zone” ซึ่งนำไปสู่การคว้าแชมป์ NBA ปีนั้นในที่สุด

ในหนังสือ Running with the Mind of Meditation  ผู้เขียนเป็นลามะชาวทิเบตชื่อ Sakyong Mipham และนักวิ่งมาราธอนด้วยได้กล่าวไว้ว่าการวิ่งนั้นช่วยส่งเสริมการฝึกเจริญสติ  และในขณะเดียวกันการเจริญสติก็ช่วยส่งเสริมการวิ่งเช่นกัน

Mipham กล่าวว่า การวิ่งเป็นการออกกำลังกาย  ในขณะที่การเจริญสติเป็นการออกกำลังใจ  และกิจกรรมทั้งสองอย่างนั้นทำให้เราสามารถอยู่ใน “ปัจจุบันขณะ” ได้ดี  มีความตื่นรู้ที่คมชัด  และถ้าฝึกทั้งกายและใจต่อไปเรื่อย ๆ ผลที่ได้ก็คือความสุข สุขภาพที่ดี และปัญญาญาณ

วันนี้ คุณได้ฝึกทั้งกายและใจ เพื่อความสุขและความสำเร็จในการทำงานหรือยัง?

—————————————————

เชิญสนับสนุนหนังสือดี อ่านสนุก ของดร.ณัชร “วิถีดาบ วิถีเซน”, “ออกกำลังใจ” และ “Zenwise” ได้ ที่นี่

—————————————————

สนใจฝึกเจริญสติคลิก ที่นี่

—————————————————

เพจ “ดร.ณัชร” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะทำความดีถวายในหลวง  และเพื่อเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ ในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนชาวไทย

—————————————————

เพื่อไม่ให้พลาดโพสต์ดี ๆ จากทางเพจ

  1.  สำหรับเพจดร.ณัชรใน Facebook กรุณากด Get Notification (“รับการแจ้งเตือน”) ใต้ปุ่ม Like (“ถูกใจ”) ที่หน้าเพจ “ดร ณัชร” ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
  2. Add LINE ID @dr.nash (ต้องมีเครื่องหมาย @ นำหน้าคำว่า dr.nash)

—————————————————-
Cr ภาพ aimiesmithpt

Please follow and like us:
0

ข่าวดี! หนังสือ Zenwise วางจำหน่ายแล้ว!

With Luang Por Edited

ผู้เขียน ไปกราบหลวงพ่อสุมโนที่เขาใหญ่

Zenwise

มามอบธรรมทานด้วยการชวนเพื่อนต่างชาติคุยเรื่องธรรมะกันค่ะ

เคยไหมคะที่มีเพื่อนต่างชาติถามถึงการเจริญภาวนา (meditation) หรือเรื่องพระพุทธศาสนาโดยรวมแล้วเรานึกหาคำอธิบายไม่ถูก?

ตอนนี้คุณมีตัวช่วยแล้วค่ะ!

หนังสือธรรมะภาษาอังกฤษ ชื่อ Zenwise นี้รวมเรื่องสั้นแบบเรียบง่ายของผู้เขียนเอาไว้ 25 เรื่อง ซึ่งหลวงพ่อสุมโน พระภิกษุชาวอเมริกันลูกศิษย์หลวงพ่อชาได้เมตตาเขียนข้อคิดท้ายบทกำกับไว้ให้ทุก ๆ บท

คำว่า Zenwise จะแปลว่า “อย่างเซ็น ๆ” ก็ได้ หรือ “มองในแง่เซ็น” ก็ได้

เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นมาใหม่ไม่มีในดิคค่ะ (Credit คุณอรพิน เฉลิมสกุลรัตน์)

ทั้งนี้ แก่นของเซ็น ก็คือการเจริญสตินั่นเอง

หลังสิ้นครูบาอาจารย์หลวงพ่อสุมโนได้ออกธุดงค์ไปในป่าหลายประเทศจนมาปักหลักที่ถ้ำบนเนินเขาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เขาใหญ่ได้ร่วม 20 ปี ตอนนี้ท่านลงมาอยู่เชิงเขาเพราะเป็นโรคหัวใจหมอไม่อนุญาตให้ปีนขึ้นไปบนถ้ำ (แต่ท่านก็ยังแอบขึ้นไปอยู่บ้าง!)

ประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ แม้หลวงพ่อสุมโนจะปฏิบัติสายวัดป่าและผุ้เขียนจะปฏิบัติสายสติปัฏฐาน 4 (พอง-ยุบ/ หลวงพ่อจรัญ) แต่ก็สามารถเขียนร่วมกันได้อย่างลงตัวกลมกลืน เพราะธรรมะของแท้นั้นเหมือนกัน ต่างกันแค่ทางที่จะเดินไปถึงเท่านั้นเอง

เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญให้เพื่อน ๆ ชาวต่างชาติที่สนใจการเจริญสติ หรือไว้อ่านเองเพื่อความสุนทรีย์ หรือจะเอาไว้ฝึกภาษาก็ยังได้ค่ะ

บางเรื่องมีสไตล์คล้ายเล่ม “ออกกำลังใจ” ของผู้เขียน ถ้าคุณชอบเล่มนั้นก็จะรักเล่มนี้ ของดีมีจำนวนจำกัด คลิกเพื่อกรอกใบสั่งซื้อออนไลน์กับผู้เขียนโดยตรงได้ที่นี่ค่ะ ระบุได้ด้วยค่ะว่าอยากให้เซ็นมอบให้ใคร

พอได้รับคำสั่งซื้อจากท่านเรียบร้อย เราจะส่งข้อมูลการชำระเงินไปให้นะคะ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนากับทุกท่านค่ะ!

สั่งซื้อได้ ที่นี่

Please follow and like us:
0